ทุกวันนี้ความสับสนดูจะเป็นลักษณะสังคมไทย
กระแสสื่อที่ชิงพื้นที่แต่ละวันแทนที่จะนำเสนอข้อมูล
กลับมุ่งแต่เสนอแนวคิดมุมมองตามแต่ต้องการ
กระทั่งสูญเสียความเป็นกลางทำให้ต้องฉงน
จนคนบริโภคข่าวสารอดตั้งคำถามถามไม่ได้
ฉบับนี้ของพรรคไหนฉบับนั้นเป็นของค่ายธุรกิจอะไร
เหตุการณ์เดียวกันแท้ ๆ กลับเสนอไปคนละทิศคนละทาง
แล้วแต่ “ออร์เดอร์” ใคร “ออร์เดอร์” เขา
ที่แน่ ๆ คือต่างก็แข่งกันทำให้สังคมสับสน
ที่แย่กว่านั้นทำให้จรรยาบรรณจริยธรรมศีลธรรมสับสนด้วย
คนที่สังคมมองว่าแย่ไม่ชอบธรรมไร้จิตสำนึก
กลับถูกเชิดชูเป็นคนดีเป็นคนในอุดมการณ์
ทั้ง ๆ ที่ขัดความรู้สึกสวนทางกับหลักฐานข้อเท็จจริง
ก็เลยเกิดปรากฏการณ์ “พวกมากลากไป” “พวกใครพวกมัน”
พร้อมกับยืนยันขันแข็ง “นี่คือวิถีประชาธิปไตย”...

หนึ่งในหลายเหตุการณ์ที่ปรากฏเป็นข่าวเมื่อไม่นานมานี้
ผู้หญิงกลุ่มหนึ่งถูกคนที่ “อ้าง” เป็นตำรวจจับและรีดไถ
ไม่มีกล้าขัดขืนเพราะมั่นใจว่าเป็นเจ้าหน้าที่
แถมใส่เครื่องแบบครึ่งท่อนพกวิทยุสื่อสารมีปืนประจำกาย
ทั้ง ๆ ที่พฤติกรรมนั้นตรงข้ามกับการเป็นผู้รักษากฎหมาย
โดยจรรยาบรรณน่าจะเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์
ใครพบใครเห็นน่าจะสบายใจอบอุ่นให้รู้สึกปลอดภัย
แต่กลับข่มขู่โอ้อวดอำนาจทั้งรีดทั้งไถทั้งฉกทั้งฉวย
จนตกเป็นเหยื่อกันหลายรายแถมไม่กล้าแจ้งความ
ด้วยมั่นใจว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ
กว่ามารู้ความจริงว่าเป็นตำรวจปลอมแต่งตัวทำที
ก็เสียทั้งตัวเสียทั้งทรัพย์สินเสียทั้งความรู้สึก...

และนี่คือตัวอย่างหนึ่งของความสับสนแห่งสังคมทุกวันนี้
ก่อนนี้คนเป็นคนทำตามบทบาทสอดคล้องกับฐานะหน้าที่
พ่อแม่ทำตัวเป็นผู้ให้กำเนิดผู้ให้ชีวิตจิตใจผู้ให้ความรักลูก
อาจารย์ทำตัวเป็นครูหัวใจเปี่ยมด้วยรักและหวังดีต่อลูกศิษย์
ข้าราชการทำตัวเป็นผู้ให้การบริการพลเมืองทุกระดับประทับใจ
เจ้าหน้าที่ตำรวจทำตัวเป็นผู้รักษากฎหมายดูแลทุกข์สุขประชาชน
แต่เดี๋ยวนี้ในสังคมแห่งความสับสนแบบนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไป
พ่อแม่เป็นแค่ “ผู้ให้กำเนิด”
อาจารย์เป็นแค่ “คนขายความรู้เป็นอาชีพ”
ข้าราชการเป็นแค่ “เจ้านายของชาวบ้าน”
เจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นแค่ “คนมีอำนาจเพราะพกปืน”
แถมบ่อยครั้งพฤติกรรมตรงข้ามกับสิ่งที่เป็น
พ่อแม่แทนที่จะรักลูกกลับทิ้งขว้างขจัดลูกให้พ้นตัว
อาจารย์แทนที่จะให้ความรู้คู่คุณธรรมกลับเอาฉวยโอกาสย่ำยีศิษย์
ข้าราชการแทนที่จะรับใช้ราษฎรกลับใช้ตำแหน่งเพื่อประโยชน์ตน
เจ้าหน้าที่ตำรวจแทนที่จะพิทักษ์สันติราษฎร์กลับทำตัวเป็นผู้ร้าย
ก็เลยพากันสับสนงุนงงแยกแยะไม่ออกบอกไม่ถูก
ในเมื่อ “ปลอมก็เหมือนจริง”  “จริงก็เหมือนปลอม”
แล้วจะไม่เผลอใจปล่อยให้ถูกต้มถูกหลอกได้อย่างไร...

และนี่คือบริบทสังคมที่เราท่านพากันสร้างขึ้นมาแทบไม่รู้ตัว
เด็ก ๆ ที่กำลังเติบโตขึ้นมาต้องเจอะเจอกับความสับสนนี้
สมัยก่อนยังกล้าว่ากล่าวตำหนิ “ทำตัวแตกเหล่าแตกกอสอนไม่จำ”
แต่เดี๋ยวนี้คงพูดไม่เต็มปากเต็มคำกลัวเด็กจะย้อน
อะไร ๆ ก็สับสน...จนเด็กทำตัวไม่ถูกแล้ว •