ากาศร้อนผ่าวดูไม่มีวี่แววจะลดดีกรีลง
ความร้อนแผ่ซึมทะลุเสื้อผ้าจนต้องเหงื่อแตกทั้งที่อยู่เฉยๆ
พัดลมได้แค่เป่าลมร้อนให้กระจายไปทั่ว
จะรู้สึกดีขึ้นเล็กน้อยเพราะคิดว่ามีพัดลมเปิดอยู่
แต่ก็ยังร้อนระอุจนลมหายใจเข้าออกแห้งผาดเหมือนเดิม
พลอยทำให้ผู้คนหงุดหงิดฉุนเฉียวใจร้อนไปด้วย
เรื่องไม่เป็นเรื่องกลายเป็นเรื่องเป็นราวจนได้
เรื่องเล็กที่เคยขบขันกลายเป็นเรื่องใหญ่จนเครียด
การทะเลาะวิวาทมีปากมีเสียงเริ่มบ่อยขึ้น
การทำอะไรเพี้ยนๆมีให้เห็นทุกระดับ
จู่ๆสภาผู้แทนราษฎรอันทรงเกียรติก็มีรูปไม่สมเกียรติปรากฏ
เหมือนใครบางคนตั้งใจชี้บอกสถานภาพเสื่อมถอยของสภา
ไหนๆการอภิปรายไม่คำนึงถึงเกียรติและศักดิ์ศรีที่พึงมีต่อสภา
ก็เลยแกล้งทำให้ภาพหลุดเข้าไปซ้ำเติมที่เป็นกันอยู่
ยังไม่พอยังมีท่านผู้ทรงเกียรตินั่งดูภาพประเภทนั้นจากโทรศัพท์
เหมือนจะร่วมโรงตอกย้ำให้เห็นเป็นประจักษ์อีกต่างหาก
ทั้งๆที่สถานที่และสิ่งที่กำลังทำอยู่ขณะนั้นเป็นเรื่องสำคัญระดับชาติ

นอกจากจะผิดกาลเทศะผิดทำนองคลองธรรมผิดจรรยาบรรณแล้ว
ยังก่อให้เกิดความสับสนในความผิดความถูกอีกด้วย
ขนาดบุคคลระดับนี้ยังทำกันเป็นเรื่องธรรมดา
แล้วพ่อแม่ครูบาอาจารย์จะสอนลูกสอนศิษย์ได้อย่างไร...

ที่แน่ๆสิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมไทย
นั่นคือเส้นแบ่งระหว่างความผิดกับความถูกเจือจางลงเรื่อยๆ
ก่อนนี้เคยเป็นเส้นตรงแยกผิดแยกถูกได้ชัดเจนตามหลักจริยธรรม
เดี๋ยวนี้กลายเป็นเส้นคด...แล้วแต่จะคิดแล้วแต่จะต้องการ
เคยผิดแต่ตอนนี้ฉันว่าถูกก็ถูกเคยถูกแต่ตอนนี้ฉันว่าผิดก็ผิด
ไม่ต้องพูดถึงเส้นแบ่งระหว่างความเหมาะสมกับความไม่เหมาะสม
เพราะขนาดเส้นแบ่งความผิดความถูกยังไม่เด็ดขาดชัดเจนเลย
เรื่องจะเหมาะสมหรือไม่เหมาะสมคงต้องเก็บเข้ากรุแล้ว
ยิ่งมีผู้มีตำแหน่งเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมืองออกมาพูด
“...ไม่ได้ทำผิดกฎหมาย แต่ทำในสิ่งที่กฎหมายห้าม...”
มาตรฐานความผิดความถูกหายวับไปต่อหน้าต่อตา
ลงเอย “ไม่ได้ทำผิดศีลธรรมแต่ทำในสิ่งที่ศีลธรรมห้าม” ในที่สุด
นี่คือความพยายามลบคำว่า “ผิด” ให้หายไปจากชีวิตคน
เปิดไฟเขียวให้ทำอะไรก็ได้ที่ใจต้องการ
ไม่ต้องรู้สึกผิดไม่ต้องรู้สึกอายไม่ต้องหลบๆซ่อนๆ
พร้อมกับโยนความผิดไปไว้ที่กฎหมาย
เหมือนจะบอกว่าฉันไม่ผิดกฎหมายต่างหากที่ผิด
ทั้งๆที่โดยหลักสากลแล้วการกระทำใดที่กฎหมายห้ามทำ
การกระทำนั้นถือว่าเป็นการทำผิดกฎหมาย
ต้องรับผิดรับโทษตามที่กฎหมายระบุไว้
เพราะนั่นคือหน้าที่พื้นฐานแห่งการอยู่ร่วมกันในสังคม
กฎหมายบ้านเมืองแต่ละข้อจึงเป็นกติกาของการอยู่ด้วยกัน
เพื่อธำรงไว้ซึ่งความสงบสุขและความดีทั้งส่วนตัวทั้งส่วนรวม
จะว่าไปแล้วเป็นการประยุกต์กฎศีลธรรมให้เป็นรูปธรรม
กฎหมายแต่ละข้อจึงชี้บอกแนวทางเพื่อได้มาซึ่งความดีความถูกต้อง

สังคมใดที่ไม่คำนึงถึงความดีความชั่วความผิดความถูก
สังคมนั้นคงอยู่ไม่ได้ผู้คนต้องหวาดผวาพากันหวาดระแวง
ใครเร็วใครได้ใครแข็งแรงกว่าชนะใครอ่อนแอพ่ายแพ้เสียเปรียบ
กฎป่ากลายเป็นกฎบ้านกฎเมืองเหมือนย้อนศรอารยธรรม
ทั้งๆที่อุตส่าห์พัฒนากันมาถึงขนาดนี้แล้ว...ก็ยังไม่วาย •