....................................................................

...................................
บทที่1
ความลำบากในการเป็นนักบุญ

...................................

       เราอยากจะรู้อะไรเกี่ยวกับบุญราศี  และนักบุญบ้าง? นั่นเป็นคำถามของพระสันตะปาปาปอลที่ 6 ในโอกาสแต่งตั้งคุณพ่อเลโอนาร์โด  มูรีอัลโด  เป็นบุญราศี และทรงตอบว่า “ถ้าเป็นความอยากรู้อยากเห็นภายนอก  และเป็นความศรัทธาแบบสมัยกลาง  เราคงจะค้นหาเฉพาะแง่พิเศษพิสดารให้ตัวบุญราศีหรือนักบุญ  อาทิ  พระคุณพิเศษ เหตุการณ์เหนือธรรมชาติ อัศจรรย์...แต่ทุกวันนี้เราให้ความสนใจในแง่นี้น้อยลงไป และเพ่งเล็งไปที่ชีวิตคริสตชนที่ครบครันเป็นพิเศษของบุญราศีและนักบุญต่างๆ เราสนใจที่จะรู้จักภาพพจน์ในแง่มนุษย์ของนักบุญมากกว่าแง่พิเศษพิสดารที่แสดงออกมา  เราอยากจะค้นหา  สิ่งที่นักบุญมีและเป็นเหมือนกับเรา  มากกว่าจะไปดูว่าพวกเขามีอะไรแตกต่างไปจากเราบ้าง  และเราอยากจะนำพวกเขาให้มาอยู่ในระดับของเรา  ที่เป็นแค่มนุษย์สามัญ  และต้องจมอยู่ในสภาพอันไม่สู้จะเสริมสร้างนักของโลกปัจจุบัน  เราอยากจะได้พวกเขาเป็นพี่น้องร่วมความยากลำบากและความยากจนข้นแค้นกับเรา  เราอยากจะสนิทสนมกับพวกเขาและอยากให้พวกเขาร่วมสภาพมนุษย์ด้วยกันกับเรา”

       ชีวิตของคุณพ่อบอสโกเต็มด้วยเหตุการณ์เหนือธรรมชาติและน่าพิศวง แต่เราจะมองดูคุณพ่อในแง่ของความเป็นมนุษย์ “คนเหมือนเรา” เป็นคนหนึ่งในพวกเราแต่ก็ยิ่งใหญ่ไปกว่าเรา

       มองจากแง่นี้  เราเห็นว่าในตัวของคุณพ่อมีพระหรรษทานของพระเจ้าที่คอยค้ำจุนความอ่อนแอของธรรมชาติมนุษย์  สิ่งนี้จะช่วยให้กำลังใจแก่เรามากทีเดียว

       คุณพ่อบอสโกก็เหมือนเช่นมนุษย์ทุกคนไม่ได้เกิดมาเป็นนักบุญแต่คุณพ่อได้กลายเป็นนักบุญโดยการมอบตัวทั้งครบไว้กับฤทธิ์อำนาจของพระจิตเจ้า  และอาศัยการปฏิเสธตนเอง  คุณพ่อก็ก้าวทีละก้าวไปสู่ความศักดิ์สิทธิ์

       ความยากลำบากที่ต้องเผชิญเพื่อจะเป็นนักบุญนั้นมีมาก  ณ ที่นี้เราจะกล่าวเพียงแต่บางอย่าง


อุปนิสัยใจคอ


       แม้ว่าคุณพ่อจะมีคุณภาพด้านมนุษย์ที่ดีเยี่ยมหลายอย่าง  แต่โดยธรรมชาติแล้ว  คุณพ่อบอสโกไม่ใช่คนที่มีความเพียรทน  และความนิ่มนวลอ่อนหวานอย่างที่เรารู้จัก  ในจำนวนลูกชายสองคนของคุณแม่มาร์เกรีตา  คือ โยแซฟ  กับ ยอห์น นั้น  คนที่มีลักษณะเป็นซาเลเซียนมากกว่าหมดคือโยเซฟ ไม่ใช่ยอห์น  ตั้งแต่เด็กโยแซฟเป็นเด็กอ่อนหวาน  น่ารัก  เชื่อฟัง  และมีความเพียรมาก  และแม้เมื่อโตขึ้นแล้วก็ยังคงรักษาลักษณะดีเหล่านี้ไว้เหมือนเดิมอย่างคงเส้นคงวาโยแซฟมักจะกุลีกุจอเข้าต้อนรับแขก พูดคุยกับแขกอย่างกันเอง  และทำตัวให้เป็นที่รักใคร่ของแขกได้อย่างรวดเร็ว  ส่วนยอห์นนั้นเป็นเด็กเงียบขรึม  ไม่ค่อยชอบพูดจา  และมีท่าทีไม่ค่อยไว้ใจใครง่ายๆ ไม่ชอบสนิทสนมกับคนแปลกหน้า ไม่ยอมให้ใครแสดงความเอ็นดูลูบไล้สวมกอด และเป็นนักสังเกตทุกอย่างเงียบๆ

       ใน บันทึกของศูนย์เยาวชน  คุณพ่อบอสโกเขียนไว้ว่า “ตั้งแต่เล็กๆ แล้วที่พ่อชอบศึกษานิสัยของเพื่อนๆ และพียงแต่จ้องหน้าเพื่อน  พ่อก็ล่วงรู้สิ่งที่พวกเขากำลังคิดอยู่ทั้งหมด”

       ในความฝันตอนอายุ 9-10 ขวบนั้น  ยอห์นได้แสดงออกให้เห็นว่าเป็นเด็กรู้จักคิดตริตรอง ใจกว้าง อ่อนไหวในความรู้สึก และร้อนรนในการป้องกันสิทธิ์ของพระเจ้า  เวลาเดียวกันก็แสดงออกถึงนิสัยใจคอหุนหันและรุนแรงเมื่อต้องเข้าไปห้ามปรามเพื่อนๆ ด้วยกำปั้นให้เลิกผรุสวาทต่อพระเจ้า

        คุณพ่อเคยสารภาพว่า  เมื่อเล็กๆ คุณพ่อรู้สึกลำบากที่จะนบนอบและอ่อนน้อมต่อผู้อื่นและมีแนวโน้มโดยธรรมชาติที่จะป้องกันความคิดเห็นของตนอย่างเหนียวแน่น  และอยากจะชี้แจงความคิดเห็นประสาเด็กให้แก่ทุกคนที่ออกคำสั่งหรือช่วยให้ข้อแนะนำที่ดีแก่ตน

