เยาวชน
................................................................................................................................................................................................................................................................................................

เทคโนโลยีการสื่อสารพัฒนาไปสุดกู่
ทั้งในเนื้อหาสาระ ทั้งในอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือ
ทำให้ความรู้ข้อมูลข่าวสารแพร่กระจายไปอย่างไร้ขอบเขต
ทะลักเข้ามาในชีวิตของเราท่านแทบตั้งตัวไม่ติด
แต่ละวันตั้งแต่ตื่นกระทั่งหลับนอน
พลอยทำให้โครงสร้างห้องเรียนในรูปแบบเก่า
ต้องขยับขยายเปิดประตูเปิดหน้าต่างรื้อฝาห้องออก
ที่เคยแบ่งการศึกษาเป็นในระบบและนอกระบบ
คงต้องเปลี่ยนมาเป็น “การเรียนรู้” ต่อเนื่อง
ทั้งในสถานการศึกษาทั้งนอกสถานการศึกษา
ทั้งในวันเวลาเรียนทั้งในวันเวลาหยุดเรียน
กลายเป็นการเรียนรู้ตลอดเวลาตลอดชีวิต

ในเมื่อ “ตลาด” วิชาความรู้กว้างใหญ่
ที่สถานการศึกษาผูกขาดมาโดยตลอด
จึงกลายเป็นการเรียนรู้อิสระไร้ขอบเขตจำกัด
ที่หนังสือตำราเรียนเคยเป็นแหล่งความรู้เพียงแห่งเดียว
กลายเป็นตลาดความรู้เปิดกว้างหลากหลาย
ที่ครูเคยเป็นผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาแต่ผู้เดียว
กลายเป็นการเรียนรู้โดยไม่ต้องพึ่งพาอาจารย์
สถานการณ์การเรียนรู้จึงเปลี่ยนไป
ในเมื่อ “ตัวเลือก” มีมากจนตัดสินใจไม่ถูก
ตัวแปรจึงขึ้นอยู่กับความน่าสนใจน่าเชื่อถือน่าเรียนรู้มากกว่า
วิธีการเรียนการสอนในห้องเรียนคงต้องเปลี่ยนไป
แรงกดดันที่เคยมีต่อตัวนักเรียน
โดยมีผลสำฤทธิ์และหลักประกันความสำเร็จเป็นเงื่อนไข
โดยไม่นำพาว่านักเรียนมีความสุขกับการเรียนรู้หรือไม่
ส่งผลให้เด็กไทยเล่าเรียนด้วยความทุกข์มากกว่ายินดี
พลอยทำให้ผลการเรียนไปไม่ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้
เพราะคนเราทำอะไรด้วยความทุกข์ความจำใจ
ประสิทธิ์ผลสู้ที่ทำด้วยความสุขความชอบไม่ได้
ครูซึ่งเคยถือว่าเป็น “ของตาย” สำหรับการเรียนรู้
ถึงอย่างไรนักเรียนก็ต้องมาเรียนกับครูอยู่ดี
สอนอย่างไรเด็กก็ต้องเรียนวันยังค่ำ
“คะแนน” อยู่ในมือซะอย่าง
คงต้องเปลี่ยนทัศนคติเปลี่ยนท่าทีเสียใหม่
เพราะนอกจากประสิทธิ์ประสาทวิชาแล้ว
ยังต้องคำนึงถึงวิธีการถ่ายทอดความรู้
ยังต้องสร้างแรงบันดาลใจให้เห็นในคุณค่าแต่ละวิชา
ยังต้องกระตุ้นต่อมความอยากเรียนอยากรู้
ยังต้องทำให้นักเรียนมีความสุขสนุกกับการเล่าเรียน
จนไม่ต้องทำใจแต่ละเช้าที่ “ต้อง” มาโรงเรียนแบบก่อน

หากการเรียนการสอนไม่อยู่แค่ให้นักเรียนได้ความรู้
แต่เป็นการสอนให้นักเรียน “รู้จักเรียนรู้” ด้วย
สมองของนักเรียนก็จะเปิดกว้าง
พร้อมและอยากจะเรียนรู้อย่างไม่จบสิ้น
ทั้งในห้องเรียน ทั้งนอกห้องเรียน
ทั้งในหลักสูตร ทั้งนอกหลักสูตร
ทั้งในภาคบังคับทั้งนอกเหนือไปจากนั้น
ทั้งในวัยเรียนวัยศึกษาทั้งตลอดชีพ
เพราะครูไม่เพียงแต่คอย “แจกปลา” ให้นักเรียนกิน
แต่ “สอนวิธีหาปลา” ให้นักเรียนมีปลากินไม่มีวันหมด
เพราะในความเป็นจริงแล้ว
แก่นของการสอนเรียนแบบนี้
อยู่ในวิธีการทำให้เกิดความ “อยากเรียนอยากรู้”
กระทั่งกลายเป็น “โรคติดต่อ” ชนิดหนึ่ง
แพร่จากครูไปถึงเด็กนักเรียนแต่ละคน...นั่นเอง •