าวคนหนึ่งตัดสินใจไม่ได้ว่า
จะบวชเป็นซิสเตอร์หรือแต่งงาน
เธอจึงเริ่มทำนพวารแม่พระ เพื่อขอความสว่างในเรื่องนี้ 
ทุกเย็นเธอคุกเข่าต่อหน้าพระรูปแม่พระ
และภาวนาด้วยความร้อนรน แต่ก็ยังไม่มีคำตอบให้
จนกระทั่งนพวารวันสุดท้าย
คนจัดวัดแอบอยู่หลังรูปแม่พระ
และเลียนเสียงพระกุมารกระซิบว่า

“จงไปบวชเป็นซิสเตอร์”
“โทษที เงียบหน่อยได้ไหม
ฉันกำลังพูดกับแม่ของหนูอยู่นะ”

 

 


 

จ้าอาวาสให้คำแนะนำพระสงฆ์หนุ่มวิธีได้ใจสัตบุรุษ
นั่นคือ ฟัง รู้จักฟัง และเหนืออื่นใดฟัง
วันหนึ่งเห็นพระสงฆ์หนุ่มท่าทางไม่สบายจึงถาม
“วันนี้เป็นไงคุณพ่อ?”
“ก็ผมทำตามที่คุณพ่อแนะ วันนี้มีหญิงคนหนึ่งมาบอกผมว่าเธอปวดหัวบ่อยๆ  ผมเลยบอกให้เธอค่อยๆพูด เธอพูด พูด พูด และ
ผมก็ฟัง ฟัง ฟัง กระทั่งสองชั่วโมงผ่านไป
เธอก็บอกผมว่าตอนนี้เธอหายปวดหัวแล้ว
แต่ตอนนี้ผมปวดหัวเอามากๆเลยครับ คุณพ่อ”


 

 

สัตบุรุษคนหนึ่งไปหาเจ้าอาวาสพร้อมกับถาม
“คุณพ่อครับ คุณพ่อว่าคนที่หาประโยชน์จากความผิดพลาด
ของผู้อื่นผิดหรือเปล่าครับ?”

“ผิดแน่นอน ลูกเอ๋ย”
“งั้นคุณพ่อช่วยคืนเงินห้าพันบาท
ที่ผมมอบให้คุณพ่อในวันที่ผมแต่งงานด้วยครับ”


เด็กสองคนกำลังทะเลาะกันบนทางเดิน  หญิงคนหนึ่งตรงเข้าไปแยกและพูดตำหนิ
เด็กที่ตัวใหญ่กว่า
“แกไม่อายหรือไง จำไม่ได้หรือว่าพระเยซูเจ้า
ทรงสั่งให้อภัยแม้กระทั่งศัตรู”

“มันเกี่ยวกับอะไรกับคุณ  
ส่วนไอ้นี่ไม่ใช่ศัตรูผม มันเป็นน้องชายผมเอง”


วันหนึ่งมีพ่อค้าเร่มาพบพระสังฆราชอัลเฟร
และเสนอสินค้าน่าซื้อหลายอย่าง 
แต่พระสังฆราชไม่สนใจ เลยพูดแบบขำ ๆ ว่า
“พระคุณเจ้าครับ ช่วยบอกผมหน่อยว่าพระสังฆราชกับลาตัวหนึ่งต่างกันอย่างไร?”
พระสังฆราชแปลกใจ แต่ก็ไม่สามารถให้คำตอบได้
“ผมตอบให้ก็ได้ครับ ลาตัวหนึ่งแบกพระเยซูเจ้าบนหลังของมัน
ส่วนพระสังฆราชแขวนพระเยซูเจ้าบนหน้าอก”

พระสังฆราชชอบใจแล้วก็ถามกลับ
“แล้วคุณรู้หรือเปล่าว่า ลาตัวหนึ่งกับพ่อค้าเร่ต่างกันอย่างไร?”
“ผมไม่เคยคิดด้วยซ้ำ ท่านช่วยเฉลยให้หน่อยครับ”
“จริง ๆ แล้วพ่อก็ไม่รู้ว่าต่างกันอย่างไรเหมือนกัน...ลูกเอ๋ย”

 

มีการสัมภาษณ์พระสังฆราชหนุ่มชาวสเปน
“พระคุณเจ้าครับ
คนพูดกันว่าความสัมพันธ์ของท่านกับพระสงฆ์ดีมาก
ท่านคิดว่าอะไรคือเคล็ดลับครับ?”