       คุณภาพและลักษณะดีที่มี ทำให้ยอห์นโอนเอียงไปทางความจองหองไม่น้อย  อาทิ  พลังใจ สติปัญญาดีเลิศ  ความจำดีเยี่ยม และเรี่ยวแรงกำลังด้านร่างกาย  เหล่านี้ทำให้คุณพ่อชนะเพื่อนๆ ไปแทบทุกอย่าง  คุณพ่อเขียนยืนยันไว้ใน บันทึกศูนย์เยาวชน เพื่อนๆทุกคน แม้คนที่ตัวใหญ่กว่าก็ยังเกรงกลัวความกล้าและพลังของพ่อ”

       พยานในการดำเนินเรื่องเพื่อแต่งตั้งคุณพ่อบอสโกเป็นนักบุญได้พูดถึงคุณภาพด้านต่างๆ ของคุณพ่อ  แต่ก็กล่าวถึงแง่ลบที่มีในตัวคุณพ่อด้วย  คุณพ่อชินซาโน  อดีตเจ้าวัดได้กล่าวถึงคุณพ่อบอสโกว่าเป็นคน “สุรุ่ยสุร่ายและหัวรั้น” ส่วนพระคาร์ดินัลกาลีเอโร  พูดถึงนิสัยใจคอของคุณพ่อว่า “ใจร้อนและหยิ่ง ทนการขัดขืนต่อต้านไม่ได้”  คุณพ่อยาโกเมลลี เพื่อนของคุณพ่อบอสโกกล่าวว่า “อาจพูดได้ว่า  ถ้าคุณพ่อบอสโกไม่มีฤทธิ์กุศลก็คงจะต้องเป็นเหยื่อของความโมโหฉุนเฉียวได้ง่าย ไม่มีเพื่อนคนไหนที่มีข้อบกพร่องอันนี้เท่าคุณพ่อบอสโก”  ส่วนมองซีญอ  แบร์ตาญา  อาจารย์ศ๊ลธรรมชื่อดังและเพื่อนของคุณพ่อบอสโก กล่าวว่า “โดยนิสัยแล้ว คุณพ่อบอสโกโมโหง่ายและแข็งมาก จะไม่ยินยอมตามคำแนะนำที่ได้รับถ้าคำแนะนำไปขัดกับทัศนะและความนึกคิดของคุณพ่อ”
คุณพ่อแชร์รุตี  เน้นถึง  “ความโน้มเอียงที่รุนแรงในเรื่องความโกรธฉุนเฉียวและความรักชอบพอ...และออกจะหยิ่ง”  และคุณพ่อกาฟาสโซ  กล่าวเสริมว่า  “คุณพ่อบอสโกจะยืนหยัดทำตามวิธีการของตน  และต้องปล่อยให้ทำไป  แม้ว่าโครงการบางอย่างจะได้รับการเสนอแนะให้เลิกทำ  แต่คุณพ่อบอสโกจะมีวิธีทำให้สำเร็จ” ส่วนคุณหญิงมาเกซา  บาโรโล   เมื่อไม่สามารถจะทำให้คุณพ่อบอสโกคล้อยตามความปรารถนาของตนได้  ก็จัดคุณพ่อบอสโกเป็นประเภท “หัวดื้อ หัวรั้น และจองหอง”

       นายแพทย์อัลแบร์ตอดตี  ผู้ที่ได้ให้การรักษาคุณพ่อบอสโกตั้งแต่ปี 1872  จนถึงความตายของคุณพ่อ  ได้กล่าวไว้ในชีวประวัติสั้นๆ ที่เขาเขียนว่า  คุณพ่อบอสโกเป็นคนมีชีวิตชีวาโดยกำเนิด  นิสัยตื่นตัวอยู่เสมอและออกจะเดือดดาลง่ายๆ และมีความปักใจอย่างมากในความคิดเห็นของตนเอง

       นักวิชาการเยโรม  โมเรตตี  ผู้ริเริ่มการค้นคว้าเกี่ยวกับวิชาการศึกษานิสัยใจคอและสภาพของจิตใจด้วยการดูลายมือ  ได้กล่าวถึงคุณพ่อบอสโกในหนังสือ “นักบุญจากข้อเขียน” ว่ามีนิสัยแข็ง เป็นนักบุญได้ก็ต้องฝืนใจสละหลายอย่าง  และต้องควบคุมความโน้มเอียงโดยธรรมชาติ เพื่อจะได้รักษาชีวิตศีลธรรมไว้  และเพื่อจะทำความดีได้ก็ต้องขัดแย้งกับตนเองอย่างมาก  ทั้งนี้เพราะต้องเบนเจตนารมณ์และกิจการที่ทำอยู่ให้ไปในเส้นทางที่ถูกต้อง”

       สิ่งต่างๆ ที่กล่าวมานี้  ยังเสนอภาพพจน์ของคุณพ่อบอสโกไม่ครบ  เรายังไม่ได้กล่าวถึงลักษณะดีหลายอย่างแห่งบุคลิกของคุณพ่อ  เรากล่าวเพียงแต่บางแง่  อาทิ   ความโน้มเอียงที่จะโมโหฉุนเฉียวและค่อนข้างจะรุนแรง  การชอบทำอะไรด้วยตนเอง  ความมั่นใจในตนเองสูง  การยืนหยัดในทัศนะของตนเอง ฯลฯ และเช่นนี้ หากคุณพ่อขาดการยับยั้งตนเอง  ก็คงจะต้องลงเอยเป็นคนล้มเหลว และคงจะไม่ได้เป็นนักบุญอย่างเช่นทุกวันนี้แน่  “ถ้าพระเจ้าไม่ทรงโปรดให้พ่อเดินตามเส้นทางนี้  พ่อเกรงว่าจะต้องตกอยู่ในอันตรายที่จะดำเนินชีวิตผิดหลงเป็นแน่แท้”

       กระนั้นก็ดี  ถ้าไม่มีลักษณะความโน้มเอียงดังกล่าว  ความศักดิ์สิทธิ์ของคุณพ่อบอสโกคงจะไม่เข้มข้นอย่างที่เราเห็นทุกวันนี้ความโน้มเอียงธรรมชาติ  โดยตัวของมันเอง  ไม่ใช่สิ่งที่ดีหรือไม่ดี  ไม่ใช่ฤทธิ์กุศลและก็ไม่ใช่พยศชั่ว  ความดีหรือความชั่วของกิจการต่างๆอยู่ที่เจตนารมณ์ของผู้กระทำ  อยู่ในการใช้พลังของตนในทางดี  หรือทางชั่วต่างหาก  คุณพ่อได้ใช้คุณสมบัติต่างๆ   ที่มีมาตั้งแต่แรกเกิดอย่างดีที่สุด  และร่วมมือกับพระหรรษทานของพระเจ้าในทุกอย่างจนสามารถลุถึงความศักดิ์สิทธิ์ได้


