คนเลือกทำตามใจชอบ
มากกว่าจะทำตามกฎเกณฑ์ธรรมชาติ
ใช่ว่าจะรอดตัวได้ตามต้องการ
ตัวเองนั่นแหละที่ได้รับผลกระทบเป็นคนแรก
ในเมื่อกฎเกณฑ์ธรรมชาติถูกกำหนดไว้ตั้งแต่แรก
เพื่อให้ทุกอย่างดำเนินและดำรงไปได้อย่างลงตัว
ทำผิดทำเพี้ยนธรรมชาติเมื่อไร
ก็เหมือนกับจงใจทำร้ายตนเองเมื่อนั้น
ไม่พอยังส่งผลกระทบถึงผู้อื่น
รวมทั้งระบบนิเวศสภาพแวดล้อมรอบด้าน
เพราะกฎธรรมชาติก็คือกฎธรรมชาติ
ไม่มีดิ้นไม่มียกเว้นไม่มีผ่อนผันไม่มีออมชอม
ปฏิบัติตามทุกอย่างก็ดำเนินไปเป็นปกติ
ไม่ปฏิบัติตามทุกอย่างก็สะดุดสับสนกลับตาลปัตร
ต่างกับกฎที่มนุษย์ตั้งขึ้นใช้บังคับในระดับต่างๆ
เริ่มตั้งกฎก็เริ่มกำหนดข้อยกเว้นพร้อม
บางกรณีใช้บังคับอีกบางกรณียกเว้นให้
บางคนต้องปฏิบัติอีกบางคนยกเว้นให้เป็นอภิสิทธ์
บางเรื่องตีความรายอักษรอีกบางเรื่องตีความยืดหยุ่นตามสะดวก
ทำผิดกฎได้หากไม่มีใครเห็นหากไม่ถูกจับได้
สามารถเลี่ยงสามารถหลบสามารถผ่อนผัน
ผลที่ตามมาก็อย่างที่มีให้เห็นในสังคม
ความไม่ปลอดภัยความอยุติธรรมความเสียเปรียบความฉ้อโกง
คนมีหน้าที่รักษากฎหมายก็ไม่เป็นโล้เป็นพาย
เผลอๆก็ถือกฎหมายในมือเล่นงานคนอื่นเป็นว่าเล่น...

ตรงกันข้ามกับธรรมชาติรอบด้าน
ทุกอย่างกลมกลืนตามครรลองอย่างไม่ผิดเพี้ยน
จนหลายครั้งคนต้องยกตัวอย่างธรรมชาติมาสอนมาเตือนใจ
อย่างที่ Caroline Naoroji เขียนให้คิด
“จงเรียนรู้จากเทียนไข ในการส่องแสงให้ความสว่างในความมืด
จงเรียนรู้จากนกในเวหา ในการส่งเสียงร้องเจื้อยแจ้วชื่นชมได้ตลอดเวลา
จงเรียนรู้จากมด ในการทำงานขยันขันแข็งและไม่เคยเกียจคร้าน
จงเรียนรู้จากเด็กน้อย ในการมีความไว้วางใจและมีความสุข
จงเรียนรู้จากดอกกุหลาบ ในการทำตัวงดงามแม้จะอยู่ท่ามกลางขวากหนาม
จงเรียนรู้จากดักแด้ ในการออกแรงเพื่อหลุดออกมาเป็นผีเสื้อ
จงเรียนรู้จากดาวดาราในฟากฟ้าในการส่องแสงยิ้มแย้มส่งประกายระยิบระบับ
จงเรียนรู้จากปลาในน้ำในการว่ายทวนกระแสน้ำเชี่ยว
จงเรียนรู้จากดินเหนียวในการทำตัวอ่อนโอนไปตามมือของช่างปั้น
จงเรียนรู้จากต้นไม้ในการให้ร่มเงาแก่คนเหนื่อยล้าที่ผ่านมา
จงเรียนรู้จากพระเยซูเจ้าในการถวายพระเกียรติพระบิดาในทุกสิ่ง”

สำหรับคนที่อยากเรียนรู้ก็มีให้เรียนรู้ได้ตลอด
แค่มองเข้าไปในตัวแค่หันไปมองรอบข้าง

เรียนรู้ “ลดเลิกละ” จากธรรมชาติบ้าง...น่าจะดีกว่านี้ *