ใคร
จะคิดว่าเมือง “ผู้ดี” จะเกิดเหตุการณ์แบบนี้
กว่าสองอาทิตย์แล้วที่มีความรุนแรงการปล้นสะดมการเผาเมือง
กระจกร้านค้าถูกทุบถูกเจาะสินค้าถูกปล้นถูกขโมย
คนเดินไปมาถูกโจมตีฉกชิงวิ่งราวเหมือนบ้านเมืองไร้ขื่อไร้แป
เจ้าหน้าที่ตำรวจเองก็แทบเอาตัวไม่รอดถูกขว้างถูกปาเป็นเป้านิ่ง
ในขณะที่วัยรุ่นพากันคึกคะนองบ้าดีเดือดอยากทำอะไรทำได้หมด
วิ่งเข้าออกร้านค้าคว้าทุกอย่างที่ต้องการหิ้วข้าวของเหมือนจ่ายตลาด
เด็กผู้หญิงถูกลวนลามถูกข่มขืนจนต้องหวาดผวา
กระทั่งนายกรัฐมนตรีออกมายอมรับสาเหตุลึกกว่าที่เห็น
นั่นคือ “การล่มสลายทางศีลธรรม”...

แม้นายกรัฐมนตรีอังกฤษจะออกมายืนยันช้าไป
แต่ก็ต้องชมว่าเจาะได้ลึกถึงแก่นแห่งความชั่วร้ายทั้งหลาย
คนพากันหวาดกลัวการล่มสลายทางเศรษฐกิจมั่นคง
วิตกว่าชีวิตความเป็นอยู่จะย่ำแย่ต้องแย่งกินแย่งใช้
เผลอ ๆ อาจจะต้องวกกลับสู่ธรรมชาติเข้าป่าเข้าดง
แต่กลับไม่รู้สึกทุกข์ร้อนกับการผุกร่อนทางศีลธรรม
ความผิดความถูกขึ้นกับใจใครว่าอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น
หลักความดีความชั่วที่ยึดถือกันมายาวนานไม่มีใครสน
แต่ละคนกำหนดขึ้นมาเองอะไรดีอะไรชั่ว...สำหรับฉัน
บรรทัดฐานที่เคยมีเคยใช้เพื่ออยู่ด้วยกันอย่างผาสุกในสังคม
เปลี่ยนเป็น “พอใจซะอย่าง” “ตัวใครตัวมัน” “ธุระไม่ใช่”
ทุกอย่างขึ้นกับผลประโยชน์ความมั่งมีบารมีล้นฟ้า
ลงเอย “ใครดีใครอยู่” “ใครแรงใครได้” “ใครเร็วใครได้เปรียบ”
กฎหมายจรรยาบรรณความยุติธรรม...เป็นแค่ตัวหนังสือ
ขยันหยิบยกขึ้นมาอ้างมายืนยันแต่ใจคิดไปอีกอย่าง
ความขัดแย้งความรุนแรงการเข่นฆ่าการทำลายจึงมีให้เห็นทุกวัน

“เราบ่ายเบี่ยงที่จะพูดถึงสิ่งถูกกับสิ่งผิดมานานเกินไปแล้ว...”
นายกรัฐมนตรีอังกฤษบอกย้ำที่มาของต้นเหตุความเลวร้ายที่เกิดขึ้น
ก็ในเมื่อไม่ยอมรับกฎกติกาบรรทัดฐานความถูกความผิด
ด้วยต่างคนต่างคิดต่างถือต่างทำ...ตามใจชอบ
เลยไม่มีใครอ้างใครพูดใครยืนยันสิ่งถูกกับสิ่งผิด
บ่ายเบี่ยงไปมาเหมือนคนรู้ใจ
ฉันทำตามใจคุณทำตามใจเราทำตามใจ
ทำอย่างไรก็ได้แค่ระวังอย่าให้ใครเดือดร้อน
มาตรฐานความผิดความถูกเลยมีมากกว่าหนึ่ง
สร้างความสับสนให้แก่ชนรุ่นใหม่ทั้งเด็กทั้งเยาวชน
ยากที่พ่อแม่ครูบาอาจารย์จะพร่ำสอนให้เป็นคนดี
ที่สุดก็พากันไหลลื่นไปตามกระแส
แย่ไปกว่านั้นพ่อแม่ผู้ใหญ่ยังพอมีสำนึกความผิดความถูก
เพราะเคยได้รับการอบรมบ่มนิสัยมาแต่อ้อนแต่ออก
แม้จะไหลไปตามกระแสก็ยังมีจุดยึดจุดเหนี่ยว
แต่เด็กและเยาวชนที่เติบโตมาในยุคที่ไม่มีการพูดถึงสิ่งผิดสิ่งถูก
ย่อมจะไร้จุดยึดเหนี่ยวใด ๆ ทั้งสิ้น
ไหลเชี่ยวไปตามกระแสไม่ต่างกับเรือขาดหางเสือ
ทำได้ทุกอย่างเพราะ “ไม่มีอะไรจะเสีย”...จริง ๆ

“เหตุการณ์นี้นับเป็นเสียงปลุกให้ประเทศเราตื่น...”
นายกรัฐมนตรีอังกฤษกล่าวสรุปเป็นเชิงนโยบาย
“...ตื่นจากปัญหาสังคมที่ฟอนเฟะมานานหลายปี
ที่ได้ระเบิดใส่หน้าเราแล้ว...”
อันที่จริงแล้วไม่เพียงที่ประเทศอังกฤษเท่านั้น
แต่กำลังจะระเบิดใส่หน้าทุกคนทุกแห่ง...ทั่วโลกนั่นแหละ •