ทศกาลคริสต์มาสกำลังเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ
ห้างร้านพากันประดับไฟเคล้าเสียงดนตรีให้รู้สึกตื่นเต้น
สินค้าแต่ละชิ้นแต่ละอย่างแปลงร่างเป็นของขวัญน่าซื้อน่าให้
ต้นคริสต์มาสตั้งโดดเด่นประดับไฟให้ชวนมองชวนถ่ายภาพ
ตามวัดตามโรงเรียนจัดโปรแกรมให้เฉลิมฉลองเต็มอัตรา
สารพัดเครื่องเล่นเกมสนุกจับฉลากกินเลี้ยงแลกของขวัญ
แค่คิดแค่รอวันก็ให้รู้สึกเริงร่าใจปรีเปรมเหมือนเริ่มฉลองแล้ว
ในเวลาเดียวกันใจก็ประวิงไม่อยากจะจบไม่อยากให้เลิกรา
กว่าจะเวียนมาปีละหนก็ยิ่งไม่อยากให้ผ่านไปเร็ว
แม้โดยธรรมชาติแห่งการฉลองมีเริ่มก็มีจบ
หากเป็นการฉลองต่อเนื่องก็คงไม่เรียกเป็นฉลองแล้ว
ต้องเป็นเหตุการณ์พิเศษวันพิเศษที่ต่างไปจากวันธรรมดา
แม้โดยครรลองแห่งกาลเวลาที่ลื่นไหลต่อเนื่องผ่านมาก็ผ่านไป
มีอดีตให้จดจำมีอนาคตให้มุ่งหวังมีปัจจุบันเป็นตัวทอสาน
เพราะนี่คือครรลองมนุษย์ผู้ติดอยู่ในกาลเวลา
แม้ใจรักอิสระจะอยากจะพยายามหลุดพ้นออกมา...
ต่างกับครรลองพระเจ้าผู้ทรงอยู่นอกเหนือกาลเวลา
ทุกอย่างเป็นปัจจุบันไม่มีอดีตไม่มีอนาคตมีแต่เดี๋ยวนี้เสมอไป
เป็นมนุษย์ที่กำหนดกาลเวลาให้พระเจ้าตามความที่มนุษย์เป็น
ทำให้พระองค์เป็นประวัติศาสตร์เป็นปัจจุบันเป็นอนาคต
ทำให้การกระทำของพระองค์ติดกับคนยุคนั้นยุคนี้
จนเกิดความรู้สึกว่าพระเจ้าทรงอยู่ในครรลองแห่งกาลเวลาเช่นกัน
เลยมองว่าคริสต์มาสเป็นเหตุการณ์ในอดีตกว่าสองพันปีที่ผ่านมา
หลายคนฉลองคริสต์มาสคือการระลึกถึงการบังเกิดของพระเยซูเจ้า
เหมือนเป็นโอกาสเตือนใจฟื้นความทรงจำว่าพระองค์“ได้”เสด็จมา
พร้อมสำรวจว่าได้รับผลจากการบังเกิดของพระองค์แค่ไหน
แล้วนั้นคิดคำนึงว่าพระองค์“ได้”สอนอะไรสั่งให้ทำอะไร
เหมือนกับลูก ๆ คิดถึงคำสอนคำพูดของพ่อแม่ที่ล่วงลับไปแล้ว
จากนั้นพระองค์“ได้”สิ้นพระชนม์ไถ่บาปคืนศักดิ์ศรีให้มนุษย์
กระทั่งพระองค์“ได้”เสด็จกลับสวรรค์...
เลยทำให้เกิดความรู้สึกว่าพระองค์ "ได้”ทรงทำทุกอย่างให้แล้ว
ตอนนี้ก็เป็นเรื่องของมนุษย์ที่จะตักตวงผลประโยชน์
ใครได้มากถือว่าโชคดีมีบุญใครได้น้อยถือว่าบุญน้อย
ใครไม่ได้ถือว่าโชคร้าย...ใครดีใครได้ใครร้ายใครอด...
อันที่จริงแล้วหากมองว่าพระเจ้าทรงอยู่เหนือและนอกกาลเวลา
ทุกอย่างที่พระองค์ทรงเป็นและทรงทำก็เป็นปัจจุบันเดี๋ยวนี้ที่นี่
เป็นมนุษย์เราต่างหากที่ฉลองการบังเกิดของพระองค์ปีที่แล้วปีนี้
ทั้งที่พระองค์ทรงบังเกิดปีที่แล้วทรงบังเกิดปีนี้อย่างต่อเนื่อง
ทรงบังเกิดสำหรับแต่ละคนในอดีตที่ผ่านมา
ทรงบังเกิดสำหรับแต่ละคนปัจจุบันเดี๋ยวนี้
เพราะการกระทำของพระเจ้าไม่ใช่ผลงานย้อนกลับอดีต
หากแต่การเป็นและการกระทำของพระเจ้าเป็นปัจจุบัน
และเป็นการกระทำสำหรับมนุษย์แต่ละคนทีละคนทุกยุคทุกสมัย
ที่พูดกันว่าพระเจ้าทรงชีวิตพระวาจาทรงชีวิตพระกายทรงชีวิต
ก็เป็นการตอกย้ำความจริงอย่างเห็นได้เป็นรูปธรรม...

หากมองจากแง่นี้ท่าทีการสวดภาวนาคงต้องเปลี่ยนไป
ที่เคยพูดกันว่าได้สวดขอกำลังสวดขอแล้วพระจะประทานให้
ก็ยังคงเป็นการยัดเยียดกรอบแห่งกาลเวลาให้พระเจ้าอยู่ดี
ทั้งที่ทุกครั้งที่สวดพระจิตผู้ประทับอยู่ในแต่ละคนร่วมสวดด้วย
หากพระเจ้าสวดต่อพระเจ้าผลลัพธ์การสวดย่อมจะแน่นอน
อันที่จริงผู้สวดก็ได้รับในขณะที่กำลังสวดนั่นเอง
เพียงแต่สิ่งที่ได้รับไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งที่วอนขอเสมอไป
เพราะพระเจ้าประทานสิ่งที่ดีกว่าให้เสมอ...หากรู้จักเปิดใจสวด •