เป็นเรื่องธรรมดาของรถเมล์
          คนขึ้นคนลง  หลายเป้าหมายหลากประเภท
          จะลำบากสำหรับคนอายุมาก  ก็เป็นเรื่องธรรมดาของรถสาธารณะ
          เจอคนมีน้ำใจ ลุกให้ที่นั่งก็ถือว่าโชคดีออมแรงได้อีกนิด
          อย่างน้อยนับวัยกันตอนนี้  ก็ถือว่ามากโขแล้ว
          แต่ถ้าเจอแบบทำหลับ  หรือเหมือนกับสนใจนอกรถ...แบบใจจดใจจ่อ
          ก็คงต้องเปลืองแรงยึดตัวให้อยู่ครบสามสิบสอง
          ส่วนเรื่องหญิง-ชาย  ที่ไม่รู้จักมักจี่  คงไม่ต้องพูดถึง
          ที่ชายจะลุกให้หญิงนั่ง คงต้องย้อนเวลากลับไปหลายชั่วคน
          ไหนๆ ก็สิทธิเท่าเทียมกัน...น่าจะแข็งแรงพอกัน
          และถ้าจะมีชายลุกให้ หญิงก็คงต้องคิดหนัก  เพราะมันไม่ธรรมดา
          ในเมื่อเป็นรถของประชาชน  ทุกคนก็มีสิทธิใช้บริการ
          ต่างทั้งวัย  ต่างทั้งพื้นเพ  ต่างทั้งสัญชาติ ต่างทั้งประเภท
          ต่างทั้งเป้าหมาย..บ้างขึ้นมา  ก็อยู่เงียบๆ อ่านหนังสือดูเอกสาร
          บ้างขึ้นมา  ก็คุยกันต่อสนุกสนาน เหมือนทั้งคันมีแค่สองคนบ้างขึ้นมา  ก็เริ่มต่อสาย            พูดคุยโทรศัพท์เหมือนอยู่ตู้สาธารณะ
          บ้างขึ้นมา  ก็จับมือถือแขน  ตาซึ้งจดจ้อง ยิ้มหวาน
          บ้างขึ้นมา ก็เสียบหูฟัง  เคาะมือ  กระดิกเท้าไปตามจังหวะ
          จู่ๆ ก็มีเสียงชายหญิงทะเลาะกันดังมาจากกลางรถ
          จนหลายคนต้องหันมองไปทางต้นเสียง  สีหน้าเรียบเฉย
          เป็นการบอกโดยนัย  ทำนองว่าเกินความเหมะสมไปแล้ว
          มันน่าจะเป็นเรื่องส่วนตัวของสองคน  ที่คนอื่นไม่ต้องมารับรู้ เสียงผู้หญิงเงียบไป  แต่เสียงผู้ชายยังคงดังขึ้นเรื่อยๆ  ส่ออารมณ์ดุดัน
          “ขอโทษ” เสียงผู้หญิงดังมาด้านหน้ารถ
          เสียงเล็กๆแต่เด็ดขาด จนเสียงผู้ชายอารมณ์ร้ายต้องชะงัก
          “มีเด็กอยู่ด้วยนะ...”
          เสียงเดียวกันพูดต่อ น้ำเสียงปกป้องและเรียกร้องเวลาเดียวกัน
          ตามด้วยเสียงพึมพำของหลายคนในรถ  อย่างเห็นด้วยโดยพร้อมเพรียง
          มันเป็นเสียงเตือนบอกให้ผู้ใหญ่รับรู้ในหน้าที่
          เด็กควรได้รับการปกป้องจากสิ่งที่วัยเขาไม่ควรรับรู้
          การทะเลาะ ความรุนแรง อารมณ์ฉุนเฉียว  คำพูดเกรี้ยวกราด....
          เด็กควรได้รับการปกป้องจากสิ่งที่วัยเขาไม่ควรพบเห็น
          ความขัดแย้ง  อาฆาตพยาบาท กล่าวร้ายป้ายสี เกลียดชัง...
          มันเป็นเสียงร้องเรียกสิทธิให้เด็ก
          เด็กมีสิทธิ์จะเห็นตัวอย่างดีงาม  สร้างสรรค์  ให้แรงบันดาลใจ...ของพ่อแม่ ญาติพี่น้อง  ครูอาจารย์ คนรอบข้าง
          เด็กมีสิทธิ์อยู่ในสังคมปลอดภัย  ทุกคนรู้ในสิทธิและหน้าที่
          เริ่มจากที่บ้าน  โรงเรียน  สถานหย่อนใจ  ถนนหนทาง
          เด็กมีสิทธิ์ในธรรมชาติที่งดงาม  สิ่งแวดล้อมสะอาด
          ไม่มีการยึดครอง  จับจองสิทธิ์  หรือถูกทำลาย  เพราะเอาแต่ประโยชน์
          เด็กมีสิทธิ์ในความรักและความอบอุ่น
          จนรู้สึกเกิดมาโชคดี  คุ้มค่า ชีวิตประเสริฐ
          เด็กมีสิทธิ์ในการเข้าถึงองค์ความดีผู้ยิ่งใหญ่
          ให้รู้สึกอบอุ่น  มั่นใจ  ยึดเหนี่ยวได้ตลอดเวลา...

          “มีเด็กอยู่ด้วยนะ...” น่าจะเป็นคำพูดของคุณพ่อคุณแม่
          คอยเตือนกันและกันให้รักและทะนุถนอมลูก...ดั่งแก้วตา
          “มีเด็กอยู่ด้วยนะ...” น่าจะเป็นคำพูดของครูอาจารย์
          คอยเตือนตนถึงจรรยาบรรณแห่งการเป็นแม่พิมพ์ของชาติ
          “มีเด็กอยู่ด้วยนะ...” น่าจะเป็นคำพูดของคนดูแลสถานหย่อนใจคอยเตือนเจ้าของสถานที่และคนเข้าออกให้ปกป้องความไร้เดียงสาของเด็ก
          “มีเด็กอยู่ด้วยนะ...”น่าจะเป็นคำพูดของคนในธุรกิจบันเทิง
คอนเตือนตนให้หลีกเลี่ยงสิ่งทำลายจิตใจอันละเอียดอ่อนของเด็ก
          “มีเด็กอยู่ด้วยนะ...” น่าจะเป็นคำพูดของคนผลิตสื่อมวลชน
คอยเตือนกันให้ผลิตแต่สิ่งสร้างสรรค์ มากกว่าจะบ่อนลำจิตใจเด็ก...
          “มีเด็กอยู่ด้วยนะ...” น่าจะเป็นคำพูดของคนผลิตสื่อมวลชน
คอยเตือนกันให้ผลิตแต่สิ่งสร้างสรรค์ มากกว่าจะบ่อนทำลายจิตใจเด็ก...
          “มีเด็กอยู่ด้วยนะ...” ก็คือ มีอนาคตของชาติอยู่ด้วยนะ...
          “มีเด็กอยู่ด้วยนะ...” ก็คือ  มีพระเจ้า ผู้ทรงรักเด็กอยู่ด้วยนะ...นั่นเอง •

 

 



-TOP-