หากมองว่าเป็นคริสต์ศาสนิกชนไม่ยากก็ไม่ยาก
ไม่พูดถึงการเป็นคริสตชนแต่ชื่อยิ่งง่ายเข้าไปใหญ่
แค่ไปวัดฟังมิสซาแก้บาปรับศีลฟังเทศน์ก็ดูไม่เหลือบ่ากว่าแรง
หากเทียบกับการได้บุญได้กุศลได้สวรรค์ถือว่าคุ้มค่า
ลำบากตื่นเช้าเสียเวลาเดินทางใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมงร่วมมิสซา
ก็ยังพอทำได้ถึงอย่างไรก็แค่อาทิตย์ละครั้งเท่านั้น
ได้ความสบายใจได้ความมั่นใจได้ความสงบใจ
ถือเป็นการพักผ่อนใจกระชับความมั่นใจในชีวิตหน้าก็ดีแค่ไหนแล้ว
ยิ่งสังคมยุคนี้สับสนวุ่นวายเปลี่ยนไปรวดเร็วแทบปรับตัวไม่ทัน
การได้อยู่กับตนเองอยู่กับคนในครอบครัวอยู่กับวัดบ้างน่าจะดี
ไปวัดกลับมายังมีให้แวะทานข้าวร้านอาหารข้างทางเปลี่ยนรสชาติ
หรือเลยเข้าห้างผึ่งแอร์เดินชมซื้อของทานอาหารแบบหลายอย่าง “อินวัน”
ถือว่าทำศาสนกิจต่อพระเจ้าทำกิจกรรมอื่นๆได้ลงตัววันอาทิตย์...

หากมองให้ลึกลงไปในแก่นแท้แห่งคริสต์ศาสนาแล้วไม่ง่ายอย่างคิด
เพราะความเป็นคริสตชนไม่อยู่ใน “การทำ” แต่อยู่ใน “การเป็น”
ความสำคัญจึงไม่อยู่ที่ไปวัดการร่วมพิธีกรรมการรับศีลการสวดภาวนา
แม้ในตัวกิจกรรมแต่ละอย่างมีคุณค่ามีความหมายมีความจำเป็น
แต่อยู่ใน “การเป็นลูกพระ” “เป็นศิษย์พระอาจารย์ “เป็นข่าวดีให้ทุกคน”
การปฏิบัติศาสนกิจช่วยเสริมสร้างปั้นแต่งการเป็นศาสนกิจชน
แต่หากเน้นแต่ศาสนกิจมองข้ามการ “เป็น”ศาสนิกชนก็ถือว่ายังไม่ถึงแก่น
ยิ่งถ้าเอาศาสนกิจ “แทน” การเป็นศาสนิกชนก็ยิ่งถือได้ว่าเป็นแค่ชื่อ
จะมีประโยชน์อะไรที่จะแขวนพระเต็มคอหากพฤติกรรมย่ำแย่
จะมีค่าอะไรหากเข้าทุกวัดแต่ไม่สนใจคนในครอบครัว
จะได้อะไรหากสวดเรียกหาพระเจ้าทุกคำแต่ไม่ชอบลูกของพระองค์

อันที่จริงแล้วคริสตศาสนไม่ใช่นับถือไม่ใช่ปฏิบัติตัวคนเดียว
สวดคนเดียวได้บุญคนเดียวทำดีคนเดียวได้ขึ้นสวรรค์คนเดียว
เข้าทำนองว่าตนเป็นที่พึ่งแห่งตนทั้งเริ่มทั้งรับทั้งทำทั้งได้
เพราะแก่นแท้แห่งคริสตศาสนคือความรักพระเจ้าและรักเพื่อนมนุษย์
จะเป็นศาสนิกชนต้องเริ่มจากการปฏิบัติความรักมีความรักเป็นที่ตั้ง
และจะรักได้ก็ต้องมีอย่างน้อยสองคนขึ้นไปหากไม่เอาแต่หมกมุ่นกับตนเอง
การปฏิบัติศาสนกิจจะสมบูรณ์ได้ต้องมีสองคนสามคนสี่คนห้าคน...เกี่ยวข้องด้วย
ที่จะถือว่ารักพระอย่างเดียวก็น่าจะพอแล้วคงคิดผิด
เพราะพระทรงยืนยันว่ารักพระต้องรักคนรักคนก็คือรักพระ
พระและมนุษย์จึงเป็นแก่นของการปฏิบัติศาสนกิจทุกรูปแบบ...

หากเชื่อถือว่าพระเจ้าทรงเป็น “พระบิดา” ตามที่พระเยซูเจ้าทรงสอน
มนุษย์ทุกคนต่างเป็นลูกของพระองค์เป็นพี่เป็นน้องกัน
จะบอกว่ารักพระแต่ไม่รักลูกพระไม่รักพี่รักน้องก็คงขัดแย้งในตัว
จะเรียกพระเป็นบิดาแต่ไม่เรียกลูกของพระองค์เป็นพี่น้องก็คงไม่ได้
แต่ละครั้งที่เอ่ย “ข้าแต่พระบิดา” ก็รวมพี่รวมน้องเข้าไปด้วยโดยปริยาย
แต่ละครั้งที่สวดใช้สรรพนาม “ลูก” ใครก็ตามก็รวมอยู่ด้วย
และหากใช้คำว่า “ลูก” แต่ใจตัดใครบางคนออกไปก็ถือว่าถูกต้อง
มองจากแง่นี้แล้วศาสนกิจแต่ละอาทิตย์จึงไม่อยู่แค่ในวัด
ช่วงอยู่ในวัดในพิธีกรรมเป็นการกราบไหว้ขอพรฟังพระวาจา
ออกจากวัดก็ปฏิบัติศาสนกิจต่อไปในพี่น้องเพื่อนร่วมโลกแต่ละคน
ในวัดแสดงความรักความรู้คุณพระเจ้าออกนอกวัดรักและรู้คุณพี่น้อง
จะว่าไปแล้วก็คือศาสนกิจเดียวกันต่อเนื่องไปในอีกรูปแบบนั่นเอง
ความเลื่อมใสศรัทธาจึงไม่น่าจะวัดกันที่สวดมากไปวัดบ่อย
แต่ต้องวัดกันที่ความเข้มข้นแห่งรักต่อพระเจ้ารักต่อเพื่อนพี่น้อง
การไปวัดแบบข้าฯมาคนเดียวข้าฯสวดคนเดียวข้าฯกลับคนเดียว
คงต้องเปลี่ยนเป็นข้าฯมากับทุกคนข้าฯสวดกับลูกพระข้าฯกลับไปเป็นพี่น้อง
ศาสนาจึงไม่ใช่เรื่องของวัดเรื่องของวันอาทิตย์เรื่องของวันฉลองสมโภช
แต่เป็นเรื่องของทุกวันและแต่ละวันคือตัวพิสูจน์ความเป็นศาสนิกชนแท้