ผมดูรายการโทรทัศน์ค่ำนั้น แล้วอดรู้สึกหดหู่ใจไม่ได้
           แม้จะดึกหน่อย แต่ก็ต้องดูจนจบรายการ
           หญิงสาวคนหนึ่ง ออกรายการให้สัมภาษณ์ทุกอย่างจากชีวิตจริงที่เจ็บปวด
           เธอใส่หมวกปิดหน้านั่งอยู่ในเงามืดขณะที่พรั่งพรูเนื่องราวของเธอออกมา ทีละตอน
           น้ำเสียงหนักแน่น แม้จะแทรกด้วยเสียงสะอื้นเป็นครั้งคราวเพียงสั้นๆ
           มันเป็นเรื่องของคำว่า “รัก” ที่ไม่ได้มีความหมายอย่างที่ควรเป็น
           เพราะมันถูกใช้เพียงเพื่อหลอกล่อให้ตายใจ ก่อนจะกอบโกยผลประโยชน์
           ชายที่เธอรักและฝากชีวิตไว้ กลับคิดไม่ซื่อกับเธอ

           พาเพื่อนชายห้าคนมาข่มขืนเธอ ในห้อง ในบ้าน...โดยที่เขารับรู้เป็นใจ
           แล้วหวนไปเก็บเงิน เหมือนเธอเป็นสินค้าชิ้นหนึ่ง...จะซื้อจะขายตามใจชอบ
           แถมยังบอกเธอหน้าตาเฉยว่า “ต่อไปนี้ ให้เป็นแค่เป็นเพื่อน...”
           ราวกับว่า “เพื่อน” กับ “คนรัก” ไม่แตกต่างกันเลย
           ซึ่งหากเธอรู้ว่าจะต้องลงเอยอย่างนี้ เธอคงไม่คิดจะมากินอยู่ร่วมชีวิตกับเขา เธอคงไม่ไว้ใจเขาถึงขนาดนี้ เธอคงไม่หลงเชื่อเขาถึงขนาดพูดเข้าข้างเขาทุกอย่าง แก้ตัวแทนเขาตลอด
           และนั่นคือหน้าหนึ่งของหนังสือที่ชื่อ “ความรัก”...ซึ่งแปดเปื้อน แสนสกปรก

           มันเป็นประวัติศาสตร์ที่ซ้ำรอยครั้งแล้วครั้งเล่า
           หากมันเป็นการกระทำของใครบางคนที่ไม่เคยรู้จักมักจี่
           หรือแม้คนรู้จัก
           มันก็ยังไม่เจ็บปวดรวดร้าวนัก...
           แต่นี่ คนที่รักกัน... ย่อมจะ เจ็บปวดสาหัสทั้งกาย ทั้งจิตใจ
           กับคนที่รัก ใครบ้างจะระวังตัว
           กับคนที่รัก ใครบ้างจะต้องคอยคิดป้องกันตน
           กับคนที่รัก ใครบ้างจะสงสัยเคลือบแคลง
           กับคนที่รัก ใครบ้างจะต้องคิดหน้าคิดหลัง
           กับคนที่รัก ใครบ้างจะกล้าโต้ตอบ

           คนเราจะอ่อนแอที่สุด ก็กับคนที่เรารักนั่นแหละ
           เมื่อรัก กลไกแห่งการป้องกันทุกอย่างถูกทิ้งไปจนหมดสิ้น
           ไร้แม้กระทั่งแรงจะต้านทาน ขัดขืน
           ดังนั้น หากคิดจะรัก ต้องรักจริงกันทั้งสองฝ่าย... เพราะหากรักเพียงฝ่ายเดียว ฝ่ายที่รักนั่นแหละเปราะบาง เจ็บปวดได้ทุกเมื่อ
           ยิ่งเดี๋ยวนี้ที่คนมักจะแยกสิ่งที่เคยรวมกันโดยธรรมชาติด้วยแล้ว
           แยกมนุษย์จากพระ
           แยกร่างกายจากจิตใจ
           แยกศักดิ์ศรีจากการเป็นมนุษย์
           แยกจรรยาบรรณจากอาชีพการงาน
           แยกความผิด-ถูกจากจริยธรรม
           แยกความถูกต้องจากความดี
           แยกความรักจากการแต่งงาน
           แยกการเกิดจากความเป็นพ่อเป็นแม่
           แยกเพศจากความรัก
           แยกความสนุกจากความรับผิดชอบ...

           แล้วคนรุ่นหลังจะถืออะไรเป็นเกณฑ์มาตรฐาน... เพื่อตัดสิน เพื่อแยกแยะ เพื่อเลือก เพื่อปฏิบัติ เพื่อเป็นแนวทาง...ได้อีกเล่า?
           และสังคมยังจะต้องคอยรับรู้เรื่องราวที่น่ารันทดใจเหล่านี้ต่อไปอีกนานแค่ไหน?

           คิดแล้ว อดลำบากใจแทนคนเป็นพ่อเป็นแม่ไม่ได้
           เพียรพร่ำสอนลูกอย่าง คนรอบข้างสอนอีกอย่าง...จนเด็กต้องสับสน
           คนดีในสังคมคงจะปล่อยเลยตามเลยไม่ได้เสียแล้ว
           หากคิดว่าเป็นคนดีจริง นี่คือการท้าทายให้พิสูจน์ความดี...อย่างเลี่ยงไม่ได้ •

 



-TOP-