การเดินไปสู่ยอด


       มีการกล่าวกันว่า  ชีวิตของนักบุญฟรังซีส  เดอ  ซาลส์  เป็นดังศิลปะชิ้นเอกศิลปินค่อย ๆ บรรจงสร้างขึ้นมาอย่างช้าๆ  ด้วยการพินิจพิจารณา  ด้วยความมั่นใจ  และด้วยความยินดี  จนกระทั่งกลายเป็นความงดงามที่ไม่อาจจะเปรียบเปรยได้

        เราอาจจะพูดทำนองเดียวกันกับชีวิตของคุณพ่อบอสโก  ที่ก้าวย่างไปสู่ความศักดิ์สิทธิ์เป็นลำดับขั้นตอน  ทว่าเป็นเส้นทางที่ลำบากและต้องต่อสู้ปราบใจตนเองด้วยความเข้มงวด  ที่คุณพ่อได้กระทำอย่างเหนียวแน่น  และมั่นคงจนถึงที่สุด

        ก้าวแรก ๆ ที่หนูยอห์น  บอสโก  เรียนรู้เกี่ยวกับฤทธิ์กุศลนั้นเป็นการเรียนจากโรงเรียนของคุณแม่มาร์เกริตา  ซึ่งแม้จะด้อยการศึกษาแต่เต็มด้วยความปรีชาฉลาดแห่งพระเจ้า  คุณแม่มาร์เกริตาเข้าถึงดวงใจของลูกน้อยด้วยความละเอียดอ่อนเยี่ยงแม่  แต่ก็แฝงไว้ซึ่งความเด็ดขาดอย่างไม่อ่อนไหว  เธอยินยอมตามพรสวรรค์และความสามารถของลูกในทุกสิ่งที่สามารถทำได้  ต่อมาเมื่อเห็นว่าลูกใช้พรสวรรค์และความสามารถเพื่อประโยชน์แก่เพื่อนๆ เธอก็ให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนให้กำลังใจลูกมากขึ้น  แต่ทุกครั้งที่เห็นสมควรเธอจะตักเตือนลูกด้วยความเด็ดขาด  ภายใต้การนำของเหตุผลและการชี้บอกของความเชื่อเสมอ

       ความรักต่อพระเจ้า  ต่อพระเยซูเจ้าและต่อแม่พระมารีอาความกลัวบาป  กลัวการลงโทษนิรันดร ตลอดจนความหวังในเมืองสวรรค์  เหล่านี้เป็นสิ่งที่คุณพ่อบอสโกเรียนรู้จากคุณแม่มาร์เกริตาทั้งสิ้น  ที่บ้านน้อยแห่งเบกกี  ศาสนาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต  ความชั่วเป็นสิ่งน่ารังเกียจโดยสัญชาตญาณ  ส่วนความดีเป็นสิ่งที่ทุกคนรักคำพูดที่ว่า “พระเจ้าทรงเห็นเธอ”  ซึมซับเข้าไปอย่างลึกซึ้งในจิตใจที่อ่อนไหวของยอห์น ในภายหลังคุณพ่อเองมักจะพูดย้ำเตือนเด็กๆของคุณพ่อเสมอ  ความรักของแม่ที่ได้เลี้ยงดูและอบรมคุณพ่อในวัยเด็กคงฝังอยู่ในใจของคุณพ่อตลอดชีวิต  และเป็นสิ่งหนึ่งที่พระเจ้าทรงใช้เพื่อทำให้คุณพ่อเป็นนักบุญ  การอบรมของแม่นี้เองได้ช่วยทำให้บุคลิกของคุณพ่อบอสโกพัฒนาสู่ความเต็มเปี่ยมปราศจากปมด้อย  หรือความหวั่นกังวลแต่อย่างใด
        พระคาร์ดินับ  กาลีเอโร  ยืนยันว่า “ตลอดเวลา 30 ปีที่ข้าพเจ้าอยู่เคียงข้างคุณพ่อบอสโก  ไม่เคยเห็นคุณพ่อแสดงความกลัวหรือความสงสัยออกมา  และไม่เคยเห็นคุณพ่อวิตกกังวลในพระทัยดีและพระทัยเมตตาของพระเจ้าที่ทรงมีต่อคุณพ่อ  คุณพ่อไม่มีวี่แววว่าวุ่นวายใจด้วยเรื่องมโนธรรมแต่อย่างใด”

        เราคงจะอยากถามว่า  ยอห์น  บอสโก  ได้กลับใจเป็นคนศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาเมื่อไร
?  และได้พูดอย่างดอมินิก  ซาวีโอว่า  “ผมอยากจะเป็นนักบุญโดยเร็ว”ตั้งแต่เมื่อไรนั่นเป็นความลับ  แต่เป็นที่เชื่อกันว่าคุณพ่อบอสโกได้เป็นนักบุญในทุกขั้นตอนของชีวิต  เป็นเด็กศักดิ์สิทธิ์เป็นเณรที่ศักดิ์สิทธิ์ เป็นพระสงฆ์ศักดิ์สิทธิ์  และเป็นนักอบรมที่ศักดิ์สิทธิ์  และเช่นนี้ คุณพ่อก็สามารถสอนเราถึงวิถีทางแห่งความศักดิ์สิทธิ์ที่คุณพ่อเองได้ทดลองและเจริญชีวิตมาโดยตลอด  ตั้งแต่วัยเด็กแล้วที่คุณพ่อให้แบบอย่างที่ดีแก่เรา  กล่าวคือความสำนึกที่ลึกซึ้งในพระเจ้าและการภาวนา  การแพร่ธรรมในระหว่างเพื่อนๆ  ความสามารถในการควบคุมตนเอง  ความกล้าหาญในการเผชิญหน้ากับความยากจนตลอดจนการขัดขวางจากพี่ชายที่ชื่ออันตน  และการต้องอยู่ในสภาพเยี่ยงคนใช้ที่บ้านของโมลีอาถึงสองปี ยอห์น บอสโก  ได้รับความเอ็นดูจากนายจ้างผู้เป็นคริสตังดีและต่างพากันชมเชยในฤทธิ์กุศลของยอห์น  คุณพ่อสเตลลา  กล่าวว่า “ช่วงเวลาที่คุณพ่อบอสโกอยู่กับครอบครัวโมลีอานั้นเป็นประสบการณ์ที่มีประโยชน์  และเสริมสร้างชีวิตของคุณพ่อเป็นอย่างมากเป็นช่วงเวลาแห่งการปลูกฝังความสำนึกในพระเจ้า  และการรำพึงภาวนาซึ่งคุณพ่อสามารถทำร่วมไปกับงานในทุ่งนา  เป็นช่วงเวลาแห่งการรอคอยและความหวังในพระเจ้า และในมนุษย์...”

