าสนิกชนกับการสวดคู่กันมาโดยตลอด
สำหรับบางคนสวดเป็นการแสดงออกอย่างหนึ่งของศาสนกิจ
ในเมื่อพระที่กราบไหว้นับถือเป็นผู้สูงส่งเกินเอื้อมเกินสัมผัสได้
สวดจึงเป็นดังพาหะแห่งใจในการสื่อสารกับพระเจ้า
บอกความเคารพยำเกรงบอกความรู้สึกบอกความปรารถนา
ด้วยสำนึกในความยิ่งใหญ่ทรงอานุภาพอยู่เหนือมนุษย์ขึ้นไป
ที่สื่อมักจะเป็นเรื่องของการฝากเนื้อฝากตัวฝากชีวิตความเป็นอยู่
สวดสื่อแล้วให้รู้สึกอบอุ่นใจปลอดภัยกายมั่นคงจิต
แล้วนั้นเป็นเรื่องของความช่วยเหลือสำหรับความต้องการร้อยแปด
ถึงจะแน่ใจระดับหนึ่งว่าดูแลจัดการเรื่องราวได้ด้วยตนเอง
แต่หากมีเบื้องบนสนับสนุนค้ำจุนย่อมจะมั่นใจยิ่งกว่า
เพราะจะเก่งจะรู้จะเชี่ยวชาญก็ยังให้รู้สึกถึงขอบเขตขีดจำกัด
เหนือฟ้าขึ้นไปไร้ขอบเขตไร้ขีดจำกัดย่อมแน่นอนกว่าเป็นไหนๆ
พอทุกอย่างผ่านพ้นไปด้วยดีสมหวังมีสุขพอใจ
ความรู้สึกอยากจะขอบคุณก็สื่อสวดออกมาได้เต็มอกเต็มใจ
ทั้งได้แสดงความรู้คุณทั้งยังเป็นมัดจำแห่งใจสำหรับครั้งต่อไป...

สำหรับหลายคนสวดคือศาสนกิจในตัวมันเอง
เมื่อเข้าใจว่าแก่นแห่งศาสนาคือความสัมพันธ์พระกับมนุษย์
ศาสนกิจคือชีวิตและชีวิตคือศาสนกิจ
โดยมีภาวนาที่เป็นดังลมหายใจเข้าออกต่อเนื่อง
สวดจึงเป็นการเฉลิมฉลองแต่ละช่วงเวลาแห่งชีวิตทั้งวันทั้งคืน
แต่ละอย่างที่คิดแต่ละอย่างที่ทำแต่ละคำที่พูดแต่ละท่าทีทีแสดงออก
ล้วนเป็นพิธีกรรมโดยมีภาวนาบันดาลชีวิตจิตใจ
กลายเป็นกราบไหว้นมัสการเทิดทูนพระเกียรติ
กลับเป็นพระพรพระหรรษทานความรักพระเมตตา
ทั้งเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันทั้งกลมกลืนทั้งลงตัว
ชีวิตแต่ละวันแต่ละชั่วโมงแต่ละนาทีจึงศักดิ์สิทธิ์
ถึงจะเป็นชีวิตมนุษย์แต่ก็มีชีวิตพระที่ผนึกแน่นแทบแยกไม่ออก
ชีวิตกลายเป็นการสรรเสริญพระเจ้าทุกแห่งทุกเวลาทั้งวันทั้งคืน
การภาวนาจึงไม่อยู่ที่คำพูดแม้จะร้อยเรียงเป็นบทกวีเพราะจับใจ
“เมื่อสวดอย่าพูดมากเหมือนกับว่ายิ่งพูดมากยิ่งได้”
การภาวนาจึงไม่ใช่การต้องขอเพื่อจะได้รับ
“พระบิดาทรงทราบทุกอย่างก่อนที่ลูกคิดจะขอเสียอีก”
การภาวนาจึงไม่ขึ้นอยู่กับสถานที่
“เมื่อสวดจงเข้าสู่แก่นแห่งใจที่นั่นพระเจ้าประทับอยู่”
การภาวนาจึงไม่อยู่ในการสาธยายบอกเหตุอ้างผล
“พระบิดาประทานสิ่งที่ดีที่สุดแก่ลูกของพระองค์เสมอ”
การภาวนาจึงไม่ใช่ฉันที่สวดขอพระเจ้า
แต่เป็นพระเจ้าเองที่ทรงร่วมสวดกับฉันด้วย
“ท่านไม่รู้หรือว่าตัวท่านเป็นพระวิหารแห่งพระจิต”
ถ้าฉันสวดกับพระจิตในพระวิหารทรงชีวิตแห่งตัวฉัน
จะมีศาสนกิจใดที่ครบครันศักดิ์สิทธิ์ครบถ้วนกว่านี้อีก
จะมีการภาวนาใดที่สามารถมั่นใจในผลสัมฤทธิ์ได้กว่าอีกนี้อีก
ในเมื่อพระเจ้าร่วมกับฉันสวดขอต่อพระเจ้าเอง
พระเจ้าย่อมไม่ปฏิเสธสิ่งที่พระองค์เองทรงขอแน่นอน
จะมีก็ตัวคนสวดนั่นแหละที่เป็นปัญหา
รบเร้าจะเอาแต่สิ่งที่ขอเท่านั้นทั้งที่พระทรงให้สิ่งที่ดีกว่า
แล้วก็เอาแต่สวดขอบคุณพระเฉพาะเมื่อได้ตามขอ
ทั้งที่สิ่งที่พระเจ้าทรงให้โดยไม่ได้ขอมีนับจำนวนไม่ถ้วน
ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ในการสวดเป็นไม่เป็นสวดถูกไม่ถูก
แต่อยู่ในการไม่รู้จัก “เห็น” รู้จัก “นับ” สิ่งที่พระเจ้าประทานให้
ทั้งที่ขอเองทั้งที่พระเจ้าประทานให้...โดยที่ไม่คิดจะขอ...•