นุษย์ถูกสร้างมาให้ยิ่งใหญ่
พระคัมภีร์บอกมนุษย์เป็นพระฉายาของพระเจ้า
พระเยซูเจ้าทรงยืนยันว่ามนุษย์เป็นบุตรพระเจ้า
ศักดิ์ศรีของทุกคนและแต่ละคนจึงสูงส่งมากกว่าที่เห็น
เพราะแก่นแท้อยู่ในสิ่ง “เป็น” มากกว่าในสิ่งที่ “มี”
ในขณะที่สิ่งที่มีนั้นเต็มด้วยขีดจำกัด
ไม่ใช่ทุกคนจะสามารถมีทุกอย่างตามที่ต้องการ
พอเริ่มนับสิ่งที่มีเพื่อวัดคุณค่าแห่งคน
คุณค่าของคุณมีอันต้องลดลงหรือแทบหมดไปโดยปริยาย
และนี่คือสิ่งที่สังคมให้ความสำคัญในการคบหาเจรจากำหนดฐานะ
แต่ละคนจึงใช้มาตรฐานเดียวกันนี้เพื่อกำหนดคุณค่าแห่งตน
ยิ่งกราบไหว้ยกย่องเงินทองเป็นพระเป็นเจ้าเป็นนาย
คนที่ไม่มีเลยต้องตกขอบสังคมไปมากต่อมาก
ทั้งที่แต่ละคนยากดีมีจนต่างมีศักดิ์ศรีในสิ่งที่ “เป็น”
เงินทองข้าวของสมบัติมีวันนี้พรุ่งนี้หมดได้ทุกเมื่อ
ถึงแม้จะมีเพิ่มพูนขึ้นแต่ชีวิตผู้ครอบครองลดลงอย่างต่อเนื่อง
วันนี้มีพรุ่งนี้มีน้อยลงวันมะรืนหมดไปในที่สุด
ในขณะสิ่งที่ “เป็น” มีแต่มากขึ้นกระทั่งถึงความเต็มเปี่ยม
จะว่าไปแล้วทุกชีวิตเริ่มจากการเป็นก่อนจะมี
แล้วก็จบจากการ “มี” ก่อนจะ “เป็น” นิรันดร
ทว่าคนกลับไปให้ความสนใจแก่การ “มี” อยู่นั่นแหละ
การมีเลยทำให้เกิด “ความแตกต่าง” ในสังคมมนุษย์
รวมไปถึงความความเหลื่อมล้ำต่ำสูงเจ้าทั้งหลาย
ไม่น้อยครั้งทำให้เกิด “ความแตกแยก” แม้คนสายเลือดเดียวกัน
เมื่อมีของเป็นตัวแปรของความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน
สิ่งของกลายเป็น “ตัวกลาง” ระหว่างคนกับคนด้วยกัน
สิ่งของกลายเป็น “ตัวขวางกั้น” ความผูกพันเยื่อใย
ยิ่งมีมากยิ่งห่างไกลกันยิ่งมีน้อยยิ่งใกล้ชิดกัน...

ในสังคมที่เน้นการ “มี”  คนมักมองผลประโยชน์เป็นหลัก
ตราบใดได้ประโยชน์ก็ยังอยู่ในสายตากันและกัน
พอไร้ประโยชน์ต่างคนต่างอยู่ตัวใครตัวมัน
หนุ่มชาวไต้หวันใช้บริการร้านอินเตอร์เน็ตคาเฟ่เล่มเกม
จริงจังกับเกมต่อเนื่องกว่ายี่สิบสามชั่วโมงไม่ยอมพัก
กระทั่งเสียชีวิตโดยมือทั้งสองข้างยังจับเม้าท์และคีย์บอร์ด
อยู่อย่างนั้นเป็นเวลาเก้าชั่วโมงท่ามกลางผู้มาใช้บริการร่วมสามสิบคน
กระทั่งมีผู้สังเกตเห็นในที่สุดเป็นข่าวน่าสะเทือนใจ
สะท้อนให้เห็นจิตใจคนในสังคมทุกวันนี้ได้ชัดเจน
ถึงจะอยู่กันเบียดเสียดยัดเยียดเดินแทบชนบ่าชนไหล่กัน
แต่จิตใจนั้นอาจอยู่ห่างไกลกันลิบลับ
ยิ่งมีโทรศัพท์มือถือแบ่งสังคมเป็นโลกส่วนตัวใบเล็กใบน้อย
หากไม่เดินชนกันหากไม่ขวางทางกันคงไม่ต้องสนใจ
ใครจะเป็นใครใครจะเป็นอะไร...ช่าง

สำหรับผู้ที่มีจิตสำนึกสำหรับผู้เป็นศิษย์พระเยซูเจ้า
จะปล่อยให้สถานการณ์เช่นนี้ดำเนินต่อไปคงไม่ได้
ยิ่งผู้ที่มีบัญญัติแห่งรักเป็นแก่นแห่งการเป็นศาสนิกชน
หากการดำเนินชีวิตแต่ละวันไม่พ้นตนเองออกไป
ก็คงเรียกตนเองเป็นศิษย์แท้ของพระอาจารย์เจ้าไม่ได้
ตรงข้ามน่าจะถือเป็นการท้าทายของสถานการณ์
เพื่อยืนหยัดการ “เป็น” คนดีจริงการ “เป็น” คริสตชนแท้
เริ่มจากตนเองด้วยความเชื่อมั่นในศักดิ์ศรีแห่งการเป็น
เพื่อจะได้มองเห็นศักดิ์ศรีแห่งการ “เป็น” ในทุกคนในแต่ละคน
แล้วนั้นทุกอย่างจะตามมา...ตามการเรียกร้องแห่งศักดิ์ศรี •