ทุกวันนี้การสื่อสารรวดเร็วทันใจเข้าถึงตัวทั้งวันทั้งคืน
ชีวิตแต่ละวันจึงมีให้ตื่นเต้นแทบกระพริบตาไม่ทัน
ยังไม่ทันจะหายตื่นตาตื่นใจก็มีอย่างใหม่ทั้งแทรกทั้งแซง
ความรู้สึกยังไม่ทันตกตะกอนก็ต้องปรับต้องเปลี่ยนไปแล้ว
อย่าว่าแต่คนที่รู้สึกช้าเลยแม้คนไวต่อความรู้สึกก็ยังไม่ทัน
คนเลยเกาะติดเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะข้อมูลแค่เชิงตื้น
ที่จะเกาะติดในเชิงลึกก็เฉพาะคนที่เกี่ยวข้องโดยตรงไม่กี่คน
การจะรับรู้ความรู้สึกการจะร่วมความรู้สึกมีน้อยลงเรื่อยๆ
เพราะติดตามแต่ละอย่างทางข้อมูลด้วยสมองมากกว่าด้วยใจ
จิตใจที่เคยมีต่อกันทั้งยามสุขทั้งยามทุกข์มีน้อยลงไปทุกวัน
ก่อนนี้รับรู้ข่าวสารไปก็ร่วมทุกข์ร่วมสุขไปด้วย
“น่าดีใจกับเขาด้วย” “น่าสงสารจังเลย” “น่าเห็นใจ” “น่าช่วย”
แต่เดี๋ยวนี้รับรู้ข่าวสารแต่ละวันเหมือนรับรู้ข้อมูลทั่วไป
ถ้าเป็นเรื่องดีเรื่องลาภก็ได้แต่คิด “น่าจะเป็นเราบ้าง”
ถ้าเป็นเรื่องร้ายเรื่องเป็นเรื่องตายก็ได้แต่โล่งอก “ดีไม่เป็นเรา”
ก่อนนี้ข้อมูลข่าวสารแต่ละอย่างรวมจิตรวมใจคนเข้าด้วยกัน
แต่เดี๋ยวนี้ข้อมูลข่าวสารเป็นแค่ข้อมูลให้รับรู้อย่างเดียว...

คงเพราะเหตุนี้กระมังที่บางเหตุการณ์คนพากันให้ความสนใจ
อย่างมหกรรมกีฬาโอลิมปิกที่เพิ่งจะผ่านพ้นไป
คนทั้งโลกพากันติดตามยอมอดหลับอดนอนลุ้นเหรียญ
แค่เข้ารอบมีสิทธิ์ชิงเหรียญใดไม่ว่าต้องส่งทั้งใจส่งทั้งคำอธิษฐาน
พร้อมกันนั้นก็พูดถึงแรงอัดฉีดทั้งเงินทั้งทองทั้งยศทั้งรถยนต์
พอได้เหรียญก็เหมือนคนทั้งชาติได้เหรียญกันทุกคน
พอพลาดเหรียญก็ไม่ต่างกันคนทั้งชาติพลาดเหรียญไปต่อหน้าต่อตา
แล้วนั้นก็ตั้งหน้าตั้งตารอการกลับมาของ “ฮีโร่” แต่ละคน
ตามด้วยการต้อนรับการแห่แหนการมอบรางวัลของกำนัล
แล้วก็เปิดตัวออกรายการสัมภาษณ์ทั้งเชิงลึกทั้งเชิงตื้น
จะรู้ว่ามีตัวตนจะรู้จักพ่อแม่จะรู้จักถิ่นฐานบ้านเกิดก็ตอนนั้น
ทั้งที่ก่อนหน้านี้แทบจะไม่มีใครอยากจะรู้ด้วยซ้ำ...

ต่างกับมหกรรมกีฬาพาราโอลิมปิกที่ตามมา
มีการพูดถึงมีการเสนอข่าวมีการรายงานเหมือนกัน
แต่ความสนใจการติดตามการลุ้นเชียร์ต่างกันลิบลับ
ถึงแม้ประเทศเจ้าภาพจะจัดทำพิธีเปิดยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน
เพื่อตอกย้ำให้เห็นเป็นนัยว่าคนปกติคนพิการมีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน
แต่คนก็ยังไม่วายให้ความสำคัญไม่เทียมกันอยู่ดี
ทั้งที่คำนำหน้า “พารา” แปลว่าคู่เคียงกันไป
พาราลิมปิกมหกรรมคู่เคียงกันไปกับมหกรรมโอลิมปิก
นับตั้งแต่ปี 1960 ที่กรุงโรมประเทศอิตาลีเป็นต้นมา
แม้จะแยกกันจัดแต่ก็ถือว่าเป็นยกระดับกีฬาคนพิการได้เยี่ยม
กระทั่งปี 1988 จึงเห็นพ้องให้จัดการแข่งขันปีเดียวกันในที่สุด
พร้อมกับคติพจน์ “spirit in motion” จิตที่เคลื่อนไหว
เหมือนจะสื่อให้รู้ว่าแม้ร่างกายจะพิการเคลื่อนไหวไม่ได้ไม่สะดวก
แต่จิตใจมนุษย์นั้นไร้ขอบเขตสามารถเคลื่อนไหวไปได้ทุกแห่ง
เหมือนจะตอกย้ำให้ตระหนักว่าแม้ร่างกายจะผิดปกติไม่สมประกอบ
แต่จิตใจนั้นครบถ้วนสมบูรณ์งดงามยิ่งใหญ่มากกว่าที่ตาเห็น
และจิตใจนี่แหละคือตัวแปรที่ทำให้คนเป็นคนแท้
สมดังที่คณะกรรมการพาราลิมปิกสากลชูเป็นเป้าหมาย
“เพื่อความเป็นเลิศด้านกีฬา”แม้จะแตกต่างในผลลัพธ์
“และเพื่อให้แรงบันดาลใจ” ทั้งคนพิการทั้งคนปกติ
“อีกทั้งสร้างความตื่นเต้นให้โลก” ในศักยภาพแห่งความแตกต่าง
เสียดายที่คนทุกวันนี้รับรู้ข่าวสารเพียงแค่ข้อมูลอย่างเดียว
เลยพลาดความยิ่งใหญ่ความงดงามความสามารถนี้ไปอย่างน่าเสียดาย
เพราะพาราลิมปิกต้องติดตามด้วยใจมากกว่าด้วยตา...จึงเข้าถึง •