ลายเป็นวิกฤติแห่งชาติไปในที่สุด
น้ำทะลักไหลบ่าท่วมเรือกสวนไร่นาบ้านช่องถนนหนทาง
ทุกอย่างกลายเป็นอัมพาตยกเว้นน้ำที่ยังคงไหลต่อเนื่อง
ไม่ใช่ว่าบ้านเมืองเราจะไม่เคยมีน้ำท่วม
แทบทุกปีท่วมที่นั่นท่วมที่นี่มีให้ได้ยินมีให้ได้เห็น
ถือว่าเป็นปรากฏการณ์หนึ่งของธรรมชาติ
ฝนตกตามฤดูนำน้ำมาให้แผ่นดินพร้อมความชุ่มฉ่ำ
ต้นไม้ต้นหญ้าได้น้ำสัตว์ได้ดื่มกินคนมีไว้ใช้ไว้อาบ
ปีไหนมีฝนแทรกด้วยพายุน้ำก็มากเกินพอเกินเก็บ
หนองบึงลำคลองคุ้งแควห้วยลำธารแม่น้ำเขื่อนเก็บไม่อยู่
กลายเป็นน้ำหลากน้ำบ่าน้ำท่วมอุทกภัย...

จริง ๆ แล้วเป็นธรรมชาติของน้ำที่มาแล้วไป
ไหลเจิ่งไปตามพื้นตามแนวตามครรลองของเหลว
น้ำสูงน้ำต่ำน้ำลึกน้ำตื้นผิวน้ำยังเรียบเสมอหน้ากัน
ปัญหาจึงไม่ใช่มวลน้ำหากแต่ระดับพื้นผิวดิน
ที่ไหนผิวดินต่ำน้ำก็ลึกที่ไหนผิวดินสูงน้ำก็ตื้น
น้ำบ่าน้ำหลากน้ำท่วมแต่ละครั้งความเสียหายจึงไม่เท่ากัน
จะโทษน้ำอย่างเดียวคงไม่ได้หากแต่ต้องโทษที่ต่ำที่สูงด้วย
พื้นที่ไหนต่ำน้ำก็ท่วมสูงท่วมมากท่วมนาน
พื้นที่ไหนสูงน้ำก็ท่วมน้อยท่วมตื้นท่วมไม่นาน
หากว่ากันไปตามเนื้อผ้าก็คงต้องรับกันตามที่เป็นจริง
แต่ปัญหาคือมองแค่น้ำท่วมพืชไร่เสียหายถนนหนทางขาด
น้ำเข้าบ้านข้าวของเสียหายอาหารการกินไม่สะดวก
แล้วต่างคนต่างหาทางกันน้ำไม่ให้เข้าบ้านเข้าบริเวณ
หาคิดไม่ว่าแม้น้ำจะไม่เข้าบ้านแต่ออกไปไหนก็เจอแต่น้ำ
และเพื่อไม่ให้เข้าบ้านก็ต้องหาทางกันน้ำไม่ให้เข้าเมือง
สร้างเขื่อนดินหินเรียงกระสอบทรายเบนกระแสน้ำไปทางอื่น
ทำเหมือนที่เคยทำกับน้ำก๊อกให้ไหลให้หยุดที่ไหนตามใจชอบ
พอเบนทิศทางน้ำทางนี้น้ำก็ไหลบ่าไปทิศทางนั้น
อาณาบริเวณน้ำท่วมน้ำบ่าน้ำหลากก็ขยายกว้างออกไป
แทนที่จะเสียหายแค่บริเวณรายเส้นทางธรรมชาติน้ำไหล
พอกั้นมวลน้ำไม่ให้ไหลไปตามปริมาณที่มา
ปริมาณมวลน้ำก็สั่งสมขึ้นเรื่อย ๆ กระทั่งเขื่อนดินรับไม่ไหว
กำลังน้ำที่ไหลกลายเป็นพลังน้ำรุนแรงไม่ต่างกับสึนามิน้อย
ไหลเข้าปะทะที่ใดก็เสียหายมากเสียหายหนักที่นั่น
ยังไม่พอหน่วยงานที่ต้องให้การช่วยเหลือบรรเทาทุกข์
แทนที่จะร่วมมือร่วมใจขยันขันแข็งก็มัวแต่แข่งผลงาน
แทนที่จะรีบเร่งช่วยให้ทันการก็มัวแต่กีดกันเก็บคะแนน
กระทั่งกลายเป็นวิกฤติ “จากธรรมชาติ” วิกฤติ “จากคน”
ผลที่ตามมาก็คงไม่พ้นเรื่องของ  “น้ำ”
“น้ำพักน้ำ” แรงที่ได้มาก็ต้องหายไปต่อหน้าต่อตา
ส่วนหนึ่งก็เพราะคนไม่มี “น้ำใจ” ต่อกันในสถานการณ์เช่นนี้
จนต้องพากัน “น้ำตาซึม “น้ำตาตกใน “น้ำตาร่วงริน”
กว่าน้ำจะแห้งกว่าจะเข้าบ้านได้ก็ต้อง “น้ำตาเช็ดหัวเข่า”...

ภัยธรรมชาติแม้จะรุนแรงน่ากลัวแต่ใจคนน่ากลัวกว่าเป็นไหนๆ
แทนที่จะร่วมจิตร่วมใจร่วมชะตากรรมในยามคับขัน
ต่างคนต่างคิดถึงตนไว้ก่อนคนอื่นช่างเขา
กันบ้านฉันไว้ก่อนบ้านคนอื่นช่าง
กวาดซื้อตุนของกินของใช้เกลี้ยงแผงคนอื่นไม่รู้ไม่ชี้
ฉวยโอกาสขโมยลักทรัพย์สินคนอื่นเดือดร้อนไม่สนใจ
กักตุนสินค้าไว้ขึ้นราคาคนอื่นลำบากไม่รู้ด้วย
เหล่านี้คือตัวแปรที่ทำให้ภัยธรรมชาติรุนแรงมากกว่าที่เป็น
ก็เพราะยามปกติเรียกพี่เรียกน้องยามลำบาก...ตัวใครตัวมัน •