home   [ กลับไป บทที่ 30] [ กลับหน้ารวม ]


31
องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงกลับคืนชีพจริงแท้

 

 

       ทว่าเรื่องราวไม่ได้จบลงที่นี่ แม้ว่าศิษย์ของพระเยซูเจ้าหลายคนจะคิดและตระหนักใจว่าการผจญภัยที่พวกเขาได้เริ่มกับพระเยซูแห่งนาซาแร็ธมาสามปีจบลงแล้ว

       หญิงคนหนึ่งที่มารู้ว่าไม่เป็นเช่นนี้ เธอคือมารีย์ มักดาลา ที่เคยชโลมพระเยซูเจ้าด้วยน้ำหอมล้ำค่าและรักพระองค์มากกว่าใคร เมื่อเธอมาถึงคูหาฝังร่างของพระเยซูเจ้า เธอเห็นว่าคูหาว่างเปล่า จึงรีบวิ่งไปบอกบรรดาศิษย์ “พวกเขาได้นำองค์พระผู้เป็นเจ้าไปจากคูหา”

       เปโตรและยอห์นมาพบความจริงเดียวกัน พวกเขาเข้าไปในคูหาฝังพระศพและไม่พบพระศพ มีผ้าห่อหุ้มศพของพระองค์ รวมกับผ้าปิดพระพักตร์วางอยู่เคียงข้างกัน พวกเขากลับมาบ้านด้วยความเศร้าโศกและผิดหวัง

       แต่มารีย์ มักดาลา ยังคงอยู่ต่อไปที่พระคูหาเพื่อร้องไห้ ทันใดเธอจำเสียงพระองค์ได้ พระองค์ทรงเรียกชื่อเธอ “มารีย์”

       เธอไม่สงสัยอีกต่อไป ความไม่แน่ใจหายไปสิ้น ตั้งแต่เช้าตรู่ พระองค์ผู้ทรงถูกตรึงกางเขนอยู่ที่นั่น อยู่ต่อหน้าเธอและเธอสามารถจูบพระบาท สวมกอดพระองค์

       “อย่าหน่วงเหนี่ยวเราไว้ที่นี่” พระเยซูเจ้าตรัส “แต่จงไปหาพี่น้องของเราและบอกพวกเขาว่าเรากลับไปหาพระบิดาของเรา พระเจ้าของทุกคน”

       หลังจากที่นำข่าวไปแจ้งบรรดาศิษย์ รุ่งสางมารีย์กับสตรีบางคนซึ่งเป็นศิษย์ของพระเยซูเจ้ากลับมาที่คูหาฝังศพ พบว่าหินก้อนใหญ่ที่ปิดทางเข้าคูหาถูกเคลื่อนออกมา คูหาว่างเปล่า หนุ่นคนหนึ่งในชุดขาวถามพวกเธอว่า “พวกเธอมาหาใคร? พระเยซูแห่งนาซาแร็ธที่ถูกตรึงกางเขนไม่อยู่ที่นี่ ทรงกลับคืนชีพจากบรรดาผู้ตายแล้ว จงไปบอกเรื่องนี้แก่ศิษย์ของพระองค์” พวกเธอออกจากบริเวณคูหาฝังศพ สับสน และวิ่งหนีไปด้วยความหวาดกลัว  พระเยซูเจ้าทรงปรากฏพระองค์และตรัสกับพวกเธอว่า “จงอย่ากลัวเลย”

       พฤติกรรมของพวกเธอยืนยันกับบรรดาศิษย์ได้อย่างชัดแจ้งว่า “พระเยซูเจ้า ผู้สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน ทรงกลับคืนชีพแล้ว”

       ทว่าบรรดาศิษย์กลับมีท่าทีตรงข้ามลูกาบอกว่าพวกเขาหาว่าบรรดาสตรีเพ้อเจ้อและแต่งเรื่องราวไร้สาระ

       จึงเห็นได้ว่า เช้าวันอาทิตย์นั้น ไม่มีศิษย์คนใดเชื่อการกลับคืนชีพของพระอาจารย์ ยกเว้นบรรดาสตรี

 

