วันของเด็กแห่งชาติปีนี้ผ่านไปอีกปี
มีการจัดกิจกรรมมากอย่างเหมือนแข่งกันทำแข่งกันสร้างผลงาน
ตั้งใจให้เด็กสนุกสนานเพลิดเพลินได้ทักษะ
หลายอย่างก็เดิม ๆ ทุกปี...ดูอาวุธขึ้นรถถังจับปืนขึ้นเครื่องบิน
ไม่น้อยคนยังคาใจทำไมวันเด็กต้องให้ดูให้สัมผัสเครื่องมือสงคราม
ทั้งที่วัยของเด็กน่าจะห่างไกลจากสิ่งเหล่านี้
หลายชาติมีกฎหมายห้ามไม่ให้เด็กเข้าใกล้อาวุธทุกชนิด
หากประเทศกำลังอยู่ในภาวะสงครามก็อีกเรื่อง
ให้เด็กได้รู้ได้เห็นอาวุธยุทโธปกรณ์จะได้รู้สึกปลอดภัย
รู้ว่าจะได้รับการปกป้องมั่นใจได้ว่าชาติบ้านเมืองปลอดภัย
แต่ก็นั่นแหละทำกันมาทุกปีจนกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ
เช่นเดียวกับที่ให้เด็กจำนวนหนึ่งได้นั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี
เหมือนจะให้กำลังใจว่าขยันเรียนแล้ววันหนึ่งจะได้มานั่งจริงๆ
แต่จนถึงบัดนี้ยังไม่มีนายกคนไหนที่บอกว่าตอนเป็นเด็กเคยนั่ง
จะแปลกแหวกแนวกว่าใครน่าจะเป็นท่านผู้ว่าจังหวัดหนึ่ง
ลงทุนแต่งชุดนักเรียนคลานบนพื้นให้เด็กได้ขึ้นขี่หลัง
ดูแล้วทั้งน่ารักทั้งอบอุ่นเสียอย่างเดียวมีแค่ปีละหน
หรือท่านผู้ว่าต้องการจะเตือนพ่อแม่ยุคใหม่ให้เป็นกันเองกับลูก
รู้จักเล่นหัวหยอกล้อสนุกสนานลดอายุลงเท่าลูก
จะได้เข้าใจสิ่งที่ลูกคิดลูกอยากทำลูกอยากเป็นลูกอยากได้
ไม่เหมาเอาเองว่าอาบน้ำอุ่นก่อนรู้ดีกว่ามีประสบการณ์มากกว่า
พร้อมพร่ำคาถา “ทำตามที่พ่อแม่บอก เดี๋ยวดีเอง”
หารู้ไม่ว่าอาบน้ำอุ่นสมัยก่อนกับอาบน้ำอุ่นสมัยนี้ต่างกัน
หากเทียบวัยกันแล้วบางอย่างลูกอาบน้ำอุ่นก่อนพ่อแม่เสียอีก
แค่ข้อมูลข่าวสารจากโลกออนไลน์อย่างเดียว
ลูกก็อาบจนร้อนแล้วพ่อแม่เพิ่งจะเริ่มรู้สึกอุ่น...

กระนั้นก็ดี ติดตามกิจกรรมวันเด็กกันมาทุกปี
ยังไม่เคยเห็นมีการชวนเด็กเข้าวัดร่วมกิจกรรมเริ่มวันเด็ก
ตักบาตรสวดมนต์ฟังเทศน์พูดคุยพบปะเสวนากับพระ
ร่วมมิสซาฟังพระวาจาภาวนาแก้บาปรับศีลรับพรพระสงฆ์
สุขสงบทางใจแล้วค่อยสนุกสนานทางกายกับกิจกรรมทั้งวัน
อย่างไรก็ต้องให้เด็กสำนึกว่ามีทั้งมิติจิตใจและมิติร่างกาย
หากให้ความสำคัญสร้างความสมดุลให้ทั้งสองมิติ
การเติบโตพัฒนานิสัยใจคอดวามคิดความอ่านน่าจะลงตัวกว่านี้
ต่างกับข้อมูล “เด็กไทยในมิติวัฒนธรรม” จากกระทรวงวัฒนธรรม
ศาสนากับเยาวชนเป็นข้อมูลหนึ่งน่าตกใจ
จากการสำรวจพบว่ามีเด็กเพียงร้อยละ 12 ที่เข้าวัดทำบุญ
มีเด็กเพียงร้อยละ 27 ที่สวดมนต์ไหว้พระเป็นประจำ
มีเด็กถึงร้อยละ 40 ที่เริ่มไม่เชื่อในกฎแห่งกรรมและบาปบุญคุณโทษ
ศาสนาซึ่งเคยเป็นที่พึ่งทางจิตวิญญาณกำลังหมดบทบาทลง
แทนที่ด้วยหนังสือ ซีดี เว็บไซต์ กิจกรรมบำบัดต่าง ๆ
หากมองแนวโน้มไปข้างหน้าคงต้องกังวนหวั่นวิตกกันทั้งสังคม
เด็กร้อยคนสี่สิบคนไม่สนใจกฎแห่งกรรมบาปบุญคุณโทษ
อีกหกสิบคนที่สนใจที่เชื่อจะอยู่รอดปลอดภัยไหมนี่
หรือจะลงเอยในเมื่อคนไม่สนใจกฎแห่งกรรมบาปบุญคุณโทษ
ทำอะไรไม่ต้องเกรงกลัวฟ้าดินไม่ต้องไว้หน้าอินทร์หน้าพรม
ถือเป็นการได้เปรียบเต็มประตูแบบนี้...ฉันก็ไม่สนใจเหมือนกัน
“หนามยอกต้องเอาหนามบ่ม” จึงอยู่รอดกระมัง...

ขณะที่รัฐบาลเอาแต่เน้นแจกแท็บเล็ตให้เด็กตามที่พูดตอนหาเสียง
เคยคิดเคยคำนึงไหมว่าที่คิดว่าเป็นเรื่องใหม่สุดสำหรับเด็กไทย
หาได้เป็นอะไรใหม่เป็นอะไรวิเศษวิโสเลยแม้แต่น้อยนิด
เพราะเด็กใช้แท็บเล็ตคล่องก่อนจะได้รับแจก...เสียอีก •