       เมื่อพบกับคุณพ่อกาลอสโซ (1829 – 1830)  ยอห์น ซึ่งเริ่มเป็นวัยรุ่นแล้ว  ได้มีโอกาสาก้าวหน้ายิ่งขึ้นในฤทธิ์กุศล  คุณพ่อกาลอสโซคอยห้ามปรามยอห์นไม่ให้ทำกิจศรัทธาที่ไม่เหมาะสมกับวัยที่ยอห์นคิดจะทำเนื่องจากความร้อนรนอยากจะเป็นคนศักดิ์สิทธิ์ให้ได้  ยอห์นเริ่มทำการรำพึงตามสูตร  แม้จะชั่วระยะเวลาสั้นๆ และอ่านหนังสือศรัทธาด้วย  ยอห์นได้รับการสนับสนุนให้ได้รับศีลศักดิ์สิทธิ์บ่อยๆ คุณพ่อบอสโกเขียนไว้ในบันทึกศูนย์เยาวชนว่า  “ตั้งแต่นั้นมา  พ่อเริ่มลิ้มรสสิ่งที่เกี่ยวกับชีวิตฝ่ายจิต”  การลิ้มรสไม่หมายถึงการรู้จักพระเจ้าโดยทฤษฏี  แต่เป็นการลิ้มรสและมีประสบการณ์ อันเป็นผลมาจากพระพรแห่งความปรีชาฉลาด  ซึ่งเป็นพระพรที่ครบครันที่สุดในพระพรทั้งหลายของพระจิตเจ้า  เพราะช่วยทำให้ความรักสมบูรณ์เต็มเปี่ยม  ความรักที่เป็นจุดยอดแห่งฤทธิ์กุศลทั้งหลาย  ประสบการณ์เช่นนี้สำหรับเยาวชนวัย  15 ปี  นับว่าเป็นประสบการณ์ที่มากแล้ว

       เมื่อครั้งเป็นนักเรียนอยู่ที่กีเอรี  ยอห์นสนิทสนมกับหลุยส์โกมอลโล  มิตรภาพกับโกมอลโลได้เปลี่ยนโฉมหน้าแห่งชีวิตฝ่ายจิตของยอห์น  เป็นการชี้บอกการเริ่มต้นการแข่งขันที่เข้มข้นและการเดินไปสู่ความศักดิ์สิทธิ์แห่งชีวิตสงฆ์  เราอาจจะพูดถึงมิตรภาพของเขาทั้งสองด้วยคำของยีบรานว่า “แต่ละเช้าพวกเขาก้าวไปไกลกว่าที่พวกเขาอยู่เมื่อค่ำวันก่อน” ทั้งสองเสริมสร้างและเพิ่มพูนให้แก่กันและกันทั้งในด้านเหนือธรรมชาติและในด้านอื่นๆ

       คุณพ่อบอสโกเองเขียนไว้ว่า  “เราแต่ละคนต้องการกันและกัน  พ่อต้องการความช่วยเหลือด้านชีวิตฝ่ายจิตจากโกมอลโล  และโกมอลโลต้องการความช่วยเหลือฝ่ายกาย” กล่าวคือ  ช่วยป้องกัน  มีนักเรียนหลายคนฉวยโอกาสที่โกมอลโลเป็นคนเงียบขรึม  และใจดีเลยชอบกลั่นแกล้งเขาต่างๆ นานา  ซึ่งยอห์นไม่พอใจเอามาก  วันหนึ่งพวกชอบหาเรื่องบางคนตบหน้าอันซูบซีดและหวาดกลัวของโกมอลโลเขาไม่ได้โต้ตอบและได้อภัยให้   ยอห์นอยู่ที่นั้นด้วยและพอเห็นเช่นนั้นก็เดือดดาลเป็นฟืนเป็นไฟ  ถึงขนาดตรงเข้าลงไม้ลงมือ  “ชั่วเวลานั้นพ่อลืมตัว  และลืมเหตุลืมผลมีแต่ความเดือดดาล  เมื่อไม่มีไม้หรือเก้าอี้ใกล้มือ  พ่อคว้าได้ตัวเพื่อนร่วมห้องคนหนึ่ง  และใช้เขาแทนไม้เข้าไปตีเด็กเกเรกลุ่มนั้นล้มไปสี่คน  คนอื่นๆ ต่างพากันหนีไปพลางส่งเสียงร้องไปทั่ว”
โกมอลโลไม่เห็นด้วย  และกล่าวกับยอห์นว่า “กำลังของคุณทำให้ผมตกใจมาก  พระเจ้าไม่ได้ประทานพละกำลังให้คุณไว้เข่นฆ่าเพื่อน  พระองค์ทรงประสงค์ให้เรารักและให้อภัยกัน”

        อิทธิพลของโกมอลโลที่มีต่อยอห์น   บอสโก  นั้นมีมาก  เห็นได้จากบันทึกของศูนย์เยาวชน ยอห์นทึ่งในแบบอย่างแห่งฤทธิ์กุศลของเพื่อนคนนี้  และพยายามเลียนแบบในการดำเนินชีวิตคริสตชนของเขา  ชีวิตที่เข้มข้นด้วยความศรัทธาต่อศีลมหาสนิท  และต่อพระแม่มารีอา  การปฏิบัติความรัก การมีความสำนึกในหน้าที่และความมุ่งมั่นไปสู่อุดมการณ์แห่งชีวิตสงฆ์ อุดมการณ์ที่ได้รับการฟื้นฟูปรับปรุงโดยสังคายนาแห่งเมืองเตรนโต  กล่าวคือมุ่งจารีตพิธีกรรมมากกว่าแพร่ธรรม  ถอนตัวจากเรื่องฝ่ายโลก  พระสงฆ์คือทุกสิ่งเหล่านี้  และนอกเหนือไปจากนี้

       ตามความเป็นจริงแล้ว  คุณพ่อบอสโกเป็นสงฆ์ที่แตกต่างไปกระนั้นก็ดีคุณพ่อยังคงมีความสำนึกอันแน่ชัดและลึกซึ้งในเกียรติอันสูงส่ง  และความรับผิดชอบของสงฆ์  ตามที่คุณพ่อได้รับการปลูกฝังมาจากบ้านเณร  คุณพ่อถือฐานะของสงฆ์ไม่ใช่เป็นอภิสิทธิ์แต่เป็นศาสนบริการที่มีการเสี่ยงต่อความรอดนิรันดร  หากมีการละเลยหน้าที่แห่งการเป็นสงฆ์นี้  คุณพ่อกาฟาสโซเคยเทศน์ว่า  “เป็นที่น่าเสียดายว่าพระสงฆ์บางองค์จะต้องพินาศไปและเราแต่ละคนอาจจะเสี่ยงอันตรายหนัก ถ้าเราไม่ระมัดระวังตัวอยู่เสมอ”

