ศาลสหภาพยุโรปมาแปลก
มีคำวินิจฉัยให้ถอดกางเขนจากห้องเรียนโรงเรียนรัฐ
พร้อมกับเหตุผล “อิสรภาพทางศาสนา”
เหมือนจะประกันความเป็นกลาง
ให้ทุกคนมีสิทธิ์เลือกความเชื่อที่ต้องการ
โดยไม่มีแรงบังคับใดๆทั้งสิ้น
เฉพาะอย่างยิ่งเด็กในวันเรียนวัยศึกษา
ราวกับว่ากางเขนที่ติดอยู่ห้องเรียน
เป็นการชี้แนะเชิงบังคับให้เชื่อถือ
ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว
นักเรียนในแต่ละชั้นเรียนแทบไม่สังเกตด้วยซ้ำ
ยิ่งมีการติดกางเขนสูงขึ้นไปพ้นระดับสายตา
โอกาสจะเห็นสักครั้ง หากได้เห็น
ก็แค่ตอนเปลี่ยนห้องเรียนขึ้นชั้นใหม่
ตอนสำรวจห้องสำรวจกระดาน (ดำ)สำรวจโต๊ะครู
จากนั้นก็เป็นเรื่องมองหน้าผู้สอนเป็นหลัก
จะว่าไปแล้ว
ขนาดหน้าครูตัวหนังสือที่เขียนบนกระดาน (ดำ)
ก็แทบไม่สนใจมองตั้งใจดูเสียด้วยซ้ำ
หากมีบ้างที่มองกางเขน
ก็ตอนสอบตอนนึกคำตอบไม่ได้
มองไปอธิษฐานไปในยามลำบากเฉพาะหน้า...

อันที่จริงแล้ว
กางเขนในห้องเรียนประเทศคาทอลิกหรือคริสเตียน
คงไม่ได้เป็นแค่เครื่องประดับชั้นเรียน
หากแต่เป็นมรดกทางจิตวิญญาณที่ส่งทอดกันมา
คอยเตือนให้เป็นคนดีเป็นศาสนิกชนตระหนัก
ในเวลาเดียวกันก็ให้สำนึกถึงพระเจ้า
ผู้ทรงรักทรงเมตตาทรงพร้อมช่วยเหลือ
ซึมซาบในบรรยากาศชั้นเรียนทั้งวัน
เหมือนตั้งใจอวยพรให้เด็กให้ครูทั้งวัน
แทบจะไม่ต้องสวดไม่ต้องเรียกหาด้วยซ้ำ
นอกนั้นยังเอื้อให้เกิดบรรยากาศปลอดภัย
จากความเลวร้ายความชั่วทุกประเภททั้งกายทั้งใจ
เพราะมีพระเจ้าประทับอยู่
โดยมีกางเขนเป็นตัวชี้บอกอย่างเป็นรูปธรรม
และถึงแม้จะเอากางขนเอาสัญลักษณ์ต่างๆออกหมด
พระเจ้าก็ยังทรงประทับอยู่ด้วยความรักเยี่ยงพ่อ...

เอาแต่พูดถึง “อิสรภาพ” แห่งปัจเจกบุคคล
ทว่าไม่เคยเข้าถึงความหมายถึงแก่นแห่งคำ
ในเรื่องความเลื่อมใสยึดมั่นในศาสนาในความเชื่อ
อิสรภาพน่าจะเป็น “อิสระทาง” การถือศาสนา
ไม่ใช่ “อิสระจาก” ศาสนา
เพราะโดยธาตุแท้แห่งคำ “อิสรภาพ” นั้น
บ่งบอกถึงอิสรภาพแห่งการเลือกสิ่งที่ดีกว่า
เพราะทุกการเลือกมีความดีเป็นที่ตั้งและเป้าหมาย
แม้อาจจะเข้าใจแม้อาจจะมองความดีผิดเพี้ยนไป
แต่ไม่มีใครที่มีหัวอยู่บ่ามีสติสัมปชัญญะ
จะตั้งหน้าตั้งตาเลือกความชั่วเพราะเป็นความชั่วอย่างแน่นอน
การเลือกความเลวความชั่วจึงไม่ใช่อิสรภาพ
ทันทีที่ถูกจับเพราะทำชั่วก็หมดอิสรภาพไปโดยปริยาย...
แล้วต่อไปจะห้ามนักกีฬาทำเครื่องหมายกางเขนหรือไม่
เพราะก่อนลงสนามลงแข่งขันทำกันอย่างเปิดเผยออก...?!?