าลเวลาเปลี่ยนไปหลายอย่างก็เปลี่ยนไปด้วย
จะว่าไปแล้วกาลเวลาไม่ได้เปลี่ยนไปแต่อย่างใด
หนึ่งนาทีมีหกสิบวินาทีหนึ่งชั่วโมงมีหกสิบนาทียี่สิบสี่ชั่วโมงเป็นหนึ่งวัน
หากแต่สิ่งที่เกาะติดกับเวลาต่างหากที่เปลี่ยนไป
วันเวลาเพิ่มอายุคนให้มากขึ้นชีวิตที่เหลือมีวันเวลาน้อยลง
สิ่งที่เปลี่ยนไปจึงเป็นคนหาใช่กาลเวลาไม่
จะว่าไปแล้วคนไม่เปลี่ยนตั้งแต่แรกเริ่มจนจบ
หากแต่สิ่งที่เปลี่ยนคือวิธีการมองการคิดการตัดสินการเลือกการทำ
แต่ละอย่างเปลี่ยนไปอย่างต่อเนื่องเลยทำให้ดูเหมือนคนเปลี่ยนตาม
อย่างก่อนนี้ใครพูดคนเดียวพูดไปหัวเราะไปถือว่าสติไม่ดี
ยิ่งเดินไปตามถนนหนทางพูดไปหัวเราะโมโหฉุนเฉียวไปถือว่าอาการหนัก
แม้จะเห็นใจแต่หลบให้ห่างถอยให้ไกลถือว่ายังไงปลอดภัยไว้ก่อน
แต่เดี๋ยวนี้เดินไปไหนก็เห็นผู้คนพูดไปหัวเราะไปฉุนเฉียวไปให้ชินตา
จะต่างกับก่อนนี้ที่พูดไปมือซ้ายหรือมือขวากุมใบหูซ้ายใบหูขวาไป
มองเป็นความพิการทางมือทางหูของคนสมัยใหม่ก็คงไม่ผิดนัก
มาพร้อมกับความก้าวหน้าและการพัฒนาโทรศัพท์มือถือ
อาการที่เคยถือกันว่าผิดปกติกลายเป็นปกติไปในที่สุด...

กระนั้นความเป็นปกติก็ยังเป็นความผิดปกติของคนยุคนี้อยู่ดี
เพราะถึงจะพูดไปคุยไปหัวเราะไปกับคนอื่นทางโทรศัพท์
แต่ความผิดปกติเริ่มตั้งแต่เอาแต่คุยกับคนอื่นจนลืมคุยกับตนเอง
คนทุกวันนี้จึงอยู่กับตนเองน้อยลงจนแทบไม่รู้ใจตน
กระทั่งกลายเป็นคนแปลกหน้ากับตนเองไม่น้อยครั้ง
เพื่อนฝูงทางโทรศัพท์ทางอินเตอร์เน็ตมากจนแทบจำหน้าไม่ได้
แต่ไม่คิดจะเป็นเพื่อนสนิทเพื่อนรู้ใจกับตนเองบ้าง
ความคิดความอ่านการไตร่ตรองการตัดสินการวิเคราะห์จึงไม่ค่อยมี
เอาแต่ติดกระแสตามแรงนิยมแล้วแต่จะโดนใจพวกมากลากไป
อย่างนี้น่าจะต้องกลับสู่ความผิดปกติก่อนนี้คุยไปหัวเราะไปกับตนเองบ้าง
ก่อนอาการที่ว่าปกติจะผิดปกติจนแก้ไม่ทันเยียวยาไม่ได้แล้ว...

แม้โทรศัพท์มือถือจะช่วยให้สื่อสารกันสะดวกขึ้นง่ายขึ้นรวดเร็วขึ้น
แต่กลายเป็นมาแทนการพูดคุยตัวต่อตัวหน้าต่อหน้าท่าทีต่อท่าที
คนอยู่บ้านเดียวกันแท้ๆไม่ค่อยได้พูดคุยกันเหมือนก่อน
แต่ละคนต่างก็มีคนไกลตัวต้องติดต่อถามทุกข์ถามเล่าเรื่องราวไม่รู้จบ
อยู่ห่างกันแค่ข้ามถนนแต่ยังต้องใช้โทรศัพท์คุยกันอยู่ดี
และนี่คือที่มาของความผิดปกติอีกอย่างของคนยุคนี้
นิยมใช้ “เครื่องมือ” เพื่อสื่อสารกันมากกว่าพูดคุยกันตัวต่อตัว
สำหรับหลายคนการจะพูดกันไปดูตากันไปออกจะน่ากลัว
เมื่อไม่มีความจริงใจการพูดคุยผ่าน “เครื่องมือ” ย่อมรู้สึกปลอดภัยกว่า
ใช้คำพูดคำจาน้ำเสียงหลอกล่อได้ง่ายกว่าจ้องตากัน
ยิ่งรู้ดีว่าดวงตาเป็นหน้าต่างของใจการจะปิดจะซ่อนก็ยิ่งทำได้ยาก...

คนทุกวันนี้พิถีพิถันการบริโภคอาหารคุณภาพ
การจะใช้เครื่องครัวเครื่องปั่นมีดกรรไกรแม้กระทั่งครกยังต้องระวัง
แต่ละอย่างอาจจะลดคุณค่าอาหารดีไม่ดีอาจจะทำให้เป็นพิษเป็นภัยได้
จะอะไรทีต้องอ่านรายละเอียดเพื่อถนอมคุณค่าอาหารให้เต็มร้อย
แต่แปลกที่คนกลับไม่พิถีพิถัน “เครื่องมือ” สื่อสารที่ใช้กัน
ทั้งที่ข้อมูลจากการสำรวจของนักวิจัยอังกฤษเผยข้อมูลน่าตกใจ
“อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่คนทุกวันนี้ติดตัวเหมือนอวัยวะที่ 33 ของร่างกาย
มีแบคทีเรียมากกว่าที่กดชักโครกในห้องน้ำชายเฉลี่ยถึง 18 เท่า
เป็นแบคทีเรียกลุ่มที่อยู่ในลำไส้ส่วนปลายของมนุษย์และสัตว์
ทำให้เกิดโรคท้องร่วงและทำให้อาหารเป็นพิษ
จากมือไปติดอยู่ที่มือถือแล้วเปื้อนกลับไปมาระหว่างมือกับมือถือ
อาจจะลงเอยที่อาหารเข้าปากหรือไปจับตาจับปาก...”
นี่แค่แบคทีเรียที่อันตรายต่อสุขภาพกายจากมือถือ
แล้วอันตรายต่อสุขภาพใจจากมือถือจะร้ายแรงกว่านี้แค่ไหน?...•