เห็นพี่น้องชาวจีนฉลองปีใหม่แล้วรู้สึกอบอุ่นใจ
มองผิวเผินเหมือนจะไม่ต่างกับปีใหม่ชาติต่าง ๆ
แต่มองให้ถึงแก่นก็จะเห็นเป็นมากกว่าการเฉลิมฉลอง
ในขณะที่คนอื่นมองปีเก่าเป็นอดีตปีใหม่เป็นอนาคต
คนจีนมองเป็นความต่อเนื่องแห่งอดีตปัจจุบันอนาคต
ฉลองวันเวลาที่ผ่านมาเพื่อต่อยอดไปข้างหน้าอย่างไม่รู้จบ
ร้อยเรียงแต่ละอย่างแต่ละเหตุการณ์แต่ละช่วงชีวิตเข้าด้วยกัน
ให้กลับเป็นสายใยแห่งวัฒนธรรมขนบธรรมเนียมประเพณี
กลายเป็นแนวทางแห่งพฤติกรรมการกระทำความสัมพันธ์
เหนียวแน่นเข้มข้นล้ำลึกยิ่งกว่าเลือดแต่ละหยาดหยดในร่างกาย...

วันแรกต่างง่วนกับการจับจ่ายสรรหาของกินเครื่องเซ่นไหว้
พิถีพิถันเลือกอาหารแต่ละอย่างของเซ่นไหว้แต่ละประเภท
สรรหาด้วยใจรักด้วยจิตผูกพันมากล้นด้วยความกตัญญู
สำหรับที่ไปที่มาแห่งชีวิตความเป็นอยู่แห่งธุรกิจการงาน
ตั้งแต่เช้ามืดวันไหว้มีการเซ่นไหว้เทพเจ้าต่างๆ
ตอนสายไหว้บรรพบุรุษพ่อแม่ญาติพี่น้องที่ถึงแก่กรรมแล้ว
รวมทั้งการเผากระดาษเงินกระดาษทอง เสื้อผ้ากระดาษ
อีกทั้งยานพาหนะรุ่นล่าสุดยี่ห้อดังไม่เว้นแม้ไอแพดไอโฟน
ตามด้วยรวมญาติพี่น้องทานอาหารเซ่นไหว้ให้เป็นสิริมงคล
ตอนบ่ายไหว้ผีพี่น้องที่ล่วงลับไปแล้วพร้อมจุดประทัดไล่สิ่งชั่วร้าย
แล้วก็วันเที่ยวไหว้ขอพรและอวยพรจากญาติผู้ใหญ่ผู้เคารพรัก
พร้อมมอบส้มสีทองสี่ผลห่อด้วยผ้าเช็ดหน้าผู้ชายให้เป็นสุขมีโชคลาภ
วันเที่ยวยังเป็นเรียกกันติดปากว่าวันถือเป็นสิริมงคล
จึงเป็นวันงดทำบาปไม่พูดจาไม่ดีต่อกันไม่ทวงหนี้กันไม่จับไม้กวาด
พากันแต่งกายด้วยเสื้อผ้าใหม่ออกไปเยี่ยมอวยพรไปพักผ่อน...

จะว่าไปแล้วปีใหม่จีนเป็น “พิธีกรรม” มากกว่าเป็นการฉลอง
ยิ่งวันขึ้นต้นปีใหม่คือวันเริ่มเทศกาลฤดูใบไม้ผลิขึ้นปีเพาะปลูกใหม่
ถือได้ว่าเป็นการเริ่มต้นปีกับธรรมชาติมีธรรมชาติเป็นใจ
บ่งบอกการงอกงามออกดอกออกผลการเติบโตพัฒนา
กระบวนการแห่งชีวิตที่ส่งต่อชีวิตสืบทอดชีวิตให้งอกเงย
จึงเป็นพิธีกรรมแห่งชีวิตผ่านไปชีวิตปัจจุบันชีวิตอนาคต
โดยมีสายใยแห่งรักผูกพันกตัญญูรู้คุณเป็นธูปเป็นเทียน
อีกทั้งคำอวยชัยให้พรความปรารถนาดีเป็นคำภาวนา
บันดาลให้จิตดีใจสะอาดไม่คิดร้ายพูดร้ายทำร้ายใคร
กลายเป็น “ศาสนกิจ” รูปแบบหนึ่งไปโดยปริยาย
จะว่าไปแล้วทุกอย่างที่เกี่ยวกับชีวิตมนุษย์คือศาสนกิจ
ในเมื่อทุกชีวิตมาจากพระแตะต้องชีวิตก็กระทบพระทุกครั้งไป
ทำดีพัฒนาส่งเสริมเติมเต็มชีวิตจึงเป็นศาสนกิจต่อพระเจ้า
ทำร้ายกดขี่ทำลายย่ำยีศักดิ์ศรีชีวิตจึงเป็นบาปทำผิดต่อพระเจ้า
มองแง่นี้ศาสนาจึงไม่ใช่เรื่องของวันพระวันเสาร์วันอาทิตย์
หากแต่เป็นชีวิตความเป็นอยู่แต่ละวันและทุกวัน
ที่เคยพูดว่า “ถือ” ศาสนาคงต้องเปลี่ยนเสียใหม่
เพราะศาสนาไม่ใช่การยึดถือหากแต่เป็นการดำเนินชีวิต
นานมากแล้วที่เคยมองศาสนเป็นเรื่อง “ถือ” เรื่อง “วาง”
เสาร์อาทิตย์วันพระทีก็ “ถือ” ศาสนาไปวัดไปโบสถ์ที
กลับบ้านก็ “วาง” ดำเนินชีวิตเหมือนพระไม่เกี่ยวศาสนาไม่มี
เผลอๆก็ “วาง” ยาวจนลืม “ถือ” ก็มีให้เห็นมากต่อมาก
ที่พูดกันว่าคนทุกวันนี้ไม่เข้าวัดเข้าวาเลิกถือศาสนาถือพระถือเจ้า
ส่วนหนึ่งก็มาจากการถือการวางตามรายสะดวกตามโอกาส
เหมือนถือร่มตอนฝนตกแดดเปรี้ยงพอเข้าบ้านก็วางฉันใดฉันนั้น
ศาสนกิจจึงเป็นเรื่องของประโยชน์มากกว่าเรื่องของชีวิต
พอเห็นว่าอย่างอื่นมีประโยชน์กว่าก็พร้อมปล่อยวางได้ทุกเมื่อ
อย่างนี้ไม่เรียกว่าเลิกถือศาสนา...เพราะไม่เคยมีด้วยซ้ำไป •