        คุณพ่อบอสโก  กล่าวในภายหลังว่า  “พระสงฆ์ถ้าไม่ตายเพราะงาน  ก็ตายเพราะพยศชั่ว” เมื่อเข้าบ้านเณรคุณพ่อจึงได้ตั้งใจที่จะเปลี่ยนชีวิตทั้งครบ  “ชีวิตที่เป็นอยู่ทุกวันนี้  จำต้องมีการปรับปรุงทั้งหมด”  และคุณพ่อก็ได้ตัดใจจากการชมการแสดงต่างๆ เลิกการเล่นกล  กายกรรมในรูปแบบต่างๆ ที่ไม่เหมาะสมกับฐานะพระสงฆ์คุณพ่อเจริญชีวิตเก็บตัว  มีความพอประมาณและต่อสู้กับทุก ๆ สิ่งที่มีที่ท่าจะทำให้ฤทธิ์กุศลแห่งความบริสุทธิ์ต้องมัวหมองแม้แต่เล็กน้อย  อีกทั้งทุ่มเทให้แก่การภาวนาและงานแพร่ธรรมในระหว่างเพื่อนๆ  คุณพ่อปฏิเสธตนเองแม้ในเรื่องที่ถูกต้องและมุ่งความพยายามอย่างต่อเนื่องที่จะสร้างชีวิตจิตอันเข้มแข็งด้วยการจำศีลอดอาหารและกำราบตนเองเมื่อเผลอแสดงความสามารถด้านธรรมชาติออกมาเช่น  ความว่องไว  หรือการสีไวโอลิน  ความพยายามฝ่ายจิตอันเข้มข้นนี้เองที่มีส่วนนำโกมอลโลไปสู่ความตายและทำให้คุณพ่อบอสโกต้องหมดเรี่ยวแรง

       ความรุนแรงที่คุณพ่อบอสโกใช้กับตนเองในช่วงที่อยู่ในสามเณราลัย  มีผลกระทบกระเทือนไปถึงสุขภาพและการล้มป่วยหนักที่ตามมา  ซึ่งนายแพทย์อัลแบร์ตอดตีได้เขียนไว้ว่า  “เมื่อเห็นว่าการกระทำอะไรหุนหันเป็นสิ่งที่ก่อผลเสียหายมากกว่าผลดี  คุณพ่อบอสโกจึงได้ออกแรงที่จะแก้ไขข้อบกพร่องนี้ให้ได้  อย่างที่ได้เคยพยายามทำสมัยที่ยังเรียนชั้นมัธยมอยู่  การกระทำอันนี้เป็นการบั่นทอนสุขภาพของคุณพ่ออย่างรุนแรง  และต้องล้มป่วยแทบจะเอาชีวิตไม่รอด”

        เหตุการณ์ในชีวิตของคุณพ่อบอสโกครั้งนี้บ่งบอกถึงมาตรการเข้มงวดที่คุณพ่อใช้  เพื่อปราบความโน้มเอียงตามธรรมชาติที่ยังไม่ถูกต้องทั้งนี้เพื่อจะได้เป็นนายเหนือตนเอง  และจะได้ทุ่มเททั้งหมดเพื่อพระเจ้าและผู้อื่น  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อเยาวชน
“ข้าแต่พระเจ้า  ทุกชีวิตที่จบสิ้นด้วยความครบครันเป็นองค์พยานถึงพระองค์  ทว่า องค์พยานของนักบุญได้มาด้วยเลือดเนื้อ  ดุจดังใช้คีมลุกร้อนด้วยไฟกระชากเนื้อจากร่างที่ยังมีชีวิตอยู่”  นั่นเป็นภาพพจน์ที่แบร์นาโน้ส  ได้เขียนบรรยายถึงความศักดิ์สิทธิ์คริสตัง  และคุณพ่อบอสโกได้เจริญชีวิตดังนี้มาด้วยตนเอง

        ในระยะเวลา  3 ปีที่คุณพ่อบอสโกประจำอยู่ที่โรงเรียนสงฆ์แห่งนักบุญฟรังซิส  อัสซีซี ที่กรุงตุริน (1841 - 1844)  คุณพ่อยังคงปรับปรุงตนเองอยู่เรื่อยๆ  โดยเฉพาะให้ชีวิตสงฆ์สอดคล้องกับแนวทางอภิบาลและแนวปฏิบัติที่ถูกต้อง  “ที่นี่เราเรียนรู้การเป็นพระสงฆ์  คุณพ่อหลุยส์  กวาลา   และคุณพ่อโยเซฟ  กาฟาสโซสงฆ์สององค์ผู้โด่งดังในขณะนั้น  และคุณพ่อเฟลีเซ โคลซีโอ  เป็นดังตัวอย่าง 3 อย่าง ที่พระเจ้าโปรดให้พ่อเห็นต่อหน้าต่อตา  และพ่อเองก็พยายามเลียนแบบ  ทั้งในด้านคำสั่งสอนและด้านฤทธิ์กุศล” คุณพ่อบอสโกเขียนบันทึกไว้อย่างซื่อๆ

        คุณพ่อกาฟาสโซ  เป็นผู้ฟังแก้บาปและผู้นำวิญญาณของคุณพ่อบอสโก  คุณพ่อบอสโกได้เขียนไว้ในบันทึกของศูนย์เยาวชนว่า “พ่อสามารถทำอะไรที่ดีได้  ก็เพราะคุณพ่อกาฟาสโซคอยให้คำแนะนำในการตัดสินใจ  การเรียน  และในกิจกรรมทุกอย่างที่พ่อทำ”  มองซีญอ  แบร์ตาญา  กล่าวว่า “แม้จะดื้อรั้นในความคิดเห็นของตน  แต่คุณพ่อบอสโกนบนอบคุณพ่อกาฟาสโซเสมอโดยไม่มีถกเถียงหรือขัดแย้งแต่อย่างใด”  คุณพ่อเองกล่าวแก่เด็กๆ ในภายหลังว่า  “เพราะนบนอบต่อคุณพ่อกาฟาสโซนี้แหละที่พ่ออยู่ต่อที่กรุงตุริน  และทำตามคำแนะนำของคุณพ่อในการรวบรวมเด็กๆ ตามท้องถนนมาอยู่ด้วยกันและสอนคำสอนให้พวกเขา  นอกนั้น  เพราะแรงสนับสนุนและความช่วยเหลือจากคุณพ่อกาฟาสโซอีกเหมือนกัน  ที่พ่อเริ่มให้ที่พักอาศัยแก่เด็กยากจนถูกทอดทิ้งในศูนย์เยาวชนนักบุญฟรังซีส เดอซาลส์  เพื่อจะได้ช่วยพวกเขาให้พ้นจากพยศชั่ว   และอบรมพวกเขาให้ปฏิบัติฤทธิ์กุศล...”

