ล้วก็อดไม่ได้ที่จะหวนกลับไปสู่อดีต ในความทรงจำบางอย่างที่เคยพบเห็นมา
          พร้อมกับรอยยิ้มแห่งความขบขันบ้าง หากเป็นอะไรที่ดีๆ สนุกสนาน
          หรือไม่ก็ความรู้สึกเศร้าขึ้นมาเฉยๆ หากเป็นสิ่งที่เคยทำให้ต้องเสียใจ
          ถึงอย่างไรเสีย คนเราไม่อาจจะตัดขาดจากอดีตได้เด็ดขาด
          
แม้จะพูดๆ กันว่า ใครเริ่มคิดเริ่มพูดถึงอดีต ก็ให้รู้ตัวไว้เลยว่าเริ่มแก่ตัวแล้ว
          แต่ทุกคนยังอดไม่ได้ที่จะแอบแว้บกลับไปในอดีต แม้เพียงชั่วเวลาสั้นๆ
          
ผมจำได้ว่า เราเด็กๆ มีเรื่องทะเลาะขัดใจกันทีไรเป็นต้องโกรธ ... ชูนิ้วหัวแม่มือตรงไปที่คู่กรณี ...
          
และเป็นที่รู้กันว่า สัมพันธภาพมีอันต้องขาดสะบั้นลง เดี๋ยวนั้น ตรงนั้น ... อย่างไร้ซึ่งเยื่อใยใดๆ
          และเพื่อตอกย้ำให้ชัดเจนขึ้น ต้องพูดสูตรที่รู้กันดี
          “ โกรธร้อยปี อย่ามาดีร้อยชาติ ...”
          
เดี๋ยวนั้น เวลานั้น ไม่คิดอะไรทั้งนั้น ความโกรธอยากให้เขาหายไปจากชีวิต ... ตลอดไป
          ดีที่ “ ร้อยปี ร้อยชาติ ” เป็นเพียงแค่คำพูด และไม่ได้หมายถึงจำนวนจริงๆ
          เพียงข้ามคืนข้ามวันก็มาดีกันใหม่แล้ว ... เหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
          เพราะอย่างไรเสีย คำว่า “ เด็ก ” กับ “ เพื่อน ” มันแยกกันไม่ออก
          สมัยนั้น เพื่อนก็คือทุกสิ่งทุกอย่าง
          
สมัยนั้น เพื่อนก็คือ “ คน ” ที่มีอะไรๆ ด้วยกัน
          ไม่มีเหมือนสมัยนี้ “ เพื่อน ” อาจจะหมายถึง โทรทัศน์ สัตว์เลี้ยง วีดีโอเกมส์ เครื่องเล่น เครื่องคอมพิวเตอร์ ฯลฯ
          ตัวเลือกจึงมีมากกว่า “ เพื่อน ” ในสมัยนั้น
          คนทุกวันนี้จึงไม่ค่อยแคร์คำว่า “ เพื่อน ” ในความหมายดั้งเดิมอีกต่อไปแล้ว
          
ในเมื่อมีตัวเลือกมาก “ เพื่อน ” จึงมีความหมายน้อยลง
          
การจะทะนุถนอม “ เพื่อน ” ก็แทบจะไม่เหลือ ... ไม่พอใจก็เลิกกันไป ขัดใจก็ตัดขาดไปอย่างไม่นึกเสียดาย
          มีเรื่องบาดหมางก็ไม่คิดจะให้อภัย
          
ถึงจะไม่พูด “ โกรธร้อยปี อย่ามาดีร้อยชาติ ” แต่หมายอย่างนั้นจริงจัง
          จะพูดกันแล้ว การให้อภัยในสมัยนี้มีน้อยลงไปทุกวัน
          
จะเรื่องราวทะเลาะผิดใจกัน แค่ “ ไม่เอาเรื่อง ” ก็นับว่ามากแล้ว ไม่ต้องพูดถึงการให้อภัย
          ขอเพียงอย่างเดียว ต่อไปนี้อย่ามายุ่งกับชีวิตฉันอีก

          พูดง่ายๆ หายไปจากชีวิตฉันเลย ... อย่าให้เห็นหน้าอีกนะ อย่ามาข้องแวะด้วยเด็ดขาด
         
 หนักหน่อยก็จะพูดแบบฝรั่ง “Evaporate!”... ระเหยหายไปต่อหนน้าต่อตาซะเลย

          บางคนอาจจะยังมีจิตใจ กล้ำกลืนความรู้สึกที่เกิดขึ้นและพูดออกมาได้ว่า “ โอ เค ฉันให้อภัย ” แต่ ... “ แต่ฉันจะไม่มีวันลืมเด็ดขาด ”
          
พร้อมกับแอบชื่นชอบจิตใจอันสูงส่งงดงามของตนเอง
          แต่หารู้ไม่ว่ากำลังพูดสิ่งที่ขัดแย้งกันในตัว ... ให้อภัยแต่ก็ไม่ให้อภัย
         
 เพราะการให้อภัยแต่ไม่ลืมก็เหมือนกับไม่ได้ให้อภัยนั่นแหละ

          
คล้ายจะบอกว่า “ ฉันให้ของชิ้นนี้แก่คุณ ... แต่เก็บมันไว้ที่ฉันนะ ”
          
แต่ใครจะลืมลง ยิ่งเจ็บปวดมากยิ่งจำไปนานเท่านาน ? หลายคนคงจะแย้ง
          ก็อย่างที่บอกในตอนต้นว่า คนเราจะตัดขาดจากอดีตไม่ได้ ก็จริง แต่เราเลือกอดีตได้
          เรา “ ลืม ” อดีตไม่ได้ แต่เรา “ เลือกจำ ” อดีตได้
          การให้อภัยจึงไม่ใช่การ “ ลืม ” สิ่งที่เกิดขึ้น แต่เป็นการเลือกจะ “ ไม่จดจำ ” มัน
          
ในเมื่อเรามีอิสระที่เลือกความทรงจำในอดีตมาคิดมาทบทวนตามที่เราต้องการได้ เราก็มีสิทธิ์จะไม่เลือกสิ่งที่เราไม่อยากจะจดจำได้เช่นกัน
          นั่นคือการลืม
          
ความทรงจำที่เจ็บปวดจะวกเวียนกลับมาครั้งแล้วครั้งเล่า แต่เราไม่ปล่อยใจให้คิดตาม ... ไม่ช้ามันก็จะเลือนลางไปในที่สุด
          
ตราบใดที่ยังเก็บความทรงจำความผิดที่เกิดขึ้นไว้ ถึงจะรักกันปานจะกินจะกลืน ก็คงไม่สนิทใจได้เหมือนเดิม
          เพราะมันจะเฝ้าหลอกหลอนความสัมพันธ์ทุกอย่างที่มีต่อกัน แม้แต่ที่ลึกซึ้งที่สุด
          ไม่ต่างกับกินอาหารที่แสนจะเอร็ดอร่อยขณะปวดฟันอยู่ อย่างไรอย่างนั้น •

 

 



-TOP-