“เป็นเรื่องง่ายมาก  พ่อพยายามปฏิบัติกับสามเณร
เหมือนกับว่าพวกเขาเป็นพระสงฆ์
และปฏิบัติกับพระสงฆ์เหมือนกับว่า
พวกเขาเป็นสามเณร”

 


 

ท่านยวงเวียนเน เจ้าอาวาสผู้ศักดิ์สิทธิ์
ตอนเรียนเตรียมเป็นพระสงฆ์ต้องลำบากกับการเรียนมาก
ครั้งหนึ่ง หลังจากที่อาจารย์ถามแล้วท่านตอบไม่ได้
อาจารย์ก็เลยโพล่งออกมา
“พระศาสนจักรจะได้ประโยชน์จากลาโง่แบบนี้บ้างหนอ?”
ท่านยวงเวียนเนตอบด้วยเสียงราบเรียบว่า
“ถ้าแซมซั่นใช้ขากรรไกรลาตัวหนึ่งเป็นอาวุธสังหาร
พวกฟิลิสตินได้ถึงพันคน แล้วลาทั้งตัวจะไม่ทำอะไร
ได้มากกว่านั้นหรือครับ?”


“คุณพ่อครับ เห็นคุณพ่อเร่งรีบ
คุณพ่อจะไปฟังการบรรยายที่ติดประกาศไว้หรือเปล่าครับ 
แค่อ่านหัวข้อการบรรยาย ผมว่าคงจะน่าเบื่อมากเลย”

“พ่อต้องไป ลูกเอ๋ย  เพราะพ่อเป็นผู้บรรยายเอง”




ลังจากสิ้นสุดสงครามปรมาณู
มีคนเหลืออยู่ในโลกสองคน ชายหนึ่งหญิงหนึ่ง
ผู้ชายเริ่มพูดก่อน
“หิวจังเลย”
ผู้หญิงยื่นแอปเปิลลูกหนึ่งให้
“ไม่ ผมไม่กินแอปเปิลเด็ดขาด
เราอย่าเริ่มต้นแบบนั้นอีกเลยนะ”


คุณพ่อวัยหนุ่มกำลังช่วยติดตั้งเวที
มีเด็กชายคนหนึ่งคอยอยู่ข้างๆตลอดเวลา ที่สุดคุณพ่อจึงถาม
“หนูต้องการอะไรหรือเปล่า มีอะไรจะบอกพ่อไหม บอกพ่อได้นะ”
“ไม่มีอะไรครับ  ผมชอบอยู่เงียบๆอย่างนี้และรอ”
“รออะไรลูก?”
“ผมแค่อยากจะได้ยินพระสงฆ์พูดอะไรบ้าง
เมื่อตอกตาปูไปโดนนิ้วตัวเอง”


 

นุ่มคนหนึ่งถามนักบวชอาวุโสท่านหนึ่ง
“ท่านยังต้องต่อสู้กับปีศาจอีกหรือเปล่า?”
“ฉันต่อสู้มาหลายปี ตอนนี้กำลังต่อสู้กับพระเจ้า”
“ท่านหวังจะชนะหรือเปล่า?”
“เปล่า ฉันหวังแพ้พระองค์มากกว่า”

 


 

เจ้าอาวาสรับสาย มีเสียงผู้หญิงพูด
“ช่วยส่งเบียร์มาให้ฉันหกลังนะ”
เจ้าอาวาสจำได้ว่าเป็นเสียงสัตบุรุษคนหนึ่งของวัด
“สวัสดีครับ นี่พ่อเจ้าวัดนะครับ”
ผู้หญิงมั่นใจว่าโทรเบอร์ของเอเย่นต์เบียร์ จึงพูดต่อ
“จริงหรือนี่ แล้วคุณพ่อไปทำอะไรอยู่ที่เอเย่นต์เบียร์คะ”

 

 


“ฮัลโหล คุณพ่อเจ้าวัดหรือคะ?”
“ครับ มีธุระอะไรหรือครับ?”
“แต่เสียงไม่เหมือนพ่อเจ้าวัดนะ”
“ไม่เป็นไรครับ พูดได้ครับ”
“คุณพ่อสบายดีหรือคะ?”
“สบายดีครับ และคุณล่ะ”
“ก็ไม่เท่าไร คือว่า ดิฉันอยากรบกวน
ขอยืมเงินสักหนึ่งหมื่นได้ไหมคะ?”

“ถูกต้องครับ คุณพูดถูก ผมไม่ใช่คุณพ่อเจ้าวัด
ผมเป็นแค่พ่อปลัด เอาเป็นว่า เมื่อคุณพ่อเจ้าวัดกลับมา
ผมจะบอกว่าสตรีคนหนึ่งโทรมานะครับ”

 

 

ซิสเตอร์อาวุโสกำลังจะสิ้นใจมีความปรารถนาจะดื่มนมสักแก้ว
แต่ในขณะนั้นในครัวไม่มีนมเก็บไว้
คุณแม่อธิการจึงตรงไปที่บ้านคนสวนในบริเวณอาราม
แต่ในบ้านไม่มีนมเหลือเช่นกัน 

คนสวนเลยเอาขวดวิสกี้ออกจากตู้และมอบให้คุณแม่อธิการ
พร้อมกับแนะว่าไหน ๆ ก็ไม่มีอะไรอื่นแล้ว
ให้คุณแม่เอาไปให้ซิสเตอร์อาวุโสดื่มแทนนม

หลังจากดื่มแล้ว ซิสเตอร์อาวุโสพูดเสียงแหบแห้งว่า
“คุณแม่...ดูแลรักษาวัวตัวนี้ไว้ให้ดีเป็นพิเศษเลยนะ”


 

ซิสเตอร์คนหนึ่งสารภาพบาป

“คุณพ่อที่เคารพ ลูกได้ทำบาปหลงตัวเอง
ลูกมองตัวเองในกระจกและมั่นใจว่าตนเองสวย”


คุณพ่อผู้ฟังแก้บาปเหลือบตาขึ้นมอง

“ลูกเอ๋ย ที่ลูกสารภาพมานี่ไม่ใช่บาปหรอก
หากแต่เป็นแค่ความหลงผิดเท่านั้นเอง”


ายแพทย์ตรวจสุขภาพซิสเตอร์ในอารามแห่งหนึ่ง
พบว่าซิสเตอร์มีสุขภาพย่ำแย่ หน้าตาซูบซีด เลยเสนอให้ซิสเตอร์ไปตากอากาศด้วยกันสักเดือน
สัมผัสอากาศสดชื่นบนภูเขา จะได้สุขภาพดีขึ้น 
หลังจากนั้นหนึ่งเดือน นายแพทย์กลับมาตรวจสุขภาพซิสเตอร์
พบว่าทุกคนหน้าผ่องผาด สุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์จึงพูดว่า

“เห็นหรือยัง อากาศบนภูเขาทำให้สุขภาพสมบูรณ์ให้อย่างไม่น่าเชื่อ
แล้วซิสเตอร์กลับมากันเมื่อไร?”

“พวกเราไม่ได้ไปไหนทั้งนั้นค่ะ” ซิสเตอร์คนหนึ่งตอบ
“เราแค่ส่งคุณแม่ไปพักผ่อนบนภูเขาคนเดียว”


คุณพ่อท่านหนึ่งเริ่มเทศน์เข้าเงียบให้ภคินี
“น่าเกลียด...”

พร้อมกวาดตามองหน้าผู้ฟังทีละคน
“ใช่ น่าเกลียดที่สุด...”

ไม่มีภคินีคนใดกล้าเงยหน้า
คุณพ่อเทศน์ต่อ
“น่าเกลียดอย่างที่สุด ผลของบาปที่มนุษย์ทำ...”

ภคินีถอนหายใจพร้อมกันเหมือนนัดไว้ ก่อนจะเงยหน้ายิ้ม


จ้าอาวาสเล่นกอล์ฟกับประธานสภาอภิบาล
ประธานสภาอภิบาลออกลูกได้ดีอย่างเหลือเชื่อ

ลูกกลิ้งลงหลุมพอดิบพอดี
เจ้าอาวาสออกลูกตามไป แต่ลูกออกนอกเส้นทางไป
ตกกลางกอหญ้าริมสนาม

กระต่ายตัวหนึ่งวิ่งผ่านมา เห็นลูกกอล์ฟก็คาบวิ่งไป เวลานั้นเองนกอินทรีตัวหนึ่งโฉบลงมาคว้ากระต่าย
โผขึ้นฟ้าด้วยความรวดเร็ว

แต่ทันใดนั้นฟ้าผ่าลงมากลางลำตัวนกอินทรี
ทำให้ลูกกอล์ฟหลุดจากปากกระต่าย
หล่นลงมากลางกรีนเข้าหลุมเหมือนจับวาง

เจ้าอาวาสหันไปมองประธานสภาอภิบาล ก่อนชายตาขึ้นพึมพำว่า
“ข้าแต่พระบิดา ขอบพระคุณที่ทรงอยู่ด้วยกันตลอด”


เจ้าอาวาสท่านหนึ่งปรึกษาเพื่อนเรื่องการลดน้ำหนัก
“คุณพ่อลองเล่นเทนนิสหรือไม่ก็ขี่ม้าดูก็ได้” เพื่อนแนะ
“เทนนิสคงเล่นไม่ได้ เพราะหัวเข่าไม่ดี ว่าจะลองขี่ม้า...” เจ้าอาวาสสรุป
ผ่านไปหนึ่งเดือน เพื่อนพบคนจัดวัด
“เป็นไง คุณพ่