ป็นใครเห็นแล้วต้องสะท้อนใจ
แม้จะเป็นข่าวไม่ใหญ่แต่ภาพข่าวชัดเจน
หญิงแต่งชุดเจ้าสาวยาวขาวบริสุทธิ์
แค่เห็นทันทีความคิดก็โลดแล่นไปเบื้องหน้าเบื้องหลัง
เป็นชุดสาวผู้มีความรักเอมอิ่มสมหวัง
ตั้งแต่พบเห็น “คนนี้ใช่เลย” ก็ให้รู้สึกผูกพัน
เปลี่ยนเป็นความชอบความมั่นใจความรักในที่สุด
มุ่งมั่นทั้งหล่อเลี้ยงทั้งทะนุถนอมความรู้สึกให้ข้นให้ลึกล้ำ
แต่ละนาทีแห่งการพบการพูดคุยการอยู่ด้วยกันช่างปรีดิ์เปรม
กระทั่งความรักสุขงอมหลอมสองหัวใจให้เป็นแค่หนึ่ง
พร้อมจะหลอมให้เป็นกายเดียวตามตรรกะแห่งรัก
เป็นชุดเจ้าสาวที่เป็นเครื่องแบบบ่งบอกฐานะใหม่
เธอเจ้าสาวเขาเจ้าบ่าวเธอภรรยาเขาสามีเธอแม่เขาพ่อ
แม้จะสวมชุดนี้แค่วันเดียวแต่ชีวิตที่เหลือคือความเป็นจริง
เปลี่ยนจากชุดถักทอด้วยเส้นด้ายเป็นชุดถักทอด้วยเส้นใยชีวิต
แต่ละนาทีแต่ละวันแต่ละเดือนเส้นแล้วเส้นเล่าด้วยหัวใจ
หยาดเหงื่อแรงกายความสุขความทุกข์ปัญหาอุปสรรค
ถูกทอเป็นลายดอกลายไม้หลากสีประดับชุดให้งามยิ่งไม่ซ้ำแบบ...

ทว่าชุดที่สาวในข่าวสวมใส่ไม่เป็นอย่างที่เห็น
แทนที่เธอจะยืนหน้าโบสถ์ยืนทางเข้าบริเวณงานมงคลสมรส
เธอกลับยืนอยู่นอกหน้าต่างห้องพักบนตึกสูงน่าหวาดเสียว
แทนที่เธอจะร่ำไห้เพราะยินดีความสุขสมหวัง
เธอกลับร่ำไห้ใจปิ่มจะขาดเพราะความเสียใจจากอกหัก
แล้วจะอยู่ต่อไปทำไมหากหมดรัก...เธอคงคิด
ไม่รักซะเลยยังดีกว่ารักแล้วทิ้งขว้างหมดเยื่อใย...เธอต่อว่า
เคยพร่ำบอกคำก็รักสองคำก็รักแล้วบอกเลิกเฉย...เธอตัดพ้อ
หมดรักก็ไม่เหลืออะไรแล้วนอกจากปล่อยตัวลงไป...เธอตัดสิน
จนแทบไม่อยากรับรู้เสียงร้องเสียงตะโกนทั่งข้างบนข้างล่าง
จะรู้ก็ตอนที่มีมือกำยำแขนจับขาพยายามรั้งเธอไม่ให้ตกลงไป
ถึงเธอจะขัดขืนด้วยเรี่ยวแรงเล็กน้อยที่เหลือแต่ก็ไร้ผล
เสียงตะโกนเสียงร้องเสียงเรียกเปลี่ยนเป็นเสียงเฮเสียงโล่งอก
กระชากเธอกลับสู่ความเป็นจริงที่เธอพยายามตัดช่องน้อยหนี
ความจริงแสนปวดร้าวใจแห่งความรักที่ถูกทรยศ
แต่ก็ไม่ใช่ความเป็นจริงเดียวอย่างที่เธอเข้าใจ
หากแต่ความเป็นจริงอีกอย่างของเรื่องเดียวกันที่เธออาจไม่ได้คิด
ความจริงที่ว่าสิ่งที่เธอคิดว่าเป็นรักแท้อาจไม่ใช่รักด้วยซ้ำ
หากเขารักเธอจริง...จะทำให้เธอต้องปวดร้าวใจได้ขนาดนี้หรือ
หากเขารักเธอจริง...จะบอกเลิกรักเธอได้อย่างไร้เยื่อใยเช่นนี้หรือ
หากเขารักเธอจริง...จะเที่ยวแบ่งรักให้สาวอื่นได้อีกหรือ
หากเขารักเธอจริง...จะหายตัวไปยามนี้ที่เธอต้องการเขาได้อย่างไร
แล้วจะเห็นว่าเธอ “อกหัก” จริงๆ ด้วยตามความหมายแห่งคำ
เพราะสองคนรักกันจริงไม่มีอาการ “อกหัก” เด็ดขาด
จะมีก็แค่อาการเบื่อเซ็งจำเจจืดชืดในอารมณ์
มีแต่คนที่รักเขาข้างเดียวนั่นแหละที่อกหักเพราะ “หักอก” ตัวเองแท้ๆ...

หลังจากเหตุการณ์ครั้งนี้เธออาจจะ “เข็ดขยาด” กับความรัก
หากต้องเจ็บปวดกับความรักแบบนี้สู้ไม่รักเสียจะดีกว่า
ลืมไปว่าความรักเป็นแก่นชีวิตคนที่ทำให้ชีวิตมีคุณค่า
ที่ต้อง “เข็ดขยาด” น่าจะเข็ดขยาดความรักจอมปลอมมากกว่า
ที่สำคัญอย่าบังอาจ “เล่น” กับความรัก
เล่นกับไฟอย่างมากก็โดนไฟจี้ไฟเผาแค่ผิวกาย
แต่เล่นกับรัก...โดนแผดเผาไปทั้งกายทั้งใจทั้งจิตวิญญาณ
โอกาสจะ“เสียศูนย์” จนต้องสูญเสียมีได้ง่าย...หากไม่ระวังใจ •