พออยู่ในโลก “แสร้งว่า” นานเข้า
ท่าทีทัศนคติวิธีคิดวิธีมอง “อิน” ไปหมด
จนแยกไม่ออกว่าอะไรจริงอะไรแสร้ง
ถือเป็นตัวเป็นผู้กำหนดทุกอย่าง
ความสัมพันธ์กับผู้อื่นก็ไม่เว้น
“กำหนด” ท่าทีและสาระแห่งความสัมพันธ์ให้เรียบร้อย
จะพูดจะคุยจะติดต่อจะคบค้าใคร
ก็ยังหลง “แสร้งว่า” ตัวฉันเป็นใคร
ความจริงใจไม่ต้องพูดถึง
ขนาดตัวตนยัง “แสร้ง” ขึ้นมาเป็น
เลยพร้อมจะควบคุมให้อีกฝ่ายเป็นตามต้องการ
กระทั่งกลายเป็นพูดคุยกับตนเอง
พูดเองเออออเองผ่านคู่สนทนาแต่ต้นจนจบ
พอคู่สนทนาไม่เป็นไม่ได้ดังใจ
ก็เริ่มรู้สึกไม่ปลอดภัยไม่มั่นใจ
เหมือนทุกอย่างหลุดมือควบคุมไม่อยู่
การสนทนาก็จบลงโดยปริยาย
หนักเข้าถึงขนาดตัดความสัมพันธ์อย่างไร้เยื่อใย...

แม้ความสัมพันธ์ในความรักก็ไม่เว้น
เริ่มตั้งแต่การหาการเลือกคบแล้ว
คนได้ “สเป็ก” คือคนที่ควบคุมได้กำหนดได้
รูปร่างหน้าตาอย่างที่พอใจ
ถ้ายังไม่เข้าตากรรมการ
อีกฝ่ายต้องปรับต้องแต่งต้องเสริม
อากัปกิริยาท่าทางการพูดการจาก็เช่นกัน
ไม่ต้องพูดถึงรสนิยมเสื้อผ้าอาหารการกิน
เอาไปเอามาก็ไม่พ้นวังวนเก่า
ปากก็บอกว่า “ฉันรักเธอฉันรักเธอ”
ที่แท้ใจก็ว่า “ฉันรักฉันในตัวเธอ” นั่นเอง
ในเมื่อฉันเคยบันดาลอะไรได้ตามใจชอบในโลก “แสร้งว่า”
ฉันก็ต้องบันดาลให้เธอเป็นตามที่ต้องการได้
เธอจะสุขจะทุกข์ฉันคือผู้กำหนด
แม้จะคิดเลิกรักกันฉันต้องเป็นคนบอก
ถึงจะเลิกรักกันแล้วฉันก็ยังเป็นเจ้าของเธอ
ขืนคิดจะรักจะชอบจะคบใครอื่น
ฉันยังมีสิทธิ์หวงมีสิทธิ์หึง
และถ้ายังคิดจะดื้อรั้นทำตามใจ
ฉันก็คงช่วยไม่ได้
“ถ้าฉันไม่ได้ คนอื่นก็ต้องไม่ได้เธอด้วย...

อย่าว่าแต่ความสัมพันธ์กับคนด้วยกันเลย
กับพระกับเจ้าก็ไม่พ้น “โลกแสร้งว่า”
เมื่อเคยกับการทำตนเป็นใหญ่
เที่ยวเนรมิตตนเองเป็นนั่นเป็นนี่ตามใจชอบ
ก็เลยติดนิสัยประกาศศักดาไม่ไว้หน้าอินทร์หน้าพรหม
แม้จะกราบไหว้อธิษฐาน
ก็ยังแอบทำตัวเป็นใหญ่กับพระกับเจ้า
เรียกร้องให้พระให้เจ้าทำตามที่ต้องการ
มากกว่าจะคิดทำตามพระประสงค์
แสร้งทำเหมือนจะรู้ดีกว่าไปทุกเรื่อง
แขวนรูปพระรูปเจ้าไม่ใช่เลื่อมใส
แต่มีไว้เสริมไว้ปกป้องไว้คุ้มบารมี
ฮึกเหิมทำได้ทุกอย่างไม่คำนึงดีชั่ว
ที่พระสั่งพระสอนไม่เคยอยู่ในหัว
ยังหลงคิดว่าอยู่ใน “โลกแสร้งว่า”
ก็เลย “แสร้ง” ทำจนนึกว่า “จริง”
หนักเข้าถึงขนาด “เสียสติ” ได้...ตามความหมายแห่งคำ •