       พวกเขาต้องเห็นพระองค์ด้วยตาพวกเขาเอง ต้องฟังพระองค์พูดกับหู อีกทั้งต้องรับของขวัญแห่งสันติและพระจิตเจ้า ต้องเอานิ้วแยงเข้าที่รอยแผลจากตาปูเพื่อจะเชื่อว่าพระองค์ทรงกลับคืนชีพแล้ว  และทุกอย่างก็เกิดขึ้นในค่ำวันอาทิตย์นั้นเอง

       แม้แต่ศิษย์สองคนแห่งเอมมาอุสแทบจะจำพระองค์ไม่ได้ ถึงจะเดินทางเคียงบ่าเคียงไหล่กับพระองค์ เพราะพวกเขาดื้อรั้นและเชื่อยากในสิ่งที่บรรดาประกาศกได้กล่าวถึงพระองค์

       การปรากฏองค์ของพระเยซูเจ้าผู้ทรงชีวิตเกิดขึ้นบ่อยครั้งในช่วงสี่สิบวันที่พระองค์ทรงอยู่กับบรรดาศิษย์

       เปาโลซึ่งถือว่าเป็นสาวกคนที่สิบสาม ได้ยืนยันถึงพระเยซูเจ้าผู้ทรงถูกตรึงกางเขนและกลับเป็นขึ้นมา  ในปีที่ 45 ท่านเขียนในจดหมายฉบับแรกถึงชาวโครินท์ “พระคริสตเจ้าสิ้นพระชนม์เพราะบาปของเรา ดังที่มีเขียนในพระคัมภีร์และทรงถูกฝังไว้  แต่สามวันต่อมา ทรงกลับคืนชีพตามที่มีเขียนในพระคัมภีร์และได้ทรงปรากฏพระองค์แก่เปโตร  แล้วนั้นก็ทรงปรากฏองค์แก่สาวกทั้งสิบสอง พวกเขาส่วนใหญ่ยังมีชีวิตอยู่ แต่ก็มีบางคนที่เสียชีวิตไปแล้วต่อมาทรงปรากฏองค์แก่เคฟาส แล้วจึงทรงแสดงองค์แก่อัครสาวกสิบสองคน หลังจากนั้นก็ทรงแสดงองค์แก่พี่น้องมากกว่าห้าร้อยคนในคราวเดียว ในที่สุด ทรงแสดองค์กับข้าพเจ้า ผู้เป็นเสมือนเด็กที่คลอดก่อนกำหนดด้วย” (คร15,3-9)

       เปโตร หัวหน้าของสาวก ไม่เพียงได้เห็นพระเยซูเจ้าที่ทะเลสาบเท่านั้น แต่ยังได้ยินพระองค์ถามว่า “ซีมอน ท่านรักเราไหม?” ถึงสามครั้ง

       พระเยซูเจ้าทรงประสงค์ให้เปโตรลบล้างความผิดที่ได้ปฏิเสธพระองค์สามครั้งที่บ้านของไคฟาส  พร้อมกับทรงมอบหมายภารกิจให้เขาดูแลหมู่คณะคริสตชน เป็นประจักษ์พยานให้แก่โลกว่าพระเยซูเจ้าทรงถูกตรึงกางเขน สิ้นพระชนม์ ได้ทรงกลับคืนชีพแล้ว

       พระเยซูเจ้าทรงแสดงพระองค์ที่เยรูซาเล็มและแคว้นยูเดีย ในห้องอาหารและตามถนนหนทาง บนภูเขาและริมฝั่งทะเลสาบ ทั่วไปในทุกแห่ง องค์พระผู้ทรงกลับคืนชีพคือผู้ที่แสดงองค์ให้เห็นทั่วไป เพราะพระองค์ยังทรงมีชีวิตอยู่กับเราเสมอไป

       เหตุการณ์น่าทึ่งยังดำเนินต่อไป แม้ยากจะยอมรับ แต่ประจักษ์พยานของผู้นิพนธ์พระวรสารทั้งสี่ยืนยันให้เห็นความจริงในรูปแบบเดียวกัน  ตามมาด้วยบุคคลจำนวนมากที่ร่วมเป็นประจักษ์ในเหตุการณ์น่าทึ่งนี้ในประวัติศาสตร์มนุษย์จนกระทั่งทุกวันนี้

 

 


-TOP-