ารศึกษาไทยเริ่มต้นจากวัด
พ่อแม่ส่งลูกฝากหลานให้พระสอนเรียนรู้เขียนอ่านให้
สอนความรู้พื้นฐานไปสอนธรรมะไปครบองค์
เรียนไปแวะเวียนผ่านวัดกราบพระหาที่พึ่งทางใจไป
กลายเป็นที่มาของโรงเรียนวัดที่ยังมีให้เห็น
ลูกศิษย์ลูกหาจบการศึกษายังมีธรรมะติดตัว
ขณะเรียนรู้วิชาธรรมะก็ซึมซับเข้าถึงจิตในบรรยากาศ
อันที่จริงแล้ววัดไม่ได้อยู่แค่บริเวณหรือตัวอาคาร
หากแต่อยู่ในบริบทและบรรยากาศที่ซึมแทรกด้วยศรัทธา
แค่ก้าวเข้าบริเวณก็ให้รู้สึกในความศักดิ์สิทธิ์
จะคิดจะพูดจะทำต้องบริสุทธิ์ด้วยเจตนาด้วยคารวะ
หากไม่อยากให้มีความขัดแย้งในมโนสำนึก
จนกลายเป็นความร้อนใจร้อนกายทุรนทุรายอยู่ต่อไม่ได้
เพราะก่อนที่คนจะถือจะปฏิบัติศาสนกิจ
แก่นแห่งศาสนาก็เริ่มกล่อมเกลาปรุงแต่งชำระใจแล้ว
จะว่าไปแล้วใช่ว่าผลบุญศาสนาขึ้นกับคนออกแรงทำก็หาไม่
เพราะพลังบุญแห่งศาสนายิ่งใหญ่กว่าพลังศรัทธา
เพียงแค่เปิดใจอ่อนน้อมยอมตามก็มากกว่าพอแล้ว
ที่เหลือนั้นพลังศักดิ์สิทธิ์แห่งศาสนาบันดาลให้หมด...

แล้วเพิ่งมาเป็นข่าวให้ต้องงุนงงสับสนไม่น้อย
เมื่อโรงเรียนวัดหลายแห่งตัดคำว่า “วัด” ออกจากชื่อโรมเรียน
เหมือนจะต้องการแยกโรงเรียนออกจากวัดโดยเด็ดขาด
ทั้งที่อาคารเรียนก็ยังคงอยู่ในบริเวณวัดเหมือนเดิม
หรืออยากจะบอกเป็นนัยว่าเรียนก็เรียนธรรมะก็ธรรมะ
ในเมื่อเป้าหมายการศึกษาคือการสอนเด็กให้เก่งให้ฉลาด
ทุกอย่างจึงเน้นไปที่สติปัญญาไหวพริบ...ให้เป็นกรด
เรื่องธรรมมะเรื่องความดีเรื่องบุญเรื่องกุศลเป็นรองไว้ก่อน
เรียนจบงานดีเงินเดือนสูงตั้งหลักตั้งฐานให้แน่นให้มั่นคง
แล้วนั้นค่อยหาเวลาเข้าวัดฟังเทศน์ฟังธรรมทำบุญให้ทาน
หารู้ไม่ว่าบ้านเมืองเราเต็มด้วยคนเก่งคนฉลาดจน “ส่งออก” ได้
แต่ประเทศชาติก็ยังไม่พัฒนายังไม่สงบยังไม่มีเอกภาพ
จะให้ชาติพัฒนาได้อย่างไรหาก “คน” ยังไม่พัฒนา
แล้วคนจะพัฒนาได้อย่างไรในเมื่อเอาแต่พัฒนา “วัตถุสิ่งของ”
ปล่อยให้วัตถุเงินทองเป็นใหญ่ความผิดความถูกเป็นรองในทุกระดับ
ก็เลยฉลาดหาฉลาดกอบโกยฉลาดโกงฉลาดกินบ้านกินเมือง
“ผลประโยชน์” คือ “ความถูก” “เสียผลประโยชน์” คือ “ความผิด”
การศึกษาจึงอยู่แค่เรื่องความรู้เรื่องสติปัญญาเรื่องฉลาด...

เป็นข่าวออกไปผู้เกี่ยวข้องพากันขยับ
บ้างก็เที่ยวชี้แจงที่มาที่ไปของการเปลี่ยนแปลง
บ้างก็มองว่าเป็นการพัฒนาสถานศึกษา
บ้างก็ยืนยันจะเอาคำว่า “วัด” คืนชื่อโรงเรียนให้ได้
อย่างน้อยก็บ่งบอกถึงที่มาของการเรียนการศึกษา
เรียนโรงเรียนวัดจบจากโรงเรียนวัด
อีกทั้งคอยเตือนสติในความศักดิ์สิทธิ์แห่งที่มาของความรู้
ให้คอยสำนึกในพฤติกรรมให้สอดคล้อง
ใครได้ยินได้รู้ก็ชื่นชมชื่นชอบคบค้าสมาคมได้สบายใจ
แต่หากหลังจากทำทุกอย่างด้วยเหตุด้วยผลยังยืนกรานเหมือนเดิม
ไหนๆก็เปลี่ยนมานานจนคุ้นปากคุ้นหูแล้วปล่อยไปก็แล้วกัน
ก็ขออย่าให้เอาคำว่า “วัด” ออกจากการเรียนการสอนเลย
เพราะจะพัฒนาคนต้องพัฒนาทั้งสมองทั้งจิตใจจึงลงตัว
ถ้าไม่อยากให้ชาติบ้านเมืองต้องบอบช้ำไปกว่านี้•