รรยากาศคริสต์มาสมีความพิเศษเฉพาะตัว
นอกจากการประดับประดาตกแต่งแสงไฟหลากหลายสีสัน
แค่ได้เห็นก็ให้รู้สึกใจเริงร่าราวเข้าสู่การเฉลิมฉลองแล้ว

เหมือนแค่ได้กลิ่นอาหารทำให้น้ำลายสอรู้สึกหิวขึ้นมาทันทีทันใด
ยังมีเสียงดนตรีแต่ละบทแต่ละทำนองชวนให้เคลิบเคลิ้มเข้าถึง
เชื้อเชิญให้ย้อนรอยกลับไปสู่คริสตืมาสแรกในแก่นแท้
ถ้อยคำล้วนสรรหาพรรณนาความรักความเมตตาพระเจ้า
ทรงยอมสละสิ้นทุกสิ่งลดองค์ลงมาเป็นมนุษย์ต่ำต้อยสุด ๆ
เพื่อคนทุกระดับสามารถเข้าหาพระองค์ได้ไม่ต้องขัดเขินใจ
ใครบ้างจะกลัวทารกน้อยไร้เดียงสาไร้ซึ่งทุกสิ่งทุกอย่าง
นี่แหละอานุภาพแห่งความรักความยิ่งใหญ่แห่งความรัก
ยิ่งรักมากยิ่งลดตัวตนลงยิ่งรักมากยิ่งตัวตนหายไป...

ทว่าปีนี้แปลกเมื่อเพลงคริสต์มาสฉีกแนวไป
ไม่เน้นที่มาที่ไปแห่งคริสต์มาสไม่เน้นบรรยากาศเริงร่าหรรษา
เพียงแค่ “ขอคริสต์มาสคืนมาได้ไหม” ตามชื่อเพลงบ่งบอก
ราวกับว่าใครบางคนชนบางเผ่าพันธุ์ฉกยึดคริสต์มาสไป
กระทั่งคนอื่นหมดสิทธิ์จะเฉลิมฉลองจะย้อนเวลากลับ
แต่เมื่อมองการสมโภชคริสต์มาสแต่ละปีเพลงนี้น่าจะมีมูล
เริ่มตั้งแต่บรรยากาศสนุกสนานยินดีเริงร่าหรรษา
อันที่จริงคริสต์มาสแรกก็เน้นความยินดีตั้งแต่แรกเริ่ม
ไม่เพียงคนร่วมยินดีเริงร่ากับการเสด็จมาของพระเจ้า
แต่เป็นเหล่าเทวดาเองที่มาประกาศมาชี้บอกข่าวดีอันยิ่งใหญ่
พร้อมกับชวนเชิญให้สุขสันต์ที่พระสัญญานมนานกลายเป็นจริง
ความสุขความยินดีเพิ่มทวีคูณเมื่อคนรับข่าวดีไปพบตัวจริง
พระผู้ทรงบังเกิดมาคือข่าวดีที่บันดาลให้ใจเปี่ยมล้นหรรษา
แต่แล้วทุกอย่างค่อย ๆ กลับตาลปัตรยิ่งทียิ่งห่างไปจากเดิม
เมื่อความสุขความยินดีเปลี่ยนจากคนมากลายเป็นสิ่งของ
...ต้นไม้คริสต์มาสของขวัญอาหารเครื่องดื่มดนตรี...
โดยไม่สนใจไม่คำนึงว่าเป็นวันเกิดใครโอกาสอะไร
ที่สุดก็กลายเป็นคริสต์มาสที่ไม่มีพระกุมารเยซูเจ้าของงาน
จึงต้องร้องเพลง “ขอคริสต์มาสคืนมาได้ไหม”...

ก่อนนี้ฉลองคริสต์มาสกันในวัดในโบสถ์ก่อนจะต่อออกมาข้างนอก
ก็แก่นของฉลองคือการเสด็จมาบังเกิดในจิตใจของทุกคนที่รอคอย
ไม่เช่นนั้นก็เป็นแค่การระลึกถึงครบรอบเหตุการณ์อันยิ่งใหญ่
แต่ทุกวันนี้ฉลองคริสต์มาสกันนอกวัดนอกโบสถ์
ตามห้างสรรพสินค้าตามสถานบันเทิงตามร้านอาหาร
ฉลองก่อนฉลองตรงวันฉลองข้ามปี
แต่ละแห่งติดดาวติดไฟพร้อมป้ายหรู “Merry Christmas”
ไม่มีแม้แต่เงารูปวาดรูปปั้นเจ้าของงานเจ้าของวันเกิด
จึงถูกต้องแล้วที่ต้องร้องเพลง “ขอคริสต์มาสคืนมาได้ไหม”...

ก่อนนี้ฉลองคริสต์มาสมีรูปปั้นพระกุมารเตือนให้คิดถึงพระผู้เสด็จมา
มีทั้งการแห่มีทั้งการจูบพระรูปใจเอ่อล้นกตัญญูด้วยรักด้วยศรัทธา
แต่ทุกวันนี้มีแค่ชายแก่ผมหงอกหนวดขาวสวมชุดแดงให้รอคอย
เด็กๆอุตส่าห์ตัวดีช่วงใกล้คริสต์มาสเพื่อเอาใจซานตาคลอส
พร้อมเขียนจดหมายออดอ้อนยืนยืนเรียกร้องของขวัญรายการยาว
พระผู้เสด็จมาเป็นของขวัญมนุษยชาติไม่เกี่ยวไม่อยู่ในความนึกคิด
จึงน่าจะร้องบอก “ขอคริสต์มาสคืนมาได้ไหม”...

อันที่จริงแล้วเพื่อจะได้คริสต์มาสคืนมาแค่ร้องเพลงยังไม่พอ
หากแต่ต้องคืนความสำนึกความหมายท่าทีมุมมองทัศนคติพฤติกรรม
และไม่เพียงแต่ขอคริสต์มาสคืนแต่ต้องขอ“คุณค่า”อื่นๆคืนด้วย
คุณค่าเหล่านั้นที่สังคมทุกวันนี้กำลังปู้ยี่ปู้ยำ...อย่างไร้สำนึก