ว่าหน่วยงานรัฐจะรณรงค์ให้เด็กใช้สองคำพูดนี้
ก็แทบจะเลือนหายไปจากสังคมแล้ว
ทั้งคำ “ขอบคุณ” ทั้งคำ “ขอโทษ”
ก็ในเมื่อเน้นวัตถุเป็นสำคัญ
ใจก็ค่อยๆ หมดความสำคัญไปโดยปริยาย
พอเอาวัตถุสิ่งของเป็นที่ตั้ง
เงินก็เป็นตัวแปรสำคัญขึ้นมาโดยไม่ตั้งใจ         
อยากได้ของก็ต้องมีเงินเป็นตัวกลาง
มีเงินมาก็มีของให้ติดมือกลับไป
ต่างกับสมัยก่อนที่มองกันด้วยใจเป็นหลัก
สิ่งของพืชผลมีไว้แทนใจที่มีต่อกัน
แบ่งกันใช้แบ่งกันกินไม่คิดมาก
แต่พอใช้เงินแทนใจ
ทุกอย่างกลายเป็นเรื่องความยุติธรรม
ว่ากันตามสิทธิหน้าที่ที่มีเงินเป็นตัวกำหนด
มองกันก็แค่ปริมาณคุณภาพสิ่งของ
ถ้าสมน้ำสมเนื้อคุ้มค่าเงินก็ถือถูกต้องชอบธรรม
คำ “ขอบใจ” จึงดูฟุ่มเฟือยไร้ความหมาย
แม้แต่เรื่องของท่าทีการกระทำต่อกัน
ก็พลอยถูกมองอยู่แค่นั้น
ไม่สนใจจะเลยไปถึงความรู้สึกที่อยู่เบื้องหลัง
คุณดีมาฉันดีตอบคุณไม่น้อยไม่มากกว่ากัน
คำ “ขอบใจ” จึงไม่รู้จะสอดแทรกเข้าไปที่ไหน...

แม้แต่คำ “ขอโทษ” ก็ดูมีบทบาทน้อยลง
ในสังคมที่เน้นตนเองเป็นหลัก
ฉันคิด ฉันชอบ ฉันเห็นว่า ฉันฟันธง
เมื่อผิดพลาดจึงไม่ค่อยมองตนเป็นเหตุ
แต่จะมีเหตุผลโยนความผิดให้คนอื่นไว้ก่อน
พร้อมกับตรรกะซับซ้อนเพื่อสนับสนุน
เลยมั่นใจว่าตนเองเป็นฝ่ายเสียหายตลอด
แค่ไม่โต้ตอบเอาคืนก็บุญนักหนาแล้ว
คำ “ขอโทษ” ที่เคยบ่งบอกพร้อมจะ “ขอรับโทษ”
สำหรับความผิดพลาดและความเสียหายที่เกิดขึ้น
จึงไม่เคยอยู่ในความคิดด้วยซ้ำไป...

จึงไม่แปลกที่ความสัมพันธ์ในสังคมดูจะแย่ลง
เริ่มตั้งแต่ท่าทีที่มีต่อกันนั่นแหละ
แต่ละความสัมพันธ์จึงมีแค่สองตัวแปรหลัก
ฉันจะได้ประโยชน์อะไรบ้างคือตัวแปรแรก
จะพูดจะคุยจะเจรจาจะติดต่อจะคบหากัน
หากได้อะไรก็ถือว่าคุ้มค่าไปหามาสู่
หากนอกจากไม่ได้อะไรแล้วยังต้องเสียกับเสีย
ถือเป็นการเปลืองตัวโดยใช่เหตุ
ดีไม่ดีก็เป็นการแกว่งเท้าหาเสี้ยน
ไม่เสวนาไม่คบหาไม่ทอดไมตรีเป็นดีที่สุด
ฉันจะเสียหายถูกเอารัดเอาเปรียบหรือไม่คือตัวแปรสอง
หากไม่จำเป็นก็ไม่อยากข้องแวะด้วย
ถึงจำเป็นก็ต้องคอยระแวดระแวงไว้ก่อน
เผลอไผลแม้น้อยนิดก็คือหายนะ
ต่างคนต่างอยู่เป็นดีที่สุด...

คำพูดสองคำ “ขอบใจ” “ขอโทษ” ดูจะเล็กน้อย
แต่เป็นสองคำพูดที่เป็นตัวกำหนดรูปแบบสังคมผู้คน
ให้เป็นสังคมมนุษย์หรือสังคมหุ่นยนต์ที่มีเลือดเนื้อ...อย่างเดียว •