หากจะมองเป็นเรื่องธรรมดา
ที่เห็นกันตามหน้าหนังสือพิมพ์จนชินตา
ภาพเจ้าหน้าที่ตำรวจโชว์ผลงาน
จะเป็นการไล่ล่าอาชญากร
ปล้นร้านทองร้านค้าสะดวกซื้อ ฆ่าข่มขืน ทุจริตฉ้อฉล
หรือค้าขายสิ่งต้องห้ามผิดกฎหมาย
ค้ามนุษย์ขายสัตว์ต้องสงวนส่งยาเสพติด
ในภาพจะเห็นผู้ต้องหานั่งเก้าอี้
อยู่หลังโต๊ะรายเรียงด้วยหลักฐานต้องโทษ
ด้านซ้ายด้านขวาด้านหลังผู้ต้องหา
มีตำรวจต่างยศต่างชุดยืนเชิดหน้าชูตาสลอน
เห็นแล้วต้องชื่นชมผลงานทำการบ้านสำเร็จ
แต่พอเหลือบไปดูภาพข่าวอีกภาพ
เห็นท่านผู้มีเกียรติผู้มีตำแหน่งทางการเมือง
นั่งเก้าอี้แถลงผลงานนโยบายโครงการเล็กใหญ่
อยู่หลังโต๊ะเต็มด้วยไมโครโฟนเทปบันทึกเสียง
ด้านซ้ายด้านขวาด้านหลังท่านผู้มีเกียรติ
มีผู้ร่วมงานร่วมพรรคร่วมนโยบายยืนเป็นสง่า
พรั่งพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจทหารสูงยศ
อย่างไรอย่างนั้น
มองแล้วเป็นเรื่องไม่ธรรมดาไปจนได้
อดคิดอดขำอดแปลกใจอดสับสน...

หากจะมองเป็นเรื่องธรรมดา
เมื่อผู้ต้องหาจำนนด้วยหลักฐาน
ก็มีข้อแก้ตัวข้อแก้ต่างมากมาย
เหมือนจะยืนยันว่าที่ทำผิดเพราะถูกกดดัน
เป็นหนี้เป็นสินแล้วไม่มีเงินจ่าย
เลยต้องจำใจทำแม้รู้ว่าผิด
ตั้งใจแต่งสาวแต่ไม่มีเงินหมั้นเงินสินสอด
เลยต้องวิ่งราวลักขโมยจี้ปล้น
พ่อหรือแม่ป่วยไม่มีเงินรักษา
เลยต้องบากหน้าทำผิดทั้งที่รู้ไม่ถูกต้อง
อยากเที่ยวเหมือนคนอื่นเขาแต่ไม่มีปัญญา
เลยหน้ามืดปล้นร้านทองฉกของตามห้าง
และอื่นๆอีกมากมายตามแต่จะคิดได้
ยกเว้นพูดตามความเป็นจริง
มักง่ายอยากได้แต่ไม่ออกแรงทำมาหากิน
ต้องการมีเงินแต่ขี้เกียจสันหลังยาว
จิตใจต่ำไม่คำนึงดีชั่วถูกผิดสิทธิหน้าที่
ยังไม่พอ
ยังพยายามกู้หน้าเรียกคะแนนเห็นใจ
ด้วยคำพูดที่ดูดีแต่ก็ไร้ค่า
“อยากจะฝากบอกฝากเตือนสติน้องๆ
อย่าได้เอาเยี่ยงอย่างเพราะจะหมดอนาคต...”
ฟังแล้วเป็นเรื่องไม่ธรรมดาจนได้
จริงๆแล้วคำพูดที่ดูดีเหล่านี้
น่าจะพูดกับตนเองก่อนใครหมด
ดีกว่านั้น
พูดเตือนสติตัวเองไปคนเดียวก็พอ
เพราะขนาดยังเอาตัวเองไม่รอดแล้ว
จะให้สติให้แนวทางชี้แนะใครได้
และต้องพูดต้องเตือนตนเองก่อนหน้านี้
ก่อนจะทำผิดจะสร้างเวรสร้างกรรม
จะได้ไม่ต้องฝากให้สติใครต่อใคร
ซึ่งน่าจะดีน่าจะถูกต้องกว่าเป็นไหนๆ
สังคมจะได้น่าอยู่มากกว่านี้
แผ่นดินจะได้สูงกว่าที่เป็นเป็นอยู่...อย่างไม่ต้องสงสัย •