        ฤทธิ์กุศลของคุณพ่อบอสโก  สงฆ์หนุ่ม  เริ่มฉายแสงออกมาเห็นเด่นชัดในการจัดตั้งศูนย์เยาวชน  เริ่มแรกที่โรงเรียนสงฆ์เอง (1841 – 1844)  แล้วนั้นที่รีฟูยีโอ  และที่สุดที่วัลดอกโกเป็นการถาวรโดยเริ่มเปิดเป็นทางการเมื่อ  12  เมษายน  1846  อันเป็นวันสมโภชปาสกา  ที่นี่คุณพ่อต้องเผชิญกับความยากลำบากทุกชนิด  ความยากลำบากภายนอก  ซึ่งได้แก่ความกังวลอันเนื่องมาจากความยากจนขัดสน  ผู้ร่วมงานหลายคนทอดทิ้งคุณพ่อไป  และปัญหายุ่งยากกับเจ้าหน้าที่บ้านเมือง  ส่วนความยากลำบากภายในได้แก่สภาพของเด็กศูนย์เยาวชนที่มาจากชุมชนยากจน  หรือที่เตรีไปมาเพราะตกงานซึ่งโดยทั่วไปไม่นำพาต่อกฎระเบียบอะไรทั้งสิ้น  จึงต้องมีความพากเพียรและกำลังใจเข้มแข็งให้มากเพื่อจะช่วยอบรมพวกเขาได้

        เพื่อจะเข้าใจถึงสภาพของศูนย์เยาวชนในช่วงแรกๆ เรามาฟังคำพูดของคุณพ่อบอสโกเอง “เมื่อพ่อหวนกลับไปเปรียบเทียบสภาพทุกวันนี้กับสภาพแรกเริ่มเดิมทีพ่อรู้สึกหดหู่ใจมาก  สามสิบห้าสามสิบหกปีก่อนนี้มีอะไรที่วัลดอกโกนี้? ไม่มีอะไรเลย  ไม่มีอะไรแม้แต่อย่างเดียว  สมัยนั้นพ่อวิ่งตามเด็กเกเรไปทั่วสนาม  พวกเด็กๆไม่ยอมถือกฎระเบียบอะไรเลย  หัวเราเยาะเรื่องศาสนา  เพราะไม่มีความรู้อะไรเกี่ยวกับศาสนาเลย  ผรุสวาทพระนามของพระเจ้าซึ่งพ่อเองไม่สามารถจะทำอะไรได้เลย  พวกเขาเป็นเด็กจากท้องถนนจึงมักจะมีเรื่องราวชกต่อย  ขว้างปาหิน  และยั่วยุกันตลอดเวลา  เวลานี้ดูแล้วน่าจะเป็นแค่ความฝันมากกว่าความจริง”

        ต่อมามีเยาวชนดีเด่นหลายคนมาอยู่กับคุณพ่อบอสโก  อาทิ ไมเกิล รัว บัตติสตา  ฟรังเซเซีย ยอห์น  กาลีเอโร  ดอมินิก ซาวีโอและอื่นๆ อีกจำนวนมาก  กระนั้นก็ดี  คุณพ่อยังต้องต่อสู้กับตนเองอย่างรุนแรงเพื่อจะได้ยืนหยัดถือซื่อสัตย์ต่อสิ่งที่คุณพ่อได้สัญญาไว้ในโอกาสถวายมิสซาเป็นครั้งแรกที่ว่า  “ขอให้ความรักและความอ่อนหวานของนักบุญฟรังซีส เดอ ซาลส์ เป็นผู้ชี้นำผมในทุกสิ่ง”

        คุณพ่อกล่าวเตือนเสมอว่า  ซาเลเซียนทุกคนต้องมี “ความอ่อนหวานของนักบุญฟรังซีส เดอ ซาลส์ และความเพียรทนเยี่ยงมหาบุรุษยอบ” ความอ่อนหวานที่ไม่ใช่ความอ่อนแอปวกเปียก  แต่เป็นผลมาจากความรักอภิบาลที่ใจดี  และพากเพียร  ทนทุกสิ่ง หวังในทุกอย่างและอดทนเสมอ  “เพื่อจะรักษาความอ่อนหวานไว้ได้  จำต้องออกแรงออกเหงื่ออย่างมากและบางครั้งต้องถึงขนาดหลั่งเลือด” นั่นเป็นคำเตือนที่มาจากความฝันเรื่องหนึ่งสำหรับซาเลเซียนทุกคน  และที่คุณพ่อบอสโกเองได้ประสบมาแล้วด้วยตัวเอง

        วันหนึ่งคุณพ่อยาโกเมลลี  ซึ่งเป็นเพื่อนของคุณพ่อบอสโกไปที่ศูนย์เยาวชน  ขณะนั้นคุณพ่อบอสโกหน้าแดงก่ำ   กำลังวิ่งไล่ตามเด็กกลุ่มหนึ่งซึ่งพยายามจะหลบไม่ไปสวดภาวนา  “เป็นครั้งที่สองแล้วนะ”  คุณพ่อยาโกเลลีพูด  “ที่ผมเห็นคุณพ่อเดือดดาลเช่นนี้”    “ก็เพราะเด็กพวกนี้ไงล่ะ”  นั่นเป็นคำตอบทั้งหมดของคุณพ่อบอสโกครั้งก่อนคุณพ่อยาโกเมลลีมาพบคุณพ่อบอสโกทำท่าจะตีเด็กที่กำลังทะเลาะวิวาทกันอยู่  แต่มือของคุณพ่อไม่ได้ถูกตัวเด็ก  คงค้างอยู่กลางอากาศอย่างนั้น  คุณพ่อไม่เคยตีเด็กแม้ว่าน่าจะตี  อย่างที่มักจะทำกัน และคุณพ่อจะไม่ยอมให้คนอื่นตีเด็กเช่นกัน  คุณพ่อรัวและคาร์ดินัล  กาลีเอโรเคยเห็นคุณพ่อบอสโกตบเด็กเป็นบางครั้งในตอนที่คุณพ่อยังหนุ่มแน่นอยู่  แต่ก็เป็นกรณีพิเศษจริงๆ  และน้อยครั้งมากและคุณพ่อบอสโกเองก็เสียใจมากที่ต้องทำไปเช่นนั้น  โดยปรกติแล้วคุณพ่อจะเป็นคนที่เข้าใจเด็ก  ผ่อนปรนให้  เพียรทน  แม้ว่าภายในจะรู้สึกเดือดดาลเป็นที่สุด  การผรุสวาทเป็นสิ่งที่ทำร้ายความรู้สึกของคุณพ่อเป็นอย่างมาก  ดังเหตุการณ์ที่จะกล่าวถึงนี้  ซึ่งไม่มีบันทึกไว้ในชีวประวัติของคุณพ่อ  และมีน้อยคนนักที่รู้

