วามก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีดูไม่มีขีดจำกัด
ช่วยให้การดำเนินชีวิตทุกวันนี้สะดวกขึ้น
ไม่ว่าจะเป็นการกินการอยู่การเดินทางการติดต่อ
แต่ใช่ว่าจะช่วยให้ชีวิตดีขึ้นมีคุณภาพดีขึ้นเสมอไปก็หาไม่
เพราะชีวิตที่ดีชีวิตที่น่าอยู่สามารถมีได้โดยไม่ต้องพึ่งเทคโนโลยี
ตั้งแต่เริ่มมีชีวิตในโลกใบนี้คนก็อยู่ดีมีสุขกันมาทุกยุคทุกสมัย
แม้นทุกวันนี้หลายเผ่าพันธุ์แทบจะไม่รู้ไม่เห็นเทคโนโลยี
แต่ก็มีชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุขมีคุณภาพอย่างน่าทึ่ง
จนผู้คนที่รายรอบด้วยเทคโนโลยีต้องพากันไปชมไปสัมผัส
หลายคนถึงขนาดขอย้อนกลับไปอยู่ไปร่วมชีวิตแบบนั้นบ้าง
ทั้งนี้และทั้งนั้นแต่ละชีวิตที่เกิดมามีพร้อมทุกอย่างโดยธรรมชาติ
เพื่อมีชีวิตได้อย่างเต็มเปี่ยมอย่างเป็นสุขอย่างมีคุณภาพอยู่ในตัว
อย่างอื่นนั้นเป็นแค่ตัวช่วยเป็นแค่ตัวประกอบที่เสริมในสิ่งที่มีอยู่แล้ว
ทำให้ชีวิตสะดวกขึ้นง่ายขึ้นรวดเร็วขึ้น
เทคโนโลยีจึงเป็นแค่ “ตัวช่วย” ไม่ใช่ “ตัวแทน”
และเมื่อใดที่เทคโนโลยีพยายามเป็นตัวแทน
เมื่อนั้นคุณภาพชีวิตก็มีอันเป็นไปมีอันต้องด้อยลง
เพราะมีคุณค่าหลายอย่างในตัวคนที่เทคโนโลยีแทนไม่ได้
แค่มองความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคนก็ได้ชัดเจน
หากมีเทคโนโลยีมีสิ่งของเงินทองเข้ามาแทนใจแทนความรู้สึก
ความสัมพันธ์ก็ลดลงเหลือแค่การติดต่อปฏิสัมพันธ์เท่านั้นเอง
คุณภาพแห่งความสัมพันธ์ย่อมจะด้อยลงโดยปริยาย
ในขณะที่เทคโนโลยีทำแค่บทบาทเสริมความสัมพันธ์กันและกัน
แก่นความสัมพันธ์ยังเป็นหลักอย่างอื่นเป็นตัวช่วย
ใจผูกพันกันแต่มีเทคโนโลยีด้านการสื่อสารช่วย
ทำให้ใจยังคงใกล้ชิดแม้จะห่างไกลกันด้วยระยะทาง...

ในทำนองเดียวกันกับความสัมพันธ์พ่อแม่ลูก
ทุกวันนี้มีความพยายามใช้เทคโนโลยีเข้าแทน
คุณภาพการเลี้ยงดูการติดต่อสัมพันธ์การอบรมเลยด้อยลง
พ่อแม่ใช้โทรทัศน์ใช้คอมพิวเตอร์แทนการอยู่เป็นเพื่อนลูก
ทั้งที่การอบรมเลี้ยงดูลูกคือการให้ความใกล้ชิดให้ความอบอุ่น
สายสัมพันธ์แห่งใจถูกแทนด้วยสิ่งไร้ชีวิตไร้ความรู้สึก
ลูกเลยเรียนรู้จากทุกสิ่งทุกอย่างเว้นแต่ซึมซับจากพ่อจากแม่
พ่อแม่ใช้สถานรับเลี้ยงเด็กแทนครอบครัวธรรมชาติ
คิดแค่ว่าพ่อแม่ไม่มีเวลาเลี้ยงลูกมีคนอื่นเลี้ยงก็ดีถมแล้ว
ลูกเลยเติบโตขึ้นมานอกบริบทนอกบรรยากาศครอบครัว
ต้องอยู่ต้องกินต้องนอนกับพี่เลี้ยงที่ไม่คุ้นหน้าคุ้นตา
ที่ทำหน้าที่ทั้งหมดอยู่แค่นั้นตามสัญญาค่าจ้าง
ทั้งที่ในวัยนั้นลูกต้องการพ่อแม่มากกว่าหมด
เป็นวัยที่ลูกต้องการอย่างอื่นนอกเหนือไปจากการกินการนอน
ที่ใครอื่นให้ไม่ได้แทนไม่ได้นอกจากพ่อนอกจากแม่
พ่อแม่หลายคนเลี้ยงลูกด้วยสิ่งของเงินทอง
แทนการให้เวลาแทนการอยู่ใกล้ชิดแทนการเอาใจใส่
ลูกเลยมีได้ทุกอย่างที่แตะต้องสัมผัสอยู่แค่ปลายมือปลายนิ้ว
แต่ไม่เคยเข้าถึงใจเข้าถึงความรู้สึกเข้าถึงความตระหนัก
เมื่อความสัมพันธ์พ่อแม่ลูกอยู่แค่นั้นอยู่เท่านั้น
ความผูกพันทางใจจึงไม่เกิดความเกรงใจจึงไม่มี
จะทำอะไรจะประพฤติตนอย่างไรก็ไม่ต้องแคร์ใครทั้งนั้น...

วันแม่แห่งชาติเวียนมาปีนี้คงต้องหันมาทบทวน
มีการตอกย้ำให้สำนึกให้ตอบแทนบุญคุณแม่
แต่ลูกจะทำได้เต็มหัวอกหากแม่เป็นทั้งผู้ให้กำเนิดเป็นทั้งแม่
เป็นผู้ให้กำเนิดนั้นใช้เวลาไม่มากสำหรับการแพทย์สมัยนี้
แต่การเป็นแม่นั้นเริ่มตั้งแต่ตัวแม่เกิดไปจนถึงเวลาแม่ตาย
บุญคุณแม่จึงช่างยิ่งใหญ่...ตอบแทนเท่าไรก็ไม่มีวันพอ •