เข้าร้านอาหารญี่ปุ่น “โออิชิ” ทีไร
       ต้องมีการเตรียมกายเตรียมใจให้พร้อม
       จะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม
       ในเมื่อค่าอาหารราคาเท่ากันเป็นรายหัว
       ทานมากทานน้อยจ่ายเงินเท่ากัน
       นอกจากจะสั่งเครื่องดื่มนอกเหนือรายการ
       ในเวลาเดียวกันอาหารก็มากจนลานตา
       เห็นอะไรก็น่าชิมน่าลองไปหมด
       คนที่เข้าร้านบ่อยก็รู้แผนผังชนิดอาหารขึ้นใจ
       แม้จะนั่งโต๊ะต่างกันไปทุกครั้ง
       แต่ลำดับอาหารกินก่อนกินหลังมีไว้ในใจเรียบร้อย
       วางข้าววางของเข้าที่แล้วก็เริ่มได้ทันที
       เดินไปหยิบอย่างสองอย่างมาอุ่นเครื่อง
       ทานไปลิ้มรสอาหารไปช้า ๆ ท่าทีหนักแน่นมั่นคง
       ด้วยรู้แก่ใจว่าอาหารมีไม่ขาดหมดเมื่อไรเติมใหม่เมื่อนั้น
       คนที่นาน ๆ เข้าร้านทีต้องเดินสำรวจเป็นอันดับแรก
       ตามองอาหารแต่ละชนิดหัวคิดวางแผนไป
       จะจัดอันดับอย่างไรให้ทานได้อร่อยทานได้มากทานได้คุ้ม
       ทานไปจัดเนื้อที่ในกระเพาะไป
       ถัวเฉลี่ยแบ่งสันปันเนื้อที่ให้ลงตัวตามใจอยากปากแนะให้
       อาหารโปรดเรียงรายอยู่ต่อหน้ากะจังหวะกะเนื้อที่กระเพาะ
       ระยะถี่ของการลุกเดินลำเลียงอาหารใหม่ค่อย ๆ ห่างออกไป
       ที่เคยหลากหลายชนิดเต็มจานเริ่มเหลืออย่างสองอย่าง
       ความสุขกับรสชาติเริ่มแรกเจือจางลงเหลือกินเพราะอยาก
       จากนี้ไปเป็นเรื่องของความสมดุลทางกายทางใจ
        ท้องเต็มใจพอคือตัวแปรความสุข
       หากกายเต็มอิ่มแต่ใจยังอยากก็เริ่มเกิดอาการ
       ทานยังไม่คุ้มกับเงินที่จ่ายเลย
       มีอาหารอีกหลายอย่างยังไม่ได้ลองชิม
       น่าจะทานได้มากกว่านี้...เสียดาย
       ตามด้วยอาการเสียใจที่ทานนั่นมากไปทานนี้น้อยไป
       รสชาติอาหารที่ลิ้มลองมาแต่แรกหายวับไปกับตา
       ความอร่อยเปลี่ยนเป็นความเสียดาย
       รสชาติอาหารเปลี่ยนเป็นจำนวนที่อยากกินอีก
       ความอิ่มกายกลายเป็นความหิวใจ
       อาหารเปลี่ยนเป็นตัณหา
       เดินออกจากร้านท้องกางแต่ใจโหวงเหวง
       ขาเข้าร้านทั้งหิวทั้งอยากกาย
       ขาออกจากร้านทั้งอยากทั้งหิวใจ...อย่างบอกไม่ถูก

       ขนาดเข้าออกร้านอาหารญี่ปุ่นไม่บ่อย
       ยังเกิดอาการกายขัดแย้งใจได้ขนาดนี้
       สาอะไรกับการเข้าออก “สังคมโออิชิ” ทุกวัน
       สังคมที่มีของสารพัดให้มองให้เลือกให้ซื้อหา
       เน้นแต่สิ่งที่ “ยังไม่มี” มากกว่าสิ่งที่ “มีแล้ว”
       เน้น “ความอยาก” มากกว่า “ความจำเป็น”
       ตั้งแต่ของบริโภคไปถึงเครื่องใช้ไม้สอยเครื่องประดับกาย
       ราคาค่างวดมีให้จับจ่ายได้ทุกระดับกระเป๋าเงิน
       ราคาถูกเหมือนได้เปล่าไปถึงราคาเงินเดือนทั้งเดือนแทบไม่พอ
       ด้วยเงื่อนไขเดียวกัน
        นั่นคือความสมดุลกายกับใจ
       ตอนเข้าตอนออก “สังคมโออิชิ”
       อันเป็นตัวแปรของความสุขใจหรือความทุกข์จิต
       กลับเข้าบ้านได้แค่นี้มีเท่านี้ก็พอใจแล้ว
       พร้อมยืนยันมั่นใจว่ามีอีกหลายอย่างไม่ต้องมีก็สุขได้
       หรือน่ามีนี่อยากได้นั่นจนใจทุรนทุรายจนไร้สุข
       พร้อมตอกย้ำพร่ำพิไรว่าถ้ามีถ้าได้คงจะเป็นสุขกับเขาซะที
       และนี่คือตัวแปรความสุขความทุกข์แห่ง “สังคมโออิชิ”...ทุกวันนี้ •