ยังมองไม่ออกว่าสถานการณ์จะลงเอยอย่างไร
ในเมื่อต่างกลุ่มต่างอ้างเหตุผลแห่งความชอบธรรม
แม้เป้าหมายเหมือนจะอยู่ที่ประชาชนและประเทศชาติ
ทั้งกลุ่มผู้ชุมนุมก็ยืนยันทั้งรัฐบาลก็ยืนหยัด
แต่ประชาชนกลับต้องเดือดร้อนเลือดตกยางออก
ประเทศชาติต้องบอบช้ำหมดความน่าเชื่อถือทุกระดับ

ลงเอยต่างฝ่ายต่างโยนความผิดให้กัน
โดยที่ประชาชนก็ยังคงรับกรรมต่อไปไร้ซึ่งความหวังใดๆ
ประเทศชาติก็ค่อยๆพังยับเยิบไปต่อหน้าต่อตา
ขณะเดียวกันทุกอย่างดูจะกลับตาลปัตรไปหมด
เจ้าหน้าที่บ้านเมืองผู้มีอำนาจกฎหมายอยู่ในมือ
น่าจะใช้อำนาจดูแลควบคุมให้คนทำตามกฎหมาย
บำบัดทุกข์บำรุงสุขผดุงไว้ซึ่งความสงบเรียบร้อย
กลับถูกอำนาจมืดจัดการเสียอยู่หมัด
นอกจากต้องเจ็บตัวแล้วยังต้องเจ็บใจไปตามๆกัน
เมื่อต้องล่าถอยวิ่งหนีหัวซุกหัวซุนไร้ศักดิ์ศรีหมดสภาพ
ประชาชนคนตาดำๆเลยต้องผวาหวั่นวิตก
“อย่างนี้แล้วจะไปพึ่งใครได้อีก...”
หรือจะต้องควักตำรา “ตัวใครตัวมัน”
เอาตัวรอดให้ได้ไปวันๆ...จนถึงเมื่อไร?...

ในเมื่อพึ่งอำนาจกฎหมายอำนาจบ้านเมืองแทบไม่ได้
เนื่องจากขาดเอกภาพทั้งในกองทัพทั้งในกรมตำรวจ
มีทหารแตงโมตำรวจมะเขือเทศให้เห็นประปรายแบบนี้
ประชาชนจึงต้องตัดสินใจออกมาแก้ไขสถานการณ์เอง
มีทั้งกลุ่มเล็กทั้งกลุ่มใหญ่ให้เต็มบ้านเต็มเมือง
จากที่ประชาชนกลุ่มหนึ่งมาเรียกร้องต่อรองกับรัฐบาล
กลายเป็นประชาชนออกมาเผชิญหน้าประชาชนกันเอง
โดยมีภาครัฐผู้รักษากฎหมายผู้ปกป้องประเทศได้แต่ดูอยู่ห่างๆ
ไม่มีท่าทีจะมีมาตรการใดนอกจากแถลงอ้อมแอ้ม
อย่างนี้แล้วชาติบ้านเมืองจะเหลืออะไร...นอกจากเหลือเชื่อ
อย่างนี้ถือว่าหมดความชอบธรรมบริหารประเทศแล้วหรือยัง?

กระนั้นก็ดี
วิกฤติประเทศชาติครั้งนี้ชี้ให้เห็นสัจธรรมอย่างหนึ่งชัดเจน
นั้นคือกระแสนิยมที่ถือว่าไม่มีอะไรสูงสุดหนึ่งเดียว
ทุกอย่างพอๆกัน...ผิดถูกจริงเท็จดีชั่ว
แล้วแต่จะถือแล้วแต่จะคิดแล้วแต่จะตัดสินแล้วแต่จะพอใจ
จึงไม่แปลกที่คุณค่าซึ่งเคยยกย่องยึดถือ
ต้องถูกมองข้ามถูกย่ำยีอย่างไม่ใยดี
กฎหมายบ้านเมืองที่เคยเป็นอำนาจควบคุมดูแลคนในชาติ
เหลือแค่เป็นตัวอักษรที่คนไม่สนใจให้ความสำคัญ
แม้มีการย้ำมีการเตือนให้กระทำให้แสดงออกภายใต้กฎหมาย
แต่คนบางกลุ่มกลับฮึกเหิมทำเหมือน “ข้าคือกฎหมาย”
ความเจริญพัฒนาของประเทศชาติคือความดีสูงสุดของพลเมือง
แต่บางกลุ่มบางคนถือว่าประโยชน์ส่วนตัวสำคัญยิ่งกว่า
พร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อได้มาประเทศชาติล่มจมช่างมัน
ความดีส่วนรวมคือคุณค่าสูงส่งของพลเมืองชาติเดียวกัน
สิทธิและหน้าที่จึงเป็นความสำนึกอันหนึ่งอันเดียวกัน
แต่อีกหลายคนกลับเอาแต่เรียกร้องแต่สิทธิของตัว
ในขณะที่กำลังทำลายสิทธิของคนอื่นอย่างไม่คิดเกรงอกเกรงใจ...

ถ้าจะว่าไปแล้ว
กระแสนิยมนี้แทรกซึมแผ่แพร่เข้าไปในจิตใจคนมานานแล้ว
แต่ออกอาการหนักจนน่าวิตกในวิกฤติครั้งนี้อย่างเห็นได้ชัด
ก็อย่างที่หลายคนพากันพูดว่านี่คือช่วงเวลาแห่ง “ธาตุแท้”
หากไม่พากันสำเหนียกตื่นตัวปลุกจิตสำนึก
คุณค่าสูงส่งทุกอย่างอาจจะถูกทำลาย...จนไม่มีอะไรเหลือให้จดจำ •