ากที่เคยมีกรอบมีประเพณีมีธรรมเนียมส่งทอดกันมา
ไม่ว่าจะวิถีชีวิตการศึกษาเล่าเรียนการแต่งกาย
หรือแม้กระทั่งความคิดความอ่านการมองการตัดสิน
จนกลายเป็นบรรทัดฐานและมาตรฐานความดีความเหมาะสม
แต่มาทุกวันนี้ทุกอย่างเหล่านี้ดูจะพังครืนต่อหน้าต่อตา
ทุกคนถือสิทธิคิดยึดสิทธิเลือกการแต่งกายชูสิทธิการแสดงออก
ยังไม่พอยังแข่งขันชิงพื้นที่สังคมเพื่อยืนหยัดยืนยันสิ่งที่ต้องการ
ไม่ว่าจะทัศนคติความคิดเห็นความเชื่อมั่นหรือค่านิยม
เพื่อให้คนอื่นคล้อยตามเห็นด้วยสนับสนุนเป็นแนวร่วม
ก่อนนี้เพื่อจะใช้สิทธิเหล่านี้ต้องหาช่องทางเวทีเท่าที่มี
แต่เดี๋ยวนี้ที่มีการพัฒนารูปแบบการสื่อสารที่เปิดกว้างไร้ขอบเขต
พื้นที่แสดงออกช่องทางเสนอความคิดเห็นเวทีปราศัย
มีให้เลือกใช้ตามรายสะดวกมีให้ยึดครองตามต้องการ
ลงเอยพากันแสดงความคิดเห็นเน้นจุดยืนจนไม่มีใครฟังใคร
ไม่ต่างกับเอาแต่จะแข่งขันกันผลิตแต่ไม่มีผู้บริโภค
พร้อมกับชูธงว่านี่คือเสรีภาพแห่งความเห็นและการแสดงออก
เน้นแค่สิทธิไม่สนใจหน้าที่เน้นแค่เสรีภาพไม่คำนึงความรับผิดชอบ
ส่งผลกระทบไปทั่ว...บุคคล สถาบัน รัฐ ประเทศชาติ...
พอถูกคัดค้านถูกทัดทานถูกต่อต้านถูกตอบโต้เอาผิดเอาโทษ
ก็ออกมาโวยวายต่อว่าสังคมไร้เสรีภาพประเทศไม่มีอิสรภาพ
พร้อมกับอ้างข้อ 19 ของปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน
“บุคคลมีสิทธิในเสรีภาพแห่งความเห็นและการแสดงออก
รวมถึงเสรีภาพที่จะยึดมั่นในความเห็นโดยปราศจากการแทรกสอด
และที่จะแสวงหา รับ ตลอดจนแจ้งข่าว รวมทั้งความคิดเห็น
โดยผ่านสื่อใดๆ และโดยมิต้องคำนึงถึงเขตแดน”
พร้อมกับยึดมั่นถือมั่นว่าที่ทำนั้นถูกต้องชอบธรรมตามหลักสากล
แล้วลืมหรือแกล้งลืมไม่รู้หรือแกล้งโง่ว่าสิทธิในเสรีภาพไม่จบแค่นั้น
ยังมีกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง
ข้อ 19 ระบุเพิ่มเติมจากปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน
“1. บุคคลทุกคนมีสิทธิที่จะถือเอาความเห็นใดก็ได้โดยปราศจากการ
     แทรกแซง

2. บุคคลทุกคนมีสิทธิในเสรีภาพแห่งการแสดงออก สิทธินี้รวมถึงเสรีภาพที่จะ
   แสวงหา รับและกระจายข่าวและความคิดเห็นทุกรูปแบบโดยไม่คำนึงถึง
   พรมแดน ทั้งนี้ไม่ว่าด้วยวาจาเป็นลายลักษณ์อักษร หรือการตีพิมพ์   
    ในรูปของศิลปะหรือโดยอาศัยสื่อประการอื่นตามที่ประสงค์

3. การใช้สิทธิตามที่บัญญัติในวรรค 2 ของข้อนี้ ต้องเป็นไปโดยมี
    หน้าที่และความรับผิดชอบเป็นพิเศษ
ดังนั้นจึงอาจตกอยู่ใต้ข้อจำกัด
   ตัดทอนบางเรื่องแต่ทั้งนี้ต้องบัญญัติไว้ในกฎหมายและเป็นเรื่องจำเป็นแก่

  (ก) การเคารพในสิทธิหรือชื่อเสียงของบุคคลอื่น
  (ข) การรักษาความมั่นคงของชาติ หรือความสงบเรียบร้อย
         หรือการสาธารณสุขหรือศีลธรรม...

จะว่าไปแล้วสิทธิกับหน้าที่เป็นความจริงเดียวกันแต่มีสองมิติ
ทำนองเดียวกันกับเสรีภาพและความรับผิดชอบ
จะเอาเน้นเอามิติเดียวและมองข้ามอีกมิติหนึ่งย่อมไม่ถูกต้อง
เพราะขาดมิติใดมิติหนึ่งสิทธิก็ไม่ใช่สิทธิเสรีภาพก็ไม่ใช่เสรีภาพ
จึงที่มาแห่งความขัดแย้งระหว่างคนปัญหาสังคมทุกระดับ
เมื่อคนในสังคมเรียกร้องแต่สิทธิไม่เอาหน้าที่
เมื่อคนในสังคมเรียกร้องเสรีภาพแต่ไม่เอาความรับผิดชอบ
ไม่ต่างกับโฆษณาสินค้าผลผลิตอาหารการกินเครื่องมือเครื่องใช้
เน้นแต่แง่ดีแง่ประโยชน์ใช้สอยแต่ไม่เคยเอ่ยถึงแง่ลบแง่เสีย •