ุกครั้งที่เห็นความพยายามรณรงค์ป้องกันโรคเอดส์ ผมอดรู้สึกหดหู่ใจไม่ได้
         มาตรการแต่ละอย่างที่เสนอ ล้วนแต่มุ่งแก้ปลายเหตุมากกว่าที่ต้นเหตุ
         
มีแต่การพูดการเตือนให้ป้องกันตัวด้วยการใช้ถุงยางอนามัยเมื่อมีเพศสัมพันธ์
         แต่ไม่เคยมีการแนะการสอนให้หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ที่ผิดๆ ซึ่งนอกจากจะผิดศีลธรรมและขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีงามแล้ว ยังเป็นต้นเหตุให้เกิดโรคเกิดภัยอีกด้วย
         จนทำให้ดูเหมือนว่า ต้นเหตุการแพร่ระบาดของเอดส์อยู่ที่การไม่รู้จักใช้ถุงยางอนามัยมาก
         กว่าอยู่ที่การทำผิดศีลผิดข้อห้ามเกี่ยวกับเรื่องเพศ
         คนเลยมองดูว่าความชั่วอยู่ที่ติดเอดส์ และไม่ได้ฉุกคิดว่ามันอยู่ที่การใช้เพศในทางที่ผิด
         
จึงไม่แปลกที่คนทุกวันนี้ดูจะกลัวติดเอดส์มากกว่าจะผิดศีลธรรม
         
แนวทางการป้องกันโรคเอดส์แบบนี้ เป็นการสร้างทัศนคติขึ้นมาทีละเล็กทีละน้อยในสังคมทุกวันนี้ว่า เพศสัมพันธ์ไมว่ารูปแบบใดเป็นเรื่องธรรมดา แต่เอดส์ต่างหากเป็นเรื่องร้ายแรงที่ต้องให้ความสนใจและสร้างมาตรการต่อสู้ป้องกัน
         เห็นได้จากการรณรงค์ป้องกันโรคเอดส์บางจังหวัดทางภาคเหนือ ที่เป็นข่าวเป็นคราวเมื่อเร็วๆ นี้
         มีการเสนอให้ผู้บริหารโรงเรียนและสถาบันการศึกษาเตือนนักเรียน - นักศึกษา ถึงการมีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัย
         พร้อมทั้งยืนยันว่า สังคมเรามาถึงจุดเปลี่ยนแปลงและต้องยอมรับการมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงานในระหว่างเยาวชนและวัยรุ่น เพื่อจะได้ช่วยพวกเขาจากเอดส์
         ราวกับจะพูดเป็นนัยว่า การมีเพศสัมพันธ์ของเด็กและวัยรุ่นเป็นเรื่องธรรมดา แต่การเสี่ยงต่อการติดเอดส์เป็นเรื่องคอขาดบาดตายที่ต้องวิตกกังวล

         การแก้ปัญหาแบบสุกเอาเผากิน แทนที่จะช่วยแก้ปัญหา กลับสร้างปัญหาที่ใหญ่กว่านั้นอีก
         
แก้ปัญหาเอดส์ด้วยการใช้ถุงยางอนามัย แต่กลับทำให้ศีลธรรมเสื่อม
         และยิ่งถ้าเป็นการมุ่งแก้ปัญหาที่ปลายเหตุอย่างเดียวก็กลายเป็นการมองข้ามต้นเหตุหรือไม่ก็เป็นการยอมรับต้นเหตุไปโดยปริยาย
         เอดส์นอกจากจะเป็นโรคร้ายที่น่าหวาดกลัวแล้ว ยังเป็นตัวดัชนีบอกความเสื่อมของจิตใจคนอีกด้วย
         
เพศที่เคยเป็นสิ่งมีศักดิ์ศรีและบทบาทควรยกย่อง กลับถูกมองจากแง่การบริโภคเพียงอย่างเดียว
         ก็เลยกลายเป็นสิ่งที่ซื้อขายแลกเปลี่ยนกันได้ ไม่ผิดกับหมูเห็ดเป็ดไก่หรืออาภรณ์เครื่องใช้ไม้สอย
         นึกอยากจะบริโภคก็ว่ากันไป โดยไม่คำนึงถึงวัย ความพร้อม ความถูกต้อง กาลเทศะ กฎเกณฑ์ข้อห้าม
         ยิ่งบริโภคก็ยิ่งหมกมุ่น จนกลายเป็นสิ่งจำเป็นที่ขาดไม่ได้
         แล้วก็เอามาเป็นตัววัดความสัมพันธ์ แม้กระทั่งความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยา จนหลายครั้งไปบดบังความรักและการมอบตนในชีวิตแต่งงานไปจนหมดสิ้น

         เคยมีการสัมมนาครั้งหนึ่งที่พูดถึงการใช้ธรรมะเพื่อป้องกันเอดส์ แต่ก็เห็นเป็นข่าวอยู่ครั้งแรกและครั้งเดียว
         ทั้งๆ ที่เป็นการแก้ปัญหาได้ตรงประเด็นกว่าหมด
         แม้จะเป็นวิธีที่ไม่ได้ผลทันตาเห็น แต่ก็มีประสิทธิภาพ เพราะไม่เพียงป้องกันเอดส์เท่านั้น ทว่ารักษาไว้ซึ่งศีลธรรมอันดีงาม อันเป็นคุณค่าสูงส่งกว่าโรคภัยไข้เจ็บเป็นไหนๆ
         การปลูกฝังศีลธรรมและคุณค่าของเพศ จึงเป็นความเร่งด่วนเพื่อปกป้องและรักษาเด็ก - เยาวชนของชาติให้พ้นจากเอดส์

         มันจะมีประโยชน์อะไรที่จะพ้นเอดส์ แต่ก็ไร้ซึ่งศีลธรรมและวัฒนธรรมอันดีงาม ?•


 

 



-TOP-