        อัมเบร่  โรดา  เพื่อนเก่าของดอมินิก  ซาวีโอ  เดินทางไปถึงกรุงโรม  ในโอกาสที่ดอมินิก ซาวีโอ ได้รับประกาศเป็นข้ารับใช้ของพระเจ้าเพราะการปฏิบัติฤทธิ์กุศลขั้นวีรกรรม โรดา ซึ่งขณะนั้นได้เข้าเฝ้าพระสันตะปาปาปีโอที่ 11 และได้เล่าเรื่องนี้ถวายพระสันตะปาปาขณะผู้ทรงมีพระชนมายุ 90 กว่าปีแล้ว “วันหนึ่งในช่วงหยุดพัก ผมเผลอพูดคำหยาบคายออกมา  ผมรีบเอามือปิดปาก  แต่ไม่ทันเพื่อนๆ ได้ยินกันหมด  ดอมินิกเข้ามาหาผมและพูดว่า  “เธอลืมข้อตั้งใจของเราที่จะไม่พูดคำหยาบคายแล้วหรือ? เวลานี้ให้เธอไปพบพ่อบอสโก  และเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้ให้คุณพ่อฟัง  คุณพ่อใจดีมากและจะจัดการให้เรื่องลงเอยด้วยดี  ส่วนผมจะไปสวดภาวนาให้เธอเอง”  ผมไม่รอช้ารีบวิ่งไปหาคุณพ่อบอสโก  แต่ผมจะหาคุณพ่อบอสโกได้ที่ไหน?  ตอนนั้นคุณพ่อบอสโกกำลังอยู่ในห้องรับแขกและกำลังพูดคุยอยู่กับแขกสองสามคน  ผมลืมมารยาทที่ดี  ตรงเข้าไปหาคุณพ่ออย่างนั้น  คุณพ่อบอสโกแสดงความแปลกใจและพูดกับผมว่า “นี่  พ่อกำลังมีงานนะ  เธอออกไปรอข้างนอกก่อนไม่ได้หรือ?”  คนที่อยู่ที่นั่นต่างคิดว่าผมคงมีธุระด่วนจะต้องบอกคุณพ่อบอสโก  จึงถอยออกห่าง “เชิญครับคุณพ่อ  เรารอได้” ผมเขย่งเท้าและกระซิบที่หูคุณพ่อบอสโก  “ซาวีโอสั่งผมมาหาคุณพ่อครับ ผมพูดผรุสวาทครับ”  ผมตัวสั่นราวกับใบไม้ต้องลม  คุณพ่อบอสโกไม่ได้คุม  แต่ใบหน้าของคุณพ่อส่อถึงความเสียใจอย่างมาก  ซึ่งทำให้ผมเข้าใจทันทีถึงความหนักของความผิดที่ผมได้ทำลงไป  สายตาของคุณพ่อเจาะลึกเข้าถึงดวงใจผม “อย่าทำอีกเป็นอันขาด  ลูกรักอย่าทำอีกเลย  มันทำให้พระเจ้าต้องเสียใจมาก  พระองค์จะไม่ทรงอวยพรเรา ตอนนี้ไปที่วัดและสวดบทข้าแต่พระบิดา  แล้วใช้ลิ้นเลียพื้นวัดเป็นรูปกางเขน 3 ครั้ง”ผมรีบวิ่งเข้าไปหน้าพระแท่น  สวดบทข้าแต่พระบิดาซึ่งจำไม่ได้ว่ากี่บท  จากนั้นรีบปัดฝุ่นบนพื้นวัด  หันดูรอบๆ แล้วก็เลียพื้นเป็นรูปกางเขนสามครั้ง  เมื่อวิ่งออกมานอกวัดผมรู้สึกตัวเบาคล้ายกับจะยกก้อนตะกั่วออกจากหน้าอก  แม้ผมจะลืมจำนวนบทข้าแต่พระบิดาที่ต้องสวดครั้งนั้นไปแล้ว  แต่ผมจำเครื่องหมายกางเขนสามอันนั้นและสีหน้าของคุณพ่อบอสโกได้อย่างแม่นยำมาตลอด” (จากหนังสือนักบุญยอห์นบอสโกในความทรงจำและในชีวิตของศิษย์เก่า)

       เหตุการณ์นี้ช่วยชี้บอกถึงบรรยากาศในสมัยนั้นที่เต็มด้วยความไว้วางใจ  และมีความเป็นครอบครัว  เวลาเดียวกันก็บอกถึงความทุกข์สาหัสที่คุณพ่อบอสโกมี  ทุกครั้งที่รู้ว่าใครบางคนทำผิดต่อพระเจ้านอกนั้นการใช้โทษบาปซึ่งมุ่งก่อให้เกิดความเกลียดชังต่อบาปและจิตตารมณ์แห่งการชดเชยบาปเป็นลักษณะที่เด่นชัดเป็นพิเศษในชีวิต และการปฏิบัติของคุณพ่อบอสโก


จ่ายด้วยราคาแพ


       ในช่วงเวลาที่เป็นผู้ใหญ่  และย่างเข้าสู่วัยที่สามนั้น  คุณพ่อบอสโกสามารถเป็นนายของตนเองได้ในขั้นวีรกรรมและเด็ดขาดคุณพ่อมีความเพียรทนและความสงบ  และมีท่าทีอ่อนหวานอย่างไม่มีใครเทียบ  คุณพ่อเป็นดังศิลปินที่สร้างผลงานเอกขึ้นมาและคอบตบแต่งให้มันงดงามยิ่งขึ้นด้วยความเอาใจใส่  กระนั้นก็ดี  ข้อบกพร่องที่ได้รับการดัดแปลงให้ดีขึ้นใช่จะดับมอดลงไปหมดก็หาไม่บ่อยครั้งยังคงเรียกร้องไปตามความโอนเอียงอยู่  คุณพ่อบอสโกได้กล่าวกับผู้เข้าเงียบที่ลานโซ  ในเช้าวันที่ 18 ธันวาคม 1876  ว่า “เชื่อเถอะ  พ่อเองก็ต้องพยายามอย่างหนักเหมือนกันที่จะรักษาใจให้สงบอยู่ได้ เมื่อมอบหมายงานให้ใครทำ  หรือใช้ไปทำธุระสำคัญบางอย่าง  แล้วต้องมาเห็นว่าเขาไม่ทำให้เสร็จทันเวลา  หรือทำไปอย่างไม่ดี  พ่อยืนยันได้ว่าบ่อยครั้งเลือดของพ่อเดือดพล่านและต้องควบคุมความรู้สึกอย่างมาก...  แต่จะไปโมโหทำไม?  ถ้าไม่ได้ทำจะไปเรียกร้องเอาอะไร  นอกนั้นก็ไม่ควรจะตัดเตือนแก้ไขผู้น้อยด้วยความโกรธฉุนเฉียวเป็นอันขาด”

        คุณพ่อทำมาเช่นไร  ก็สอนต่อไปอย่างนั้น
  “จงอย่าตำหนิติเตียนหรือแก้ไขเด็กในขณะที่ยังโกรธ หรือใจยังไม่สงบ”  แล้วเสริมว่า “มีบางกรณีที่จะต้องกล่าวตำหนิทันที  ก็จงทำไป  แต่ก่อนที่จะทำให้หยุดคิดสักนิดหนึ่งก่อนว่า ในกรณีนี้  นักบุญฟรังซิส เดอ ซาลส์ จะทำอย่างไร  พ่อเชื่อว่าถ้าเราทำเช่นนี้  เราจะได้รับตามที่พระจิตเจ้าตรัสไว้ว่า  ในความพากเพียรอดทน ท่านจะเอาวิญญาณรอด”

        ในชีวประวัติเล่มแรกของคุณพ่อบอสโก  มีการเน้นแง่นี้ว่า “เมื่อคุณพ่อบอสโกรู้สึกว่าภายในมีการขัดแย้ง  และธรรมชาติกำลังเรียกร้อง  คุณพ่อจะเพิ่มความรักและความอ่อนหวานให้มากขึ้นจนทุกคนที่ได้ยินคุณพ่อพูดแล้วจะต้องคล้อยตาม”

        สิ่งที่แสดงออกให้เห็นถึงความสามารถในการบังคับตนเองของคุณพ่อบอสโกได้เด่นชัดคือการที่ท่านตอบจดหมายจำนวนมากและต่างๆ ชนิดกัน  ใจที่ไม่สนิทกับพระเจ้าเนืองนิจจะรู้สึกยากที่จะทัดทานความรู้สึกอยากจะตอบจดหมายแบบตาต่อตาฟันต่อฟันที่บุคคลต่างๆ เขียนเพื่อหาเรื่องและทำร้ายจิตใจ  คุณพ่อบอสโกไม่ถือสาหาความและตอบจดหมายด้วยมารยาทดีเสมอ  คุณพ่อถือเป็นกฎที่จะไม่โต้ตอบเมื่อรู้สึกว่าภายในกำลังคุกรุ่นด้วยอารมณ์อยู่  คุณพ่อจะสวดรอวันเวลาให้ผ่านไปจนกระทั่งมีความสงบราบคาบเสียก่อนจึงพูด จึงกระทำ

        คุณพ่อบอสโกเคยเขียนถึงคุณพ่อวาลีนอตตี  เกี่ยวกับบทความโจมตี Letture Cattoliche  ทางหนังสือพิมพ์ว่า “เมื่อวานนี้ผมอยากจะเขียนตอบไปเลยตั้งหลายครั้ง  แต่ใจยังไม่สงบจึงไม่ได้เขียนเช้านี้หลังจากที่ได้ถวายมิสซาและมอบทุกสิ่งให้กับพระเจ้าอย่างซื่อๆ...”

        พระคาร์ดินับกาลีเอโร  ได้เล่าให้เจ้าหน้าที่ดำเนินเรื่องเพื่อแต่งตั้งคุณพ่อบอสโกเป็นนักบุญ  ถึงความสามารถขั้นวีรกรรมของคุณพ่อในการปฏิบัติตอบความขัดแย้งต่างๆ ด้วยความสงบ  ว่าในเดือนมกราคม  1875  ขณะที่คุณพ่อบอสโกกำลังทานอาหารพร้อมกับสมาชิกซาเลเซียนอยู่  คุณพ่อรัวได้เข้ามาหาและบอกว่า  คุณพ่อบอสโกต้องจ่ายเงินจำนวน 40,000 ลีเร  ซึ่งนับว่าเป็นจำนวนสูงมากในสมัยนั้น เนื่องจากเช็คที่คุณพ่อเซ็นค้ำประกันให้เพื่อนคนหนึ่งซึ่งตายอย่างกะทันหันนั้นทางญาติพี่น้องของผู้ตายไม่ยอมจ่ายแทนปฏิกิริยาของคุณพพ่อในเวลานั้นหรือ? “คุณพ่อยังคงทางซุปต่อไปแต่เห็นได้ชัดว่าเหงื่อเม็ดใหญ่ๆ ไหลรินมาจากหน้าผากและหยดลงในจาน  ทั้งๆ ที่อากาศขณะนั้นหนาวมากและในห้องอาหารไม่มีเครื่องทำความร้อนด้วยซ้ำ  ไม่มีวี่แววแห่งความทุกข์กังวลแต่อย่างใดคุณพ่อยังคงวางตัวได้เหมือนเดิมโดยตลอด”

        คำยืนยันของคุณพ่อซาวีโอ  อัสกานีโอ  บ่งบอกความจริงไว้หลายอย่างเหมือนกัน  “คุณพ่อบอสโกสามารถควบคุมนิสัยได้ดีเยี่ยมจากหุนหันมาเป็นสงบราบคาบ  และยินยอมตามความต้องการของเด็ก  ถ้าสิ่งนั้นไม่ขัดกับพระสิริมงคลของพระเจ้าและความดีของวิญญาณ”

        ความยากลำบากที่คุณพ่อบอสโกต้องเผชิญในการเป็นนักบุญนั้นมีมาก  แม้คุณพ่อเองจะไม่ได้บอกหรือแสดงออกมาภายนอกก็ตาม
เมื่อพูดถึงความเต็มเปี่ยมแห่งความศักดิ์สิทธิ์ของคุณพ่อบอสโกพระสันตะปาปาปีโอที่ 9 ได้ตรัสสรุปเมื่อครั้งทรงปราศรัยกับนักเรียนแห่งสถาบัน  Pontifici Seminari Romani ในวันที่ 10 มิถุนายน 1932  ว่า “ชีวิตของคุณพ่อ ในทุกเวลา  เป็นยัญบูชาอย่างต่อเนื่องแห่งความรัก  และเป็นการสำรวมเพื่อภาวนา  สิ่งนี้แสดงออกมาในทางการพูดคุยสนทนาของคุณพ่อ... มีคนกล่าวว่า  คุณพ่อไม่ได้สนใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัว  ความนึกคิดของคุณพ่อล่องลอยไปที่อื่น  นั่นคือกำลังอยู่กับพระเยซูเจ้าในความสัมพันธ์หนึ่งเดียวกับพระองค์แต่กระนั้นก็ดี  คุณพ่อพูดตอบทุกคนและใช้คำพูดได้ถูกต้องและเหมาะเจาะกับความต้องการของทุกคน  จึงเป็นเรื่องน่าพิศวงมากแรกๆ ก็ดูเป็นเรื่องแปลกแต่แล้วก็เป็นสิ่งน่าพิศวงจริงๆ ชีวิตแห่งความศักดิ์สิทธิ์และการสำรวมตัว ตลอดจนการจดจ่ออยู่กับการสวดภาวนานี้  คุณพ่อกระทำไปทั้งในช่วงเวลาดึกดื่นของแต่ละวันและทั้งในขณะทำงานต่างๆ ตลอดวันด้วย   •