ครอบครัว
.................................................

 

     มีการพูดว่า “ใครที่เริ่มพูดถึงอดีตแสดงว่าแก่ตัวแล้ว”
          เพราะคนวัยรุ่น วัยหนุ่ม วัยสาว           เขาพูดถึงปัจจุบันและหนักไปทางอนาคตกันมากกว่า
          จริงๆ แล้ว ผมเชื่อว่าเป็นเช่นนั้น แต่ก็ทำใจไม่ได้
          ในเมื่ออดีตบางอย่างมันน่ารัก น่าชื่นชอบ ชวนให้รัญจวนหวนหา
          ก็คงต้องยอมแก่เพื่อเจาะเวลา ย้อนกลับไปสักครั้งสองครั้ง
          อย่างน้อยมันจะได้ไม่จางหายไปพร้อมกับกาลเวลา หรือถูกลบล้างโดยปัจจุบัน

          ก่อนนี้ ไปไหนไม่ต้องห่วงเรื่องน้ำเรื่องท่า
          หน้าบ้านมีตุ่มดินใบน้อยเต็มด้วยน้ำฝนใสเย็น จะดื่มสักกี่อิ่มก็ไม่ว่ากัน
          เพราะน้ำใจเจ้าของบ้านใสเย็นเหมือนน้ำ หลั่งไหลไม่มีวันเหือดแห้ง
          ถือเสียว่าธรรมชาติให้มา ก็แบ่งกันกินแบ่งกันใช้
          แต่เดี๋ยวนี้ อย่าว่าแต่ตุ่มใส่น้ำฝนเลย
          แม้แต่ตุ่มร้าววางหน้าบ้าน ก็หายไม่มีร่องรอย
          ใจคนเหือดแห้ง จนไม่เหลือคำว่า “น้ำ” นำหน้าใจ

ก่อนนี้ เพียงแค่ได้ยินเสียงร้อง “ขโมย” ยามดึกดื่นค่ำคืน
          ทุกคนจะรีบคว้ามีดพร้า จอบเสียม เหล็กไม้
          วิ่งไปที่บ้านต้นเสียง ร่วมใจกันปกป้อง
          แต่เดี๋ยวนี้ ได้ยินเสียงร้อง “ขโมย” ครั้งใด
          ทุกคนจะรีบปิดประตู ลงกลอนแน่นหนา
          ปกป้องผลประโยชน์ของตนเองไว้ก่อนหมด

          ก่อนนี้ มีอุบัติเหตุ คนผ่านไปผ่านมาจะหยุดช่วยเหลือ
          บาดเจ็บก็รีบนำพาไปรักษาเยียวยา
          แม้จะต้องเสียเวลา แต่ก็ถือว่าชีวิตคนสำคัญกว่าอย่างอื่นใด
          แต่เดี๋ยวนี้ มีอุบัติเหตุ คนหยุดมุงดูราวกับมุงดูปาหี่
          เห็นความพินาศฉิบหายเป็นเรื่องตื่นเต้นน่าดู
          แถมถือโอกาสเก็บข้าวของมีค่าเป็นผลพลอยได้
          ไม่เคยฉุกคิดสักนิดว่ากำลังซ้ำเติมคนเคราะห์ร้าย
          เอาหมดตั้งแต่เงินทอง ข้าวของ แหวน กำไร ไปจนถึงชิ้นส่วนรถ

          ก่อนนี้ เสียงรถหวอดับเพลิงไปทางไหน ทุกคนจะรีบเร่งตามไป
          มือถือกระป๋อง กาละมัง ตักน้ำช่วยพิชิตไฟคนละไม้คนละมือ
          บ้างก็ช่วยขนข้าวของออกมาให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้
          อย่างน้อย ก็ยังไม่ถึงกับสิ้นเนื้อประดาตัว
          แต่เดี๋ยวนี้ แค่แว่วเสียงรถหวอดับเพลิง ก็พากันรีบเร่ง
          ไม่มีอะไรติดไม้ติดมือไป แต่ขากลับมามีข้าวของคนละชิ้นคนละอัน
          ปากก็ร้องบอกจะช่วยขน แต่ขนไปไหนไม่รอฟังเจ้าของบ้านบอก

          ก่อนนี้ พบเห็นกันก็ร้องทัก “กินข้าวยัง”
          แสดงความเป็นห่วงในความต้องการพื้นฐานของกัน
          ถ้าคำตอบ “กินแล้ว” ก็ค่อยพูดจาเรื่องทุกข์สุข ดินฟ้าอากาศ
          ถ้าคำตอบ “ยัง” ก็จะรีบเชิญกินข้าวกินปลา
          แต่เดี๋ยวนี้ ถ้าไม่มีธุระปะปัง ก็แทบจะไม่มองหน้า
          จะพูดจะจาต่อเมื่อมีเรื่องต้องติดต่อกัน
          น้ำท่าสักแก้วก็แทบจะไม่ได้แตะ อย่าว่าแต่ชวนกินข้าวกินปลาเลย

เหล่านี้เป็นความทรงจำที่ค่อยๆเลือนหายไปอย่างน่าเสียดาย
          และถ้ายังจะถือกันว่า พูดถึงอดีตก็แสดงว่าแก่ตัวแล้ว
          ก็คงไม่กล้าจะพูดถึงอดีตกันอีกต่อไป
         
          แล้วใครจะสานต่ออดีตที่งดงามในสังคมไทยเราเล่า? •