ป่านนี้ผลการเลือกตั้งออกมาแล้ว
มีทั้งสมหวังดีใจมีทั้งผิดหวังเสียความรู้สึก
หากใช้สิทธิ์ใช้เสียงตามการชี้นำของมโนสำนึก
แม้คนที่เลือกพรรคที่เทใจให้ไม่ถูกเลือกไม่ชนะ
ก็น่าจะสบายใจถือว่าได้ทำบทบาทพลเมืองเต็มขั้นแล้ว
เพราะการเลือกตั้งครั้งนี้ดุเด็ดเผ็ดมันมากกว่าที่ผ่านมา
แค่เลือกตั้งล่วงหน้าก็ยังต้องลุ้นใจหายใจคว่ำ
ลุ้นคนไปใช้สิทธิ์ลุ้นขั้นตอนกระบวนการเข้าคูหาเลือกตั้ง
ทว่าที่ต้องลุ้นกันใจจดใจจ่อนั้นไม่ใช่ผลการเลือกตั้ง
หากแต่ลุ้นไม่ให้มีการโกงไม่ให้มีบัตรผีไม่ให้สับเปลี่ยนกล่องบัตร
ทั้งที่คุยกันว่าเป็นวาระประชาธิปไตยเบ่งบาน
ให้สิทธิ์ให้เสียงประชาชนตัดสินการปกครองประเทศ
ฟังความคิดฟังนโยบายของคนอาสาเป็นตัวแทนแล้วเลือก
เสียงข้างมากคือตัวชี้ขาดความต้องการของชนในชาติ
แต่เอาไปเอามากลายเป็น “เงิน” ที่ตัดสินชะตากรรมชาติ
ใครมีเงินมากโอกาสได้คะแนนเสียงมาก
รับเงินเขามาแล้วก็คงต้องกาให้ประสาคนใช้ใจเป็นใหญ่
จะว่าไปแล้วนโยบายก็คล้ายกันทุกพรรค
ต่างกันก็แค่วิธีพูดวิธีนำเสนอวิธีโน้มน้าวให้เห็นจริงเห็นจัง
มุ่งมั่นสัญญาจะพัฒนาให้ทุกระดับทุกพื้นภาค
แต่ละโครงการได้ฟังได้ยินแล้วชวนให้เคลิ้ม
แต่นี้ไปชาติต้องเจริญบ้านเมืองต้องพัฒนาสุขสบายกันทั่วหน้า
ราวกับมีคนใจบุญทุ่มเงินทุ่มทรัพยากรช่วยชาติอย่างไม่อั้น
ทั้งๆที่แต่ละโครงการก็ต้องใช้เงินภาษีที่อยู่ในกองคลังหลวง
แค่นำออกมาบริหารปันส่วนสรรงบตามโครงการวาดฝันให้
หากใช้ก้อนเงินเพื่อการพัฒนาอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย
ชาติบ้านเมืองก็พัฒนาประชาราษฎร์ก็ผาสุกหรรษา
แต่หากนำก้อนเงินมาใช้แบบ “วัดบ้างกรรมการเกินครึ่ง”
โครงการที่พรรคคุยทับกันไว้ก็คงต้องนั่งทับกันเงียบ
ชาวบ้านร้านตลาดก็คงต้องฝันค้างกินแห้วแทนข้าวเหมือนเดิม...

จะว่าไปแล้วประชาธิปไตยบ้านเราก็คงต้องเป็นแบบไทยๆอีกนาน
ในเมื่อทั้งวิถีชีวิตทั้งกระแสสังคมยังคงวนเวียนอยู่กับที่
การเมืองการบริหารประเทศชาติก็คงไม่ก้าวไกลไปไหน
แทนที่จะทุ่มเทเพื่อการพัฒนาชาติให้เจริญก้าวหน้า
ก็ต้องเสียแรงเสียเวลากับการ “แก้กรรม” ทุกระดับ
มองปัญหามองอุปสรรคแต่ละอย่างเป็นผลแห่งกรรม
แทนที่จะมองเป็นการท้าทายให้ทุ่มเทแรงกายแรงใจฟันฝ่า
หาทางออกหาหาทางพัฒนาหาวิธีการใหม่เป็นตัวช่วย
ได้แต่ทำใจยอมรับยอมทนไปตามยถากรรม
เห็นคนไม่ปรารถนาดีทำชาติบ้านเมืองวุ่นวายเสียหาย
แทนที่จะผนึกพลังรวมใจคัดค้านต่อต้านเรียกร้อง
ได้แต่ตั้งรับตั้งทนพร้อมปล่อยวาง“ใครก่อกรรมก็ต้องชดใช้กรรม”
เห็นคนโกงกินชาติบ้านเมืองทุจริตฉ้อราษฎร์บังหลวง
แทนที่จะใช้สิทธิพลเมืองฟ้องร้องแฉพฤติกรรม
ได้แต่รำพึงรำพันว่าเป็นกรรมของชาติ “ที่เลือกเข้ามาเอง”
แล้วก็ปลอบใจ “กรรมจะตามสนองไม่ชาตินี้ก็ชาติหน้า”
พร้อมติดตลก “เดี๋ยวนี้กรรมใส่สเก็ต...ทันตาเห็นแน่นอน”
กลายเป็นว่า “กรรม” เป็นตัวรับผิดรับชอบทุกกรณี
ยิ่งกว่า “แพะรับบาป” เพราะรับได้ทั้งดีทั้งชั่ว
ไม่ต่างกับ “ครอบจักรวาลโอสถ” ใช้รักษาได้ทุกโรคทุกอาการ
ถึงแก้ปัญหาไม่ได้แต่ช่วยให้ “ทำใจ” ได้...ปลงได้
อย่างนี้แล้วประเทศชาติจะพัฒนาก้าวหน้า...ไปถึงไหน?•