ครอบครัว
.................................................

 

คยเห็นนั่งหน้าใสในรายการข่าวยามเช้า
สร้างความสดชื่นให้หน้าจอโทรทัศน์
ด้วยวัยหนุ่ม ด้วยความฉลาดเฉียบคม
แม้จะไม่ได้เป็นตัวเอกของรายการ
ได้แต่พูดเสริมเมื่อมีการส่งลูกให้
จนแทบจะกลายเป็นตัวประดับรายการ
ทั้งที่สามารถเป็นพ่อมดแห่งวงการเศรษฐกิจได้อย่างสบาย
จู่ก็มีข่าวว่าเปลี่ยนต้นสังกัด
ด้วยเหตุผลความอึดอัดส่วนตัว
เมื่อรายการเล่นบทบาทเกินความเป็นสื่อ
เจาะลึกเบื้องหน้าเบื้อหลังข่าวอาชญากรรม
โดยเฉพาะความรุนแรงต่อสตรีและเด็ก
...การข่มขืน ทารุณกรรม การเอาฉกฉวยประโยชน์...
ซึ่งแค่เสนอข่าวก็เหมือนถูกย่ำยีรอบที่สองรอบที่สาม
ละเอียดทั้งรูปร่างสัณฐานผู้ตกเป็นเหยื่อ
ทั้งวิธีการวางแผน การลงมือกระทำ และหลังจากนั้น
อันเป็นความถนัดเฉพาะตัวของหนังสือพิมพ์ไทยแล้ว
ยังมีการสัมภาษณ์ผู้ตกเป็นข่าว ผู้อยู่ในเหตุการณ์
ยิ่งกว่าที่ทำกันในศาลเสียอีก
พยายามดึงน้ำตา ดึงความเจ็บปวด ออกมาให้เห็นกันจะจะ
โดยไม่นำพาต่อความรู้สึกใด ทั้งของเจ้าตัว ทั้งของผู้ชมรายการ
คิดแค่ “เรทติ้ง” โฆษณา ผลกำไร
แถมยังได้เงินจากคนส่งเอสเอมเอสเข้าไปวิ่งบนจอ
ที่คนส่งตั้งอกตั้งใจอ่านอยู่คนเดียว
เสียตางค์แต่ดูเท่ห์...คนเดียว เหมือนเดิม...
จะว่าไปแล้วมันเป็นกระแสนิยม
เหมือนแฟชั่นเสื้อผ้าอินเทรนด์ก็ไม่ผิดนัก
จะรายงานข่าวทีก็ต้องมีสองสามคน
ผลัดกันอ่านข่าวจากหน้าหนังสือพิมพ์
คนหนึ่งอ่าน อีกคนหาข่าวชิ้นต่อไป
แทบจะไม่ต้องลงทุนอะไร
นอกจากหนังสือพิมพ์หลากหลายฉบับหน่อย
แล้วก็ “คุยข่าว” กันไป
หยอกเย้ากันไปจนจบรายการ
แทนที่จะ “วิเคราะห์” ข่าวอย่างมีหลักการ
ให้สมบทบาทผู้ทำสื่อเพื่อประชาชน...
กระนั้นก็ดี
จะโทษคนทำข่าวฝ่ายเดียวก็ไม่ได้
เพราะคนทำข่าวบ้านเราต้องเล่นบทบาท “พ่อครัว” “แม่ครัว” ไปในตัว
ปรุงอาหารตามใจผู้บริโภค
ทั้งชนิดของอาหาร ทั้งรสชาติ ทั้งระดับ
เลยพากันทำข่าวตาม “คุณขอมา”
จนต่างชาติเห็นหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ไทยแล้วต้องตกใจ
พากันคิดว่าบ้านเรามีแต่เรื่องเลวร้ายแบบนี้ทุกวี่ทุกวัน
แล้วจะมีชีวิตเป็นสุขได้อย่างไรนี่...
ก็คงเป็นเช่นนี้ต่อไป
หากไม่พร้อมจะเปลี่ยนวัฒนธรรมการบริโภคสื่อ
เมื่อเปลี่ยนการบริโภค การผลิตสื่อก็คงต้องเปลี่ยนตามไปด้วย
เมื่อนั้นคนไทยจะได้ “ปลื้ม” กับการบริโภคข่าวสารกันเสียที •