เป็นใครก็ต้องตื่นตาตื่นใจกับสิ่งไม่เคยนึกเคยฝัน
ตั้งแต่เกิดมาสายตาเขาไม่เคยได้สัมผัสกับแสงใดๆ
มันเป็นความมืดมนตั้งแต่อยู่ในครรภ์แม่นับแต่ปฏิสนธิ
เปลือกตาสองข้างที่ปิดสนิทตามครรลองแห่งธรรมชาติ
ยังคงปิดสนิทแม้เด็กในวัยเดียวกันคลอดออกมาเริ่มดูเดือนดูตะวัน
เสียงสังเวชรอบข้างมีมาไม่ขาดพร้อมกับการไปมาของผู้มาเยี่ยม
“น่ารักน่าชังจังเลย...เสียดายตาพิการ...”  เป็นคำพูดซ้ำไปซ้ำมา
แม้น้ำเสียงจะบ่งบอกความสงสารเห็นอกเห็นใจ
แต่เสียดแทงใจพ่อแม่ได้เจ็บปวดรวดร้าวลึกล้ำถึงแก่น
“อย่างนี้โตขึ้นจะทำอะไรกิน...ขนาดช่วยตัวเองแทบไม่ได้”
ความเจ็บปวดยังไม่ทันรับรู้ได้หมดความวิตกกังวนแทรกเข้ามา
ใครเป็นพ่อเป็นแม่ที่มีลูกพิการทางตาเช่นนี้คงต้องรู้สึกเช่นกัน
เรื่องที่จะพึ่งพาลูกในยามเฒ่ายามแก่คงไม่ต้องคิดแล้ว
แค่จะเลี้ยงดูให้ลูกเติบโตได้ระดับหนึ่งก็หนักหนาสาหัสแล้ว
คำพูดคำจาการจับการจูงการพยุงล้วนตอกย้ำความพิกลพิการ
กระทั่งกลายเป็นความตระหนักว่าชีวิตนี้ต้องพึ่งพาทุกคน
ขอให้คนช่วยเหลือขอให้คนเมตตาของให้คนสงสารขอให้คนทำทาน
ทั้งรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจทั้งรู้สึกสมเพชตนเองทั้งรู้สึกเป็นภาระให้ผู้อื่น
แม้พยายามจะทำใจรับชะตากรรมปล่อยวางความรู้สึกทั้งหลายแหล่
แต่ความสำนึกในศักดิ์ศรียังคงเฝ้าเวียนหลอกหลอนทั้งวันทั้งคืน
ขอบถนนคือสถานที่ทำงานเสื้อคลุมคือบ้านคุ้มแดดคุ้มฝนคุ้มหนาว
กระทั่งวันนั้นโอกาสทองเป็นของเขาเมื่อพระอาจารย์ส่งคนมาเรียก
เขาไม่รีรอสลัดเสื้อคลุมทิ้งกระโดดเข้าไปเฝ้าพระอาจารย์
“พระอาจารย์ โปรดให้ข้าพเจ้าแลเห็น...” เขาขอโดยไม่คิดลังเล
“ได้เลย...จงเห็นตามที่ท่านเชื่อเถิด” พระอาจารย์ยืนยันด้วยอำนาจ
และเขาก็แลเห็นได้ในที่สุด
เห็นตัวตนเห็นพระอาจารย์เห็นผู้คนเห็นทุกสิ่งรอบข้าง...

ทว่าทันทีที่มองเห็นได้งานก็เริ่มเข้า
ก่อนนี้เขาเห็นแค่ตนเองคิดถึงแต่ตนเองกังวนแต่เรื่องตนเอง
พร้อมกับโยนความรับผิดชอบให้ทุกคนที่ไม่พิการแบบเขา
นับแต่นี้ไปเขาต้องมองต้องคิดถึงต้องกังวนเรื่องคนอื่น
ก่อนนี้เขาใช้ปมด้อยให้เป็นปมเด่นเพื่อเรียกร้องความเห็นอกเห็นใจ
พร้อมกับตอกย้ำด้วยคำพูดคำจากับผู้ผ่านมาว่าเขาน่าสงสาร
คอยแบมือขอแบมือรับถือว่ามีสิทธิไม่ต้องมีหน้าที่
นับแต่นี้ไปเขาต้องยื่นมือให้ยื่นมือช่วยเหลือทุกคนโดยไม่มีข้อแก้ตัวใดๆ
ก่อนนี้เขาได้แต่พอใจในสิ่งที่คนอื่นให้มากบ้างน้อยบ้าง
กินอยู่ตามอัตภาพแล้วแต่ความเมตตาของผู้คนผ่านไปมา
ความเป็นอยู่ดีไม่ดีไม่ได้ขึ้นกับเขาแล้วแต่ดวงแล้วแต่โชค
นับแต่นี้ไปทั้งชีวิตอยู่ในมือเขาคนเดียวไม่ดีโทษเขาดีชมเขา
ยิ่งเมื่อสำนึกว่าเป็นพระอาจารย์ที่ให้สิ่งที่ดีที่สุดที่เขาร้องขอ
ก็ยิ่งทำตัวให้สมทำตัวให้คู่ควรทำตัวให้สอดคล้อง
เพราะในความเป็นจริงแล้วพรทุกอย่างกลับเป็นหน้าที่
หน้าที่ต่อตนเองในการทำให้พรนั้นเกิดคุณค่า
หน้าที่ต่อผู้อื่นในการทำให้ตนเองเป็นพรสำหรับทุกคน...

ทันใดเขาแลเห็นและเดินทางไปกับพระอาจารย์
เพราะนั่นคือวิธีเดียวที่เขาจะเริ่มต้นชีวิตใหม่พร้อมกับสายตาใหม่
เริ่มจากวิธีมองวิธีคิดวิธีทำแบบพระอาจารย์สอน
ไม่ต่างกับทารกเกิดใหม่ที่ต้องค่อยเรียนค่อยรู้ค่อยฝึกฝน
จะต่างก็ตรงที่เขาเกิดใหม่ในวัยผ่านร้อนมาผ่านหนาวมาขนาดนี้
หลักสูตรชีวิตใหม่จึงต้องเข้มข้นรวบรัดเห็นเป็นรูปธรรม
โดยมีพระอาจารย์อยู่เคียงข้างคอยประกอบคอยสนับสนุน
จนกว่าจะซึมซับตระหนักหนักแน่นปีกกล้าขาแข็งแล้วนั่นแหละ
เขาจึงพร้อมจะดำเนินชีวิตใหม่ได้อย่างเต็มร้อย
เพราะนี่คือวิธีช่วยและเป้าหมายของการสั่งสอนของพระอาจารย์ •