คนชอบข้าวขาหมูต้องไม่กลัวอ้วน
เจอร้านไหนป้ายใหญ่รถจอดเป็นแถวเป็นต้องปรี่เข้า
ยิ่งไม่มีที่นั่งจนต้องร่วมโต๊ะกับคนแปลกหน้ายิ่งมั่นใจ
ความตั้งใจลิ้มรสชาติของโปรดคือเป้าหมายหลัก
ส่วนจะนั่งกับคนรู้จักคนไม่รู้จักได้คุยไม่ได้คุยเป็นเรื่องรอง
แค่ตามองจานขาหมูจมูกสูดกลิ่นน้ำลายสอชื้นปากก็ฟันธงได้แล้ว
ก่อนจะเริ่มละเลียดข้าวคลุกขาหมูเคี้ยวไปวิเคราะห์ไป
คุณภาพเนื้อหมูความเข้มข้นเครื่องเทศมาตรฐานน้ำจิ้ม
แต่ละอย่างลงตัวกลมกลืนกลมกล่อมแทบแยกไม่ออก
ถึงจะมีการติติงให้ระวังน้ำหนักให้ดูแลหุ่นให้คำนึงความงาม
ก็ยากจะยับยั้งใจเพียงแค่เห็นข้าวขาหมูป้ายแรก
แม้จะมีเวลาให้คิดใหม่ตัดสินใจใหม่อีกสี่ห้ากิโลเมตรข้างหน้า
แต่ก็แอบตัดสินใจแอบคิดรายการจะสั่งตั้งแต่ป้ายที่สองแล้ว
พร้อมกับข้อตั้งใจจะกินแค่ร้านนี้กินแค่ครั้งนี้เท่านั้น
แล้วค่อยลดอาหารอื่นรวมทั้งอดของหวานทดแทน
หากไม่เป็นผลน้ำหนักยังคงเพิ่มก็คงต้องตัดสินใจเด็ดขาด
ไม่ใช่เลิกกินขาหมูหันไปกินอาหารมังสวิรัติแทน
หากแต่ตัดสินใจว่าไหนๆก็อ้วนแล้วกินขาหมูต่อไปให้คุ้ม
ยิ่งมาเจอร้านขาหมูใหม่ไม่ไกลไม่ใกล้บ้าน
แค่ผ่านไปเห็นป้ายสะดุดตาสะดุดใจจนต้องชะลอรถ
สะดุดตาเพราะมีเขียน “ชิดข้าวขาหมู”
สะดุดใจเพราะต่อด้วย “อิ่มละสี่สิบบาท”
สะดุดต่อมเพราะตามด้วย “รบกวนตักข้าวเอง”
ที่ไหนก็เห็นแค่ราคาข้าวขาหมูแต่ละจานตามขนาด
กินแล้วอิ่มก็พอกินแล้วไม่อิ่มก็ต้องสั่งจานต่อไป
แต่นี่เหมือนจะบอกกินให้อิ่มแล้วค่อยจ่ายตามราคานี้
ถึงจะเป็นร้านริมถนนมีโต๊ะนั่งไม่กี่ตัวแต่ก็น่าเข้า
แค่รับรู้ความมีใจของเจ้าของร้านก็ไม่คิดลังเลใจแล้ว
จะซื้อกินทั้งทีก็น่าจะกินให้อิ่มท้องว่างั้นเถอะ
ตอนแรกก็คิดว่าร้านนี้ไม่น่าจะขายได้นาน
เหตุผลนั้นใครๆก็คงจะคิดเดาได้ไม่ยากในสังคมยุคนี้ในสภาพเศรษฐกิจแบบนี้ไม่น่าจะอยู่รอด
แต่ก็ยังเห็นเปิดร้านขายลูกค้าเข้าออกทั้งวัน
ที่เคยคิดว่าคงมีร้านนี้ร้านเดียวที่ให้บริการจนอิ่มท้อง
ยังพบเห็นอีกร้านแถวถนนจันท์ที่รถติดได้ทั้งคืนทั้งวัน
นอกจากป้ายชื่อร้านและรายการอาหารที่ขายแล้ว
ยังมีป้ายสีเดียวกันระบุนโยบายเจ้าของร้านไว้อย่างชัดเจน
“ตักข้าวไม่อั้น น้ำเย็นฟรี ของหวานฟรี...”
เหมือนจะบอกอิ่มท้องยังไม่พอยังเย็นกายหวานปากอีกต่างหาก

ในภาวะข้าวของอาหารการกินแพงจนคุมไม่อยู่
ข้าวราดแกงก๋วยเตี๋ยวผัดหมี่ที่เคยกินพออิ่มตามราคายุติธรรม
พากันขึ้นราคาแบบก้าวกระโดดจนทำใจแทบไม่ได้
แม้จะมีมาตรการภาครัฐให้ตรึงราคาเดิมไว้ก่อน
ทว่าราคาเดิมแต่ปริมาณอาหารลดไปเกือบครึ่ง
ใครพบใครเห็นร้านอาหารประเภทนี้คงถือเป็นบุญท้อง
อย่างไรเสียก็ขอให้อิ่มท้องไว้ก่อนแล้วค่อยคุยเรื่องรสชาติ

ในสังคมที่วัตถุเป็นใหญ่จิตใจมีให้กันน้อยลงนี้
การได้พบเห็นได้เข้าร้านอาหารแบบนี้อิ่มทั้งกายอิ่มทั้งใจ
เหมือนบอกตอกย้ำให้รู้สำนึกว่าคนเราหากมีใจต่อกันซะอย่าง
จะให้จะทำจะช่วยจะรักก็ทั้งใจจนอิ่มจนสุขจนหรรษา
เพราะโดยธรรมชาติแห่งใจคนให้ก็ให้จนหมดใจ
ส่วนที่ให้บ้างให้นิดให้หน่อย...ถือว่ายังไม่ได้ให้ด้วยใจ •