ร้อยยี่สิบชีวิตยืนเรียงแถวภายในวัดอย่างสง่างามเป็นภาพน่าจดจำ
ความแตกต่างชายหญิงความหลากหลายชุดที่สวมให้สีสันและชีวิต
อันที่จริงก่อนหน้านี้มีการสลับกลุ่มออกมายืนประสานเสียงหลากอารมณ์
มือถือแฟ้มเพลงตาจดจ้องวาทยกรปากอ้าไปตามคำตามเสียง
จนยากจะบอกกลุ่มไหนเพลงใดยอดเยี่ยมสมบูรณ์แบบกว่ากัน
แต่ทันใดที่พากันเปล่งเสียงประสานร้อยเรียงไพเราะความแตกต่างก็หายไป
เสียงสูงเสียงต่ำเสียงชายเสียงหญิงแทบแยกกันไม่ออก
กลมกลืนซึมซาบสอดแทรกเป็นทำนองเพราะพริ้งไปตามจังหวะ
เดี๋ยวเร็วเดี๋ยวช้าเดี๋ยวเร่าร้อนเดี๋ยวสงบเย็นเยือกเดี๋ยวสนั่นเดี๋ยวกระซิบ
เสียงเปียโนคอยเติมแต่งจังหวะท่วงทำนองไล่ขับเคลื่อนพลิ้วอารมณ์
แต่ละวรรคแต่ละตอนโน้มน้าวเชื้อเชิญจูงใจให้ล่องลอยตามติด
กว่าสิบนาทีที่หลุดไปตามเสียงเพลงแทบไม่สนใจหายใจเข้าออก
กระทั่งเสียงกระแทกขาดสะบั้นกะทันหันตามด้วยความเงียบสงัดนั่นแหละ
จึงได้รู้ว่าการเดินทางไปตามเสียงสวรรค์ต้องถึงจุดจบแล้ว
ก่อนจะตามด้วยเสียงปรบมือเสียงชื่นชมยาวนานเหมือนไม่อยากให้หยุด
ยิ่งกว่ากำลังลิ้มรสของอร่อยอาหารจานโปรดแล้วต้องเลิกกลางคัน
ถึงรสชาติยังละเลียดลิ้นให้เป็นสุขแต่ก็อดรู้สึกเสียดายไม่ได้
ทำนองว่ายืนเขย่งชูปลายนิ้วขึ้นแตะสวรรค์แล้วต้องหดมือลงก็ไม่ปาน...

จริงๆแล้วอยากคิดว่าเสียงดนตรีน่าจะเป็นภาษาใช้พูดใช้คุยกันในสวรรค์
นอกจากจะเป็นภาษาที่ทุกคนทุกชาติเข้าใจได้แล้ว
ยังเป็นภาษาที่ทุกคนเกิดมาพูดเป็นก่อนหมด
แต่ละคนจึงเป็นนักดนตรีมาตั้งแต่เกิด
เริ่มจากเสียงอ้อแอ้เสียงครางเสียงร้องไห้เสียงหัวเราะเสียงเย้าหยอก
ตามด้วยคำพูดคำจาคำเรียกคำขอคำบ่นคำขอบคุณคำขอโทษ
กระนั้นก็ดีแม้จะพูดได้พูดคล่องพูดเก่งแต่ภาษาแรกยังต้องใช้อยู่ดี
เสียงหัวเราะเสียงร้องไห้เสียงครวญครางเสียงเจ็บปวดเสียงเป็นสุข
เพราะถึงคำพูดคำจาจะมีให้ใช้มากมายหลากภาษาหลากสำเนียง
แต่คำพูดยังไม่สามารถสื่อความรู้สึกแห่งใจได้หมดทุกอย่าง
เสียงที่เปล่งออกมาไม่เป็นคำจึงเป็นเสียงดนตรีโดยธรรมชาติ
และเมื่อเรียงร้อยคำด้วยเสียงสูงเสียงต่ำก็กลายเป็นบทเพลงสื่อทั้งคำพูดทั้งใจ
หากนำคำมาแต่งเป็นโคลงเป็นฉันท์เป็นกาพย์ก็เป็นแค่บทประพันธ์
หากนำเสียงดนตรีเจ็ดระดับมาจัดเป็นช่วงทำนองก็เป็นแค่ดนตรี
แต่หากนำเสียงดนตรีมาร้อยเรียงคำเข้าด้วยกันนั้นคือบทเพลง
เสียงแต่ละระดับถมช่องว่างระหว่างคำพร้อมย้ำพร้อมเน้น
กลายเป็นภาษามนุษย์ที่เต็มเปี่ยมสมบูรณ์แบบกว่าหมด
สามารถสื่อความรู้สึกลึกซึ้งได้ละเอียดไม่ว่ารักไม่ว่าเศร้าไม่ว่าเริงร่ายินดี
สิ่งที่คำไม่สามารถสื่อออกมาได้ก็มีทำนองร้องบอกได้ยอดเยี่ยม...

และนี่คือที่มาของคำพูดที่ว่า “ร้องเพลงคือสวดสองเท่า”
บทสวดบทสรรเสริญบทสดุดีแม้จะงดงามแค่ไหนยังไม่สื่อใจได้ทุกอย่าง
แต่พอเอาเสียงดนตรีร้อยเรียงแต่ละคำเข้าด้วยกันทุกอย่างก็ลงตัว
แม้แต่ในพระคัมภีร์ก็มีการเชื้อเชิญให้ร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้า
ประกอบเสียงพิณเสียงเครื่องสายเสียงขลุ่ยเสียงรำมะนาเสียงกลอง
นี่คงเป็นปกติวิสัยแห่งบรรยากาศสวรรค์แห่งเหล่าเทพเทวา
แต่ละครั้งที่มีการพูดถึงสวรรค์จะมีการพูดถึงเสียงเพลงสรรเสริญสดุดี
แต่ละครั้งที่พวกท่านมาในโลกเป็นกลุ่มก็มีการร้องเพลงแจ้งสาร
อย่างค่ำคืนที่พระเจ้าทรงรับเอากายเป็นมนุษย์ ณ เบธเลเฮม
เหมือนจะบอกแนะเป็นนัยว่าน่าจะเป็นปกติวิสัยของมนุษย์ทุกคน
ที่ต้องทำให้ชีวิตเป็นบทเพลงมีทั้งคำมีทั้งทำนอง
ประสานกันกลมกลืนสรรเสริญพระเจ้าด้วยความสำนึก
สร้างความสุขความยินดีแก่เพื่อนพี่น้องด้วยความตระหนัก
ร่วมกับเสียงเทพสวรรค์ตั้งแต่เช้าจรดเย็น
กระทั่งชีวิตกลายเป็นบทเพลงอมตะ...ในที่สุด •