นเมื่อใช้เงินเป็นตัวกำหนด
แทบทุกอย่างจึงต้องมีเงินเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
กระทั่งวัฒนธรรมแห่ง “การให้เปล่า” ค่อยๆหายไป
ต่างกับสมัยก่อนที่ความเป็นพี่เป็นน้องเป็นตัวกำหนด
วัฒนธรรม “มีก็แบ่งกันกินแบ่งกันใช้”เป็นบรรทัดฐานชีวิตสังคม
พร้อมหลักธรรมช่วยหนุนนำไม่ให้ยึดติดยึดครอง
“เกิดมาตัวเปล่าตายไปก็ตัวเปล่า” หล่อหลอมท่าทีให้เสร็จ
แต่พอเงินเข้ามาเกี่ยวข้องอะไรก็เอาไม่อยู่
ความเป็นพี่เป็นน้องความมีน้ำใจความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่หมดพลัง
เหลือก็แค่ความยุติธรรมได้ต้องได้เสียต้องเสียจ่ายต้องจ่าย
หากว่ากันตามความยุติธรรมแม้จะผะอืดผะอมแต่ก็ยังพอทำเนา
ทว่าพอพูดกันว่า “เงินมันงอกเงยได้” มีดอกมีผล
เท่านั้นแหละความยุติธรรมเริ่มมีอาการทรุดเอียงกระเท่เร่
กลายเป็น “กำไร” ที่มากำหนดหลักเกณฑ์ของความยุติธรรม
ก่อนนี้ทุกอย่างที่ทำต้องพยายามให้บรรลุเป้าหมายวัตถุประสงค์             
แต่ตอนนี้ทุกอย่างทำไปต้องมุ่งผลกำไรให้ได้
การขาดทุนถือเป็นความไม่ยุติธรรมสำหรับตนเองสำหรับธุรกิจ
เพราะลงทุนลงแรงแล้วก็ต้องได้กำไร
การเสมอตัวถือว่าขาดทุนถือว่าล้มเหลวตั้งแต่เริ่มแรก
นอกจากได้กำไรแล้วยังต้องอย่าให้ “ขาดทุนกำไร” อีกต่างหาก...

ลงทุนทำธุรกิจการศึกษาก็ทำนองเดียวกัน
ถึงจะเป็นการให้ความรู้ให้วิชาการแก่คนของชาติแต่ก็ต้องมีกำไร
คุณภาพและประสิทธิภาพของการเรียนการสอนคือตัวแปร
ทุกโรงเรียนให้ความรู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาให้นักเรียนเหมือนกัน
แต่มีบางโรงเรียนให้ได้มากกว่ามีประสิทธิผลมากกว่า
ผู้ปกครองพากันนำลูกนำหลานมาเข้าจนต้องแข่งขัน
แข่งขันความรู้ความสามารถความพร้อมของเด็กยังไม่พอ
ยังต้องแข่งขันจำนวนเงินที่ทางโรงเรียนกำหนดไว้แค่ต่ำสุด
เหมือนกับเส้นปล่อยตัวนักวิ่งด้านการกีฬา
ทุกคนออกวิ่งจากเส้นเดียวกันแต่ใครเร็วกว่าแรงกว่าก็ชนะ
เงินแป๊ะเจี๊ยโรงเรียนดังจึงคู่กับการศึกษาไทยมาโดยตลอด
และแม้จะเปลี่ยนจากชื่อจีนมาเป็นชื่อไทย “เงินบริจาค”
แต่ความหมายความจริงและสาระเป็นเรื่องเดียวกัน
หากเพื่อเรียนเพื่อศึกษามีค่าใช้จ่ายเท่าเทียมก็ถือเป็นเรื่องธรรมดา
แต่ถ้าต้องมีค่าใช้จ่ายพิเศษเป็น “กำลังภายใน” นั่นคือปัญหา
เพราะหมายถึงการฉ้อราษฎร์บังหลวงระดับเบื้องต้น
และแม้จะไม่ใช้คำคอรัปชั่นแต่ธาตุแท้นั้นไม่ต่างกันเลย...

เมื่อต้องจ่ายเงินพิเศษเพื่อให้บุตรหลานเข้าเรียน
ผู้ปกครองก็ถือว่าเป็นการลงทุนที่ต้องมีกำไร
ก็เลยต้องคอยตอกย้ำต้องคอยเคี่ยวเข็ญให้ลูกขยันเรียนรู้กอบโกย
ถึงยังไงลงทุนขนาดนี้แล้วถ้าขาดทุนถือว่าล้มเหลวในเชิงธุรกิจ
ลูกหลานจะมีความสุขกับการมาโรงเรียนสนุกกับการเรียนหรือไม่
ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการลงทุนจะเอามาเป็นตัวแปรไม่ได้
เมื่อรู้ผู้ปกครองต้องจ่ายเงินพิเศษเพื่อให้เข้าเรียนได้
นักเรียนก็ต้องทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งกำไรตามเป้า
หนักเข้าก็ต้องใช้ “ตัวช่วย” ที่ใครๆก็พร้อมจะเล่นด้วย
จ่ายเงินซื้อครูจ่ายตัวซื้ออาจารย์เพื่อได้คะแนนได้เกรด
แม้กระทั่งใบปริญญาก็ไม่ยากขอแค่ “จ่ายครบจบแน่”...

ในขณะที่มองปัญหาการฉ้อราษฎร์บังหลวงระดับการเมือง
แต่กลับไม่มองที่มาที่ไปของคอรัปชั่นตั้งแต่ระดับรากแก้ว
ปัญหาเลยเลิกเป็นปัญหาตั้งแต่ในบ้านในโรงเรียนแล้วนั่นแหละ •