[หน้าหลัก]

 

3 ตาร็อกกี (เกมชนิดหนึ่ง) ในบ้านเณร

 

 

อย่างกับสัตว์สีดำเดินผ่านไป
       วันเวลาในบ้านเณร  ดูจะผ่านไปเหมือนๆ กับทุกวัน  ซึ่งพ่อจะขอแนะนำบุคคลและชีวิตในแต่ละวันก่อน  แล้วจึงจะเล่าเหตุการณ์บางอย่างให้ฟัง ก่อนอื่นหมดพ่อรักบรรดาผู้ใหญ่มาก ท่านติดต่อกับพ่อแบบน่ารัก แต่ก็ยังไม่เป็นที่พอใจของพ่อนัก  เพราะอธิการและผู้ใหญ่อื่นๆ จะมาเยี่ยมพวกเณรเฉพาะเมื่อเริ่มวันหยุดและเมื่อต้องจากไปเท่านั้น นอกจากนี้แล้วไม่มีใครไปพูดกับพวกเขา  เว้นแต่เมื่อถูกเอ็ดอย่างดีก็มีคนหนึ่งผลัดกันมาดูแลเราระหว่างอาหารและเวลาไปเที่ยว  “การติดต่อ” ของเรากับผู้ใหญ่ก็มีแค่นี้เท่านั้น  หลายครั้งพ่ออยากพูดกับพวกท่านเมื่อมีข้อสงสัยเพื่อขอคำปรึกษา แต่พ่อก็ไม่รู้ว่าจะไปขอคำอธิบายจากใคร
       ถ้ามีผู้ใหญ่บางคนเดินผ่านพวกเณร  พวกเขาจะสลายตัวหลบไปโดยเร็ว  อย่างกับเห็นมีสัตว์ตัวดำที่น่าเกลียดน่ากลัวผ่านมา  ฉะนั้นทั้งหมดที่เล่ามานี้ทำให้พ่ออยากที่จะใช้เวลาให้หมดไปโดยเร็วพ่ออยากเป็นพระสงฆ์เร็วที่สุด  เพื่อดำเนินชีวิตอีกแบบหนึ่ง  คืออยู่ท่ามกลางเด็กๆ เฝ้าดูแลพวกเขา  และทำให้เขารู้สึกว่าพ่อเป็นเพื่อนของพวกเขาจริงๆ

วิธีประหลาด เพื่อรับศีลมหาสนิท
       คราวนี้มาถึงเรื่องของเพื่อนๆ โดยถือตามคำของคุณแม่  พ่อได้เลือกเฉพาะบุคคลที่รักแม่พระคนที่ขยันเรียนและเป็นตัวอย่างดีเมื่ออยู่ในวัด  พ่อจำเป็นต้องเรียนรู้บรรยากาศในสามเณราลัย พร้อมๆ กับรู้จักเณรที่ดำเนินชีวิตบริสุทธิ์ เพราะยังมีอันตรายอยู่หลายประการ  เยาวชนที่เข้ามาในบ้านเณร โดยไม่มีความคิดเกี่ยวกับกระแสเรียก  ไม่มีจิตใจพร้อมและขาดน้ำใจดีก็มีอยู่มาก  และในบ้านเณรนี้เองที่พ่อได้ยินการสนทนาไม่ดี  และได้ประสบพบเห็นหนังสือผิดศีลธรรมและขัดสู้กับศาสนา แต่ถูกห้ามจากพวกตัวการมิให้พูดในระหว่างการประเมินผล ชนิดที่เป็นอันตราย  ถ้าสืบทราบว่าใครมีคนนั้นก็จะถูกไล่ออก  หรือไม่ก็เป็นพวกเขาที่ขอลาออกเอง แต่เนื่องจากในระหว่างที่อยู่บ้านเณรได้ไม่กี่เดือน  พอดีมีโรคอหิวาห์ระบาด  จึงจำต้องติดต่อทั้งคนดีและไม่ดี  แต่พ่อก็ได้พยายามหลีกเลี่ยงอันตรายนี้ โดยเลือกเด็กที่ดีที่สุดเป็นเพื่อน คือ กูเยลโม, ยวงจาโกเมล ดี อาวีลยามา,และหลุยส์ โกมอลโล เพื่อนทั้ง 3 นี้เป็นดังสมบัติที่ประเสริฐของพ่อ
        ชีวิตนักบวชเคร่งครัดมาก ทุกเช้ามีมิสซา รำพึง และสวดสายประคำ ระหว่างอาหารจะถือความเงียบ โดยฟังการอ่านหนังสือที่เกี่ยวกับ  “ประวัติพระศาสนจักร” ของแบร์กาสเตล แก้บาปทุก 10 วัน คนที่อยากแก้บาปจะแก้ได้ทุกวันเสาร์
       การรับศีลมหาสนิท  รับได้เฉพาะวันอาทิตย์และวันฉลองอื่นๆ เท่านั้น  ถ้าใครอยากรับศีลมหาสนิทระหว่างสัปดาห์ต้องยอมผิดต่อความนบนอบ  โดยขณะที่คนอื่นๆ ลงไปทานอาหารเช้า  เขาจะต้องแอบๆ เข้าไปในวัดนักบุญฟิลิป  เมื่อรับศีลแล้วจึงออกมาร่วมกับคนอื่นได้  ในขณะที่พวกเขาเข้าไปเรียน  หรืออยู่ในห้องเรียนพิเศษ การกระทำผิดต่อวินัยเช่นนี้เป็นที่รู้กันดีในระหว่างผู้ใหญ่  ซึ่งก็มิได้ว่าอะไรจึงเป็นการผ่อนผันให้โดยปริยายนั่นเอง
       โดยใช้ระบบแปลกประหลาดนี้  พ่อจึงสามารถรับศีลได้หลายครั้ง  และพ่อสามารถบอกได้ว่าศีลมหาสนิทนี้เองเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงกระแสเรียกของพ่อได้ดีที่สุด
       เรื่องปลีกย่อยแง่ลบเหล่านี้  พ่อถือเป็นแค่เรื่องของสมัยนั้น  เพราะบัดนี้อัครสังฆราช  กาสตัลดี ก็ได้ยกเลิกไปแล้ว  ทุกวันนี้เณรที่เตรียมตัวอย่างดีก็สามารถรับศีลมหาสนิทได้ทุกวัน  แต่หลายคนในพวกเขาก็ติดไพ่บางชนิดกันงอมแงม การเล่นที่นิยมทั่วไปในยามว่างก็คือ “บารา รอตตา”  ทีแรกพ่อชอบเล่นจนเกือบจะเป็นบ้าแต่เมื่อมาคิดว่ามันเป็นการเล่นที่คล้ายคลึงกับการแสดงกายกรรมมากพ่อจึงตัดสินใจเลิกเล่น
       ในบางโอกาสมีอนุญาตให้เล่นตาร็อกกี (เกมบางชนิด คล้ายไพ่)  ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นเกมโปรดปรานของพ่อ  แต่เกมนี้ก็มีทั้งสนุกสนานและขมขื่นในเวลาเดียวกัน  พ่อไม่ใช่นักเล่นเกมนี้ที่เก่งกาจอะไร  แต่พ่อก็สามารถเอาชนะได้เกือบทุกครั้ง  เมื่อจบเกมทีไร  พ่อมักได้เงินเต็มกำมือ แต่เมื่อเห็นเพื่อนหน้าเศร้าเพราะเล่นเสีย พ่อจึงกลับเศร้ามากกว่าพวกเขาเสียอีก และเนื่องจากเกมนี้ต้องใช้ความตั้งใจจดจ่ออยู่ที่กระดาษ ดังนั้นไม่ว่าเป็นเวลาเรียนหรือเวลาสวด  เจ้าตัวไพ่ต่างๆ จึงมักมาวนเวียนอยู่ในหัวของพ่อเสมอ  ด้วยเหตุนี้ กลางปีปรัชญาปีที่ 2 พ่อจึงเลิกเล่นมันอย่างเด็ดขาด
       เมื่อมีเวลาว่างยาวนาน  เรามักนัดกันไปเที่ยวในป่ารอบๆ เมืองกีเอรี เพราะการท่องเที่ยวเช่นนี้มีประโยชน์สำหรับการเรียนด้วย  เพราะเป็นโอกาสที่จะแข่งขันถาม-ตอบเกี่ยวกับวิชาที่เรียนได้ทุกอย่าง
แม้แต่ภายในบ้านเณร  เมื่อฝนตกหรืออากาศไม่ดี  เรามักประชุมกันในห้องอาหาร  จัดการ “เรียนแบบโต๊ะกลม” ให้ มีการถกเถียงเรื่องราวต่างๆ ทั้งที่เกี่ยวกับการเรียนและที่ไม่เกี่ยวกับการเรียน โดยมีพ่อเป็นประธานและผู้ตัดสินที่ยุติธรรมที่สุดนับเป็นกิจกรรมที่มีความสนุกสนานและให้ประโยชน์ด้านการศึกษา  จิตใจและสุขภาพด้วย คำถามที่น่าสนใจที่สุดเป็นของหลุยส์  โกมอลโลเสมอ ทั้งที่เขาเข้าบ้านเณรทีหลังพ่อ 1 ปี นอกนั้นโดเมนิโก  เปเรตตี  ซึ่งภายหลังได้กลับเป็นพ่อเจ้าวัดที่บุตตีเยราก็แสดงวาทศิลป์ได้ราวกับเป็นนักพูดคนหนึ่ง  เขาพร้อมเสมอที่จะตอบคำถามในทุกปัญหา  ส่วนการียาโนพูดน้อยแต่ฟังอย่างตั้งใจ ก็รู้จักเพิ่มคำต่างๆ ที่ชวนให้คิดตริตรองได้อย่างเหมาะสม  ซึ่งในการสนทนากัน  พวกเราได้นำหัวข้อและความรู้ต่างๆ ทางวิทยาศาสตร์มาพูดกันได้อย่างมันปาก  แม้ไม่มีใครอยู่ในชั้นศึกษาและรู้ลึกซึ้งก็ตามทั้งนี้เพราะก่อนหน้านั้นเราได้แบ่งงานกันทำโดยให้แต่ละคนได้ในศึกษามาคนละหนึ่งหัวข้อแล้วนำผลของการค้นคว้ามาถ่ายทอดให้กับเพื่อน ๆ ฟังในโอกาสที่เรียนแบบโต๊ะกลมนี้นั่นเอง

หลุยส์ เป็นผู้ดึงแขน
       การหย่อนใจของพ่อต้องหยุดชะงักหลายครั้ง  เพราะหลุยส์ เมื่อเขาดึงแขนของพ่อ และชวนให้พ่อตามเขาเข้าไปในวัด แล้วให้พ่อสวด เฝ้าศีลมหาสนิท  ภาวนาสำหรับคนเข้าตรีทูต  สวดสายประคำบททำวัตรของแม่พระและเพื่อวิญญาณในไฟชำระ
       นับเป็นโชคใหญ่หลวงสำหรับพ่อ  ที่ได้เด็กน่าพิศวงนี้มาเป็นเพื่อน  เขารู้จักเลือกเวลาเหมาะเพื่อตักเตือนบอกความบกพร่องและพูดให้กำลังใจแก่พ่อ  เขาทำทุกอย่างด้วยความสุภาพและด้วยความรักจนพ่อเองที่พลอยรู้สึกพอใจที่เขาเรียกพ่อให้ไปเข้าวัด
       เราเป็นเพื่อนรักกันมาก  พ่อพยายามที่จะเลียนแบบจากเขา  แต่พ่ออยู่ห่างจากเขาเป็นกิโลเมตรก็ว่าได้  อย่างไรก็ตามที่พ่อมิได้เสียไปเพราะเพื่อนไม่ดี  แล้วก็มีความมานะในกระแสเรียกจนถึงที่สุดได้ก็เพราะเขานี่เองที่พ่อต้องขอบคุณ สิ่งหนึ่งที่พ่อเองไม่กล้าจะเลียนแบบเขาคือ การมัธยัสถ์ตน เขาเพิ่งอายุ 19 ปีเท่านั้นแต่จำศีลตลอดเทศกาลมหาพรต  จำศีลทุกวันเสาร์ เพื่อถวายเกียรติแด่แม่พระ เขาไม่ทานอาหารเช้าอยู่บ่อยๆ บางครั้งเวลาอาหารเที่ยงก็ทานแต่ขนมปังกับน้ำ  อดทนคำพูดที่ไร้มารยาท พากเพียรต่อท่าทีเหยียดหยามจากคนอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัดเขาตรงต่อเวลาและหน้าที่เสมอทั้งในวัดและที่โรงเรียน
       ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้ที่จะเอาอย่างเขาในทุกอย่าง  ยิ่งไปกว่าเป็นเพื่อนแล้วเขายังเป็นอุดมการณ์สำหรับพ่อ  เป็นแบบอย่างแห่งการปฏิบัติคุณธรรมชั้นสูงสุดเป็นเครื่องกระตุ้นให้พ่อขยันขึ้น เพื่อจะเป็นเหมือนอย่างเขาบ้าง •

 

<< back    next>>