เมื่อต้องทำอะไรที่ไม่รักไม่ชอบ ก็ต้องฝืนใจ
โดยเฉพาะถ้ายังอยู่ในวัยเด็ก
ถือได้ว่าเป็นความทุกข์น้อยๆ ทีเดียว
ในวัยนั้น เหตุผลก็คงช่วยไม่ได้มาก
จะเห็นก็เฉพาะหน้า เดี๋ยวนั้น การกระทำอันนั้น
และหากเป็นเรื่องที่ต้องทำเป็นประจำ
มันก็กลายเป็นทุกข์ก่อนจะทำ ขณะกำลังทำ และหลังจากที่ทำแล้ว
แค่คิดว่าจะต้องทำ ก็หมดความสุขเอาดื้อๆ
เวลาทำก็ต้องฝืนทำแบบหืดขึ้นคอ พร้อมกับกังวลจะทำผิดทำถูก
ทำเสร็จก็ต้องทุกข์ใจรอผลที่ตามมา...การตำหนิ การลงโทษ

จนกลายเป็นความทรงจำที่ไม่มีวันลบเลือน
แม้จะเป็นอดีตแห่งวัยที่ผ่านพ้นมานานแสนนาน
อย่างที่เพื่อนของผมคนนี้มักคุยให้ฟังนับครั้งไม่ถ้วน
จนสามารถเห็นได้ในรายละเอียด...
ความทุกข์ ความเจ็บ ความเสียใจ ความกลัว ความท้อแท้
เมื่อพูดถึงวิชาคณิตศาสตร์ที่เขาถือเป็นยาขมแห่งวัยเด็กที่สดใส
วัยนั้น ใครก็อยากมาโรงเรียน
ไม่ใช่เพราะใฝ่รู้ แต่มีโอกาสพบเพื่อนๆ
ใช้ชีวิตสนุกสนาน เพลิดเพลิน ด้วยกัน
เพราะไหนๆ วัยนั้นการไปโรงเรียนเป็นเรื่องต้องบังคับอยู่แล้ว
เพื่อนๆ จึงเป็นตัวแปรที่ทำให้การต้องไปโรงเรียนไม่หนักหนาสาหัสเกินไป
เสียงระฆังปล่อยพักแต่ละครั้งจึงเป็นเหมือนเสียงสวรรค์ที่บันดาลให้ใจเริงร่าอย่างบอกไม่ถูก
แต่พอต้องเรียนวิชาคณิตศาสตร์ทีไร อาการหายใจไม่ทั่วท้องก็อุบัติขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
ยิ่งเรียนก็ยิ่งไม่เข้าใจ...จนรู้สึกเกลียดมันอย่างช่วยไม่ได้
เพราะการบ้านแต่ละครั้ง นอกจากจะคอยตอกย้ำความรู้สึกที่ว่าตนโง่แล้ว
ยังต้องเจ็บปวดเมื่อถูกครูลงโทษทุกครั้งไปอีกด้วย
ทั้งๆ ที่สัญชาติญาณแห่งการเอาตัวรอดบอกให้เขาเขียนเลขอะไรก็ได้ไว้ในคำตอบ
อย่างไรเสียให้มีคำตอบไว้ก่อน ผิดถูกนั้นอีกเรื่อง...
คุยเรื่องนี้ทีไร ก็อดขำกันไม่ได้...เด็กหนอเด็ก
กระนั้นก็ดี พฤติกรรมประเภทนี้มีให้เห็นกันทั่วไปในสังคมยุคนี้
ยุคที่มีคำตอบสำหรับทุกเรื่อง...
ชีวิต ความสัมพันธ์ มิตรภาพ ความรัก เพศ จริยธรรม...
สื่อมวลชนแต่ละประเภทชงคำตอบให้พร้อมสรรพ
ทว่า คำตอบจะถูกต้องตามโจทย์แต่ละอันหรือไม่
นั่นเป็นอีกเรื่อง
เพราะเป็นคำตอบที่นั่งเทียนเขียนไปตามที่รู้สึก
และกระแสนิยมมากกว่าหลักการ

เหมือนเพื่อนที่เขียนตัวเลขในคำตอบ... อย่างไรอย่างนั้น
ที่แน่ๆ คำตอบแต่ละอย่างล้วนแต่จะเอาใจคนถามเป็นหลัก
เหมือนจะสนับสนุนสิ่งที่ต้องการจะทำอยู่แล้ว
ทำให้เกิดความเชื่อมั่นในสิ่งที่สงสัย
ทำให้เกิดความมั่นใจในสิ่งที่กำลังลังเล
ทำให้กล้าที่จะทำในสิ่งที่รู้สึกสองจิตสองใจ
เพราะนี่คือกฏของหมูไปไก่มา
หากคนบริโภคติดตามซื้อหา ผู้ผลิตก็มีสิทธิ์เพิ่มจำนวนขาย
โดยไม่คำนึงถึงความถูกต้อง จรรยาบรรณ ความสัตย์จริง
เวลาเดียวกัน คนที่ไม่ได้ถามก็พลอยได้ประโยชน์ไปด้วย
นอกจากจะเป็นการยืนยันในสิ่งที่อยากจะทำอยู่แล้ว
ยังเป็นการบอกเป็นนัยให้รู้ว่าคนอื่นก็ทำเหมือนกัน
แล้วก็เข้าทางหลักปฏิบัติที่มักจะยึดถือกัน
ถ้าคนอื่นทำได้ ฉันก็ทำได้
ถ้าใครๆ ก็ทำกันทั้งนั้น ก็ไม่น่าจะผิดนะ...
ตราบใดที่คนยังตั้งคำถามเพียงเพื่อต้องการยืนยันสิ่งที่ตนคิด
คำตอบที่เข้าทาง ถือว่าถูกต้อง เชื่อถือได้
แต่หากเป็นคำตอบที่ขัดแย้งกับสิ่งที่ตั้งใจไว้
ก็มักจะถือว่าคนตอบไม่รู้เรื่อง ขาดประสบการณ์ ไร้ทักษะ...
จริงๆ แล้ว คนถามไม่ต้องการคำตอบ เพราะมีไว้พร้อมก่อนถามแล้ว
แต่ที่ต้องการคือ การเห็นพ้องด้วย...เท่านั้นเอง
ในสถานการณ์เช่นนี้ คงต้องแยกแยะคำตอบ “สำเร็จรูป” กันให้ดี
หากต้องการจะยืนหยัดในความถูกต้อง...สำหรับทุกประเด็น •

 

 



-TOP-