บรรยากาศรอบด้านเริ่มอบอวลด้วยกลิ่นอายคริสต์มาส
ต้นคริสต์มาสหลากสีสันประดับริ้วสีไฟกระพริบห่อของขวัญ
แค่ยลแค่ผ่านก็ให้รู้สึกหรรษาชื่นชมตื่นเต้นแทบไม่รู้ตัว
เสียงเพลงคริสต์มาสฟังมาพัน ๆ ครั้งก็ยังเหมือนได้ยินครั้งแรก
ท่วงทำนองคำร้องมีลักษณะจำเพาะบอกบ่งเทศกาล
แทบจะกลายเป็นหนึ่งที่ขาดไม่ได้ของคริสต์มาสไปแล้ว
เช่นเดียวกับของขวัญหลากชนิดเล็กใหญ่ทุกระดับราคา
ให้ซื้อหาเป็นสื่อบ่งบอกระดับความสัมพันธ์มากน้อย
บัตรส่งความสุขเรียงรายมากด้วยรูปแบบสีสันจนลายตา
คำพูดคำอวยพรล้วนคิดค้นคัดสรรให้กินใจสะท้อนความรู้สึก
สถานบันเทิงแต่ละแห่งอวดความพึงพอใจความเพลิดเพลิน
ทั้งบรรยากาศการตกแต่งทั้งอาหารเครื่องดื่มดนตรีนักร้อง
ประกันความสนุกสนานสุดเหวี่ยงจนไม่ต้องมองหาที่อื่น...

เช่นนี้ทุกปีและยิ่งทียิ่งมากขึ้นยิ่งใหญ่ขึ้น
แต่คนกลับไม่รู้สึกยิ่งใหญ่ตามแก่นแห่งคริสต์มาส
ทุกอย่างรอบข้างรอบตัวดูยิ่งใหญ่มากด้วยบารมีเงินประเคนให้
แต่แก่นแท้ของคนกลับไม่ได้รับความสนใจ
ไม่เพียงแต่จะไม่เพิ่มในศักดิ์ศรีหากแต่ถอยหลังไปคนละขั้ว
ทั้งที่แก่นแห่งการสมโภชคือฉลองความยิ่งใหญ่ของมนุษย์
ฉลองคริสต์มาสแต่ละปีน่าจะเป็นการกระชับความสำนึก
เพื่อดึงความยิ่งใหญ่นี้กลับมาหากที่ผ่านมาปล่อยให้หย่อนยาน
ทำให้หมองมัวเพราะคลุกคลีกับวัตถุสิ่งของจนลืม
ปล่อยให้เงินทองข้าวของเป็นตัวกำหนดความยิ่งใหญ่
จนทุกอย่างอยู่ที่ “การมี” เป็นตัวแปรเป็นตัวกำหนด
ทั้งที่แก่นแห่งความยิ่งใหญ่อยู่ใน “การเป็น”...

วันนั้นที่ช่องว่างความแตกต่างห่างไกลถูกทำลายลง
เมื่อพระเจ้าผู้สูงส่งทรงประสงค์จะเข้าหามนุษย์ผู้ต่ำต้อย
ตามที่ทรงสัญญาไว้แต่เริ่มแรกและมนุษย์คอยเตือนกันมาตลอด
เพียงแค่เสด็จมาให้มนุษย์เห็นให้มนุษย์ชื่นชมพระบารมีก็บุญโข
เพียงแค่พบปะรับสั่งประทานพรกำชับให้ทำตัวดีก็มากเกินแล้ว
นอกจากทรงทำตามสัญญายังเป็นบุญยาบารมีมากล้นสำหรับมนุษย์
แต่แล้วทรงทำมากกว่านั้นเกินความคาดหมายกว่าความคาดหวัง
ทรงเลือกมาเป็นมนุษย์เฉกเช่นมนุษย์ทั้งหลาย
ทรงเลือกมาเดินดินย่ำโคลนบนโลกใบนี้ที่ทรงด้วยพระหัตถ์
และเพื่อไม่ให้มนุษย์ต้องหวั่นวิตกในความใกล้ชิดเคียงบ่าเคียงไหล่
ทรงเลือกบังเกิดมาเป็นทารกน้อยไร้เดียงสาใครก็เข้าหาได้
เหมือนกับจะตอกย้ำให้มนุษย์มั่นใจในศักดิ์ศรีแห่งการเป็นคน
แม้แต่พระเจ้าก็ไม่ทรงรังเกียจที่เป็นหนึ่งในมนุษย์ทั้งหลาย...

ฉลองคริสต์มาสคือสมโภชความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า
จะต้องยิ่งใหญ่จริงจึงสามารถลดองค์ลงได้ถึงขนาดนี้
หากเป็นแค่ฤทธานุภาพจะลดองค์ได้แค่มีเมตตากรุณาสงสาร
แต่พระเจ้าทรงเป็นความรักเป็นฤทธานุภาพแห่งรัก
อานุภาพแห่งรักจึงบันดาลได้ทุกอย่างโดยไม่นำพาต่อฤทธานุภาพ        
ยิ่งกว่านั้นฤทธานุภาพบันดาลให้ความรักไร้ขอบเขตใด ๆ ทั้งสิ้น
กระทั่งความรักกลายเป็นเลือดเนื้อเห็นได้สัมผัสได้อุ้มได้...ฆ่าได้
รักมนุษย์ได้ถึงขนาดนี้แต่มนุษย์ยังไม่พร้อมก็ได้แต่รอคอย
ยกศักดิ์ศรีมนุษย์ให้สูงส่งแต่มนุษย์กลับไม่เห็นคุณค่าก็ได้แต่อดทน
ให้เกียรติมนุษย์เป็นเพื่อนแต่มนุษย์ไม่ต้องการก็ได้แต่เสียใจ
คริสต์มาสแต่ละปีก็ได้แต่ตอกย้ำให้มนุษย์สำเหนียก
ถึงอย่างไรความรักของพระองค์ยังคงเหนียวแน่นมั่นคงเสมอไป
ทั้งที่ฤทธานุภาพสามารถเปลี่ยนแปลงท่าทีมนุษย์ได้ตามต้องการ
แต่ธรรมชาติความรักสามารถทำได้ก็แค่เสนอแต่เชื้อเชิญ...เท่านั้น •