ในสังคมที่เน้นความยุติธรรมเป็นใหญ่
เมื่อตนเองต้องได้ต้องมีผลประโยชน์
ก็มักจะเรียกร้องความยุติธรรมแบบตราชั่ง
ลงทุกรายละเอียดเอาทุกแง่ทุกมุม
ว่าไปตามเนื้อผ้าใจไม่เกี่ยว
เสียเล็กเสียน้อยจะถือว่าไม่ยุติธรรม
แต่ถ้าตนเองต้องเสียคนอื่นได้
ก็มักจะเน้นการรอมชอมการยืดหยุ่น
เล็กๆน้อยๆยอมๆกันไป
แล้วก็ลงเอย...ความยุติธรรมหาไม่ได้ในโลกนี้หรอก...

ในสังคมที่เน้นหน้าที่เป็นหลัก
หากเป็นหน้าที่คนอื่น
ก็ไม่ต่างกับความยุติธรรมนัก
เรียกร้องสิทธิกันให้ขรม
แต่หากเป็นหน้าที่ตนต้องทำ
หากเลี่ยงหากหลบไม่ได้
ก็ทำตามหน้าที่เฉพาะที่ลายลักษณ์อักษรระบุ
ไม่มากเกิน น้อยเกินหากทำได้...

สังคมแบบนี้คงไม่ต่างจากงานมงคลสมรสที่คานา
แขกเหรื่อมาร่วมงานสำนึกในความยุติธรรมและหน้าที่
ที่เจ้าภาพเจ้าบ่าวจ้าวสาวพึงมีพึงปฏิบัติ
ไม่คำนึงว่าจะขาดจะเหลืออะไรในงานบ้าง
ดีที่ไม่รู้เรื่องเหล้าองุ่นหมดกลางงาน
ไม่เช่นนั้นคงต้องเรียกร้องความสำนึกให้ลั่นงาน
ไม่ยุติธรรม ไม่รู้จักหน้าที่ ผิดธรรมเนียมประเพณี
มีเฉพาะแขกร่วมงานสองคนที่คิดแตกต่าง
พระแม่มารีย์พร้อมเปลี่ยนบทบาท
จากแขกมาเป็นเจ้าภาพในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวาน
ยอมไม่ได้ที่จะเห็นงานมงคลล่มกลางคัน
ไม่คิดแค่เหล้าองุ่นหมด
แต่มองเลยไปถึงความเสียหายที่ตามมา
จนต้องร้อนใจไปหาพระเยซูเจ้า
“เหล้าองุ่นหมดเกลี้ยง”
แล้วรีบรุดไปกำชับคนรับใช้
“รีบทำตามที่ลูกฉันจะบอก...”
ไม่กี่คำแต่มากด้วยความรู้สึกแบบคนรู้ใจ
พระเยซูเจ้าพลอยต้องเปลี่ยนบทบาททันใด
จากแขกมาร่วมงานกลายเป็นผู้จัดงาน
จัดหาเหล้าองุ่นชั้นเลิศมาบริการแขกเหรื่อ
เติมเต็มบรรยากาศงานจนเต็มอิ่ม...

ที่ใดมีความรักความเมตตาความสงสาร
ที่นั่นมีความเข้าใจความเห็นอกเห็นใจพร้อมช่วยเหลือ
เลยหน้าที่กำหนดเกินความยุติธรรมเรียกร้อง
เพราะไม่เพียงรับรู้รับฟังรับเห็น
หากแต่เป็นการอิงเข้าไปเต็มๆ
ทั้งความคิดความรู้สึกความวิตกความกังวล
เหมือนเป็นเรื่องเป็นกรณีเป็นสถานการณ์ของตน
กระทั่งเกิดอัศจรรย์แห่งรัก
สามารถเปลี่ยนน้ำเป็นเหล้าองุ่นชั้นเลิศได้
สามารถเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสได้
สามารถเปลี่ยนความทุกข์เป็นความสุขใจได้
สามารถเปลี่ยนความสิ้นหวังให้เป็นความหวังได้
สามารถเปลี่ยน “ธุระของคุณ” เป็น “ธุระของเราได้”
ไม่เพียงที่เมืองคานา...แต่ทุกแห่ง...ได้เสมอ•