ารพัฒนาความเจริญก้าวหน้าแต่ละยุคแต่ละสมัย
ทำให้มนุษย์รู้สึกภาคภูมิในความรู้ความสามารถ
พร้อมกันนั้นก็เห็นถึงความสามารถและศักยภาพ
ชนรุ่นหนึ่งส่งต่อให้ชนรุ่นถัดไปต่อยอดได้ไม่รู้จบ
ยิ่งศึกษายิ่งค้นคว้ายิ่งทดลองก็ยิ่งให้รู้สึกทึ่ง
การค้นพบแต่ละอย่างดูจะเป็นการพิชิตได้มา
ทั้งที่ทุกอย่างมีอยู่ตั้งแต่ไหนแต่ไรมาแล้ว
เหมือนการไล่ล่าหาเมืองขึ้นสมัยก่อน
พบแผ่นดินใหม่พบชนชาติใหม่ทีก็ถือเป็นพิชิตมา
ทำราวกับว่าหากไม่ไปค้นพบเข้าก็คงไม่มีอยู่
แถมยังรีบตั้งชื่อแผ่นดินชื่อชนชาติที่ไปพบไปเห็น
เหมือนทุกอย่างเป็นตัวเป็นตนขึ้นมาก็ตอนไปพบไปเจอ
ทั้งที่แผ่นดินอีกทั้งชนชาติก็มีมาเป็นร้อยเป็นพันปีแล้ว
ไม่ฉุกคิดสักนิดว่าจริง ๆ แล้วเราเจอเขา-เขาเจอเราด้วย
โคลัมบัสค้นพบอเมริกา-อเมริกาค้นพบโคลัมบัส
แถมยังต้องลงทุนลงแรงใช้เวลาข้ามน้ำข้ามทะเลไปพบ
ในขณะที่คนพื้นที่อยู่ที่นั่นไม่ต้องลงทุนลงแรงอะไรทั้งสิ้น
แล้วก็เที่ยวเหมาว่าคนพื้นที่ล้าสมัยป่าเถื่อนไร้อารยธรรม
แต่กลับปล้นสะดมฉกฉวยทรัพยากรเขากลับประเทศ
อีกทั้งยึดครองเป็นเมืองขึ้นทำลายคุณค่าดั้งเดิมเขาอย่างไร้สำนึก
จะว่าไปแล้วการค้นพบแต่ละครั้งคือการค้นพบตนเองนั่นแหละ
ฉันไปพบอีกชนชาติหนึ่งฉันก็ค้นพบว่า “ฉัน” มีเพื่อนร่วมโลก
ฉันไปพบแผ่นดินใหม่ฉันก็พบว่า “ฉัน” อยู่ในโลกกว้างมากกว่าที่คิด...

ฉันใดก็ฉันนั้นกับท่าทีต่อพระเจ้า
คนมักจะถือว่ามีพระเจ้าหรือไม่ขึ้นอยู่กับตนเอง
ถ้าฉันเชื่อว่ามีพระเจ้าเมื่อนั้นพระเจ้ามีอยู่จริง
ถ้าไม่เชื่อว่ามีพระเจ้าก็แสดงว่าพระองค์ไม่มีตัวตน
ความเชื่อจึงมาก่อนพระเจ้าความเชื่อเป็นตัวกำหนดพระเจ้า
ทั้งที่ความเชื่อเกิดขึ้นเมื่อสำนึกและตระหนักว่ามีพระเจ้า
มนุษย์เลยถือวิสาสะจะมีท่าทีอย่างไรกับพระเจ้าก็ได้
ถ้าฉันยืนยันว่าฉันไม่เชื่อว่ามีพระเจ้า
พระเจ้าก็ไม่มีความหมายสำหรับฉัน
ถ้าฉันเห็นว่าฉันไม่ต้องการพระเจ้าฉันก็อยู่ได้
พระเจ้าก็คงเป็นแค่ “อากาศ” มีก็ได้ไม่มีก็ไม่เห็นเป็นไร
ทำราวกับว่าพระเจ้าขึ้นอยู่กับฉัน
ทั้งที่พระเจ้าทรงอยู่ก่อนฉันเกิดทรงอยู่ต่อหลังฉันตาย
ฉันจะคิดอย่างไรพระเจ้าก็ทรงเป็นพระเจ้าอยู่ดี...

อันที่จริงสังคมที่หมกมุ่นกับวัตถุสิ่งของ
คนพากันนับถือข้าวของเงินทองเป็นพระเจ้า
กระทั่งกล้ายืนยันว่าไม่มีที่สำหรับพระเจ้าในสังคมอีกต่อไปแล้ว
เหมือนประกาศอิสรภาพจากการต้องขึ้นกับพระเจ้าในอดีต
แล้วพากันรู้สึกว่าคนเรายิ่งใหญ่มีศักดิ์ศรีขึ้น
หารู้ไม่ว่าทุกสิ่งเหล่านี้ส่งผลกระทบกับมนุษย์เต็มๆ
เพราะพระเจ้าท่านสูงส่งเกินกว่ามนุษย์จะอาจเอื้อม
หารู้ไม่ว่าทุกครั้งที่ปฏิเสธพระเจ้าคนปฏิเสธตนเอง
ไม่ต่างกับผลงานศิลปะที่ปฏิเสธศิลปิน
ตัว “ผลงาน”จะเลอเลิศล้ำค่าแค่ไหนนั้นขึ้นอยู่กับ “ศิลปิน” โดยแท้
และนั่นคือจุดเริ่มต้นของปัญหาทุกอย่างที่ต้องเจอะเจอทุกวันนี้
เห็นคนแค่ “ผลงาน” ไว้ใช้ประโยชน์แต่ไม่เลยไปถึง “เจ้าของผลงาน”
ปัญหาจึงไม่อยู่ที่พระเจ้าแต่เป็นปัญหาของมนุษย์โดยแท้
ขนาดกล้าปฏิเสธพระเจ้าได้...ปฏิเสธมนุษย์ด้วยกันจะเป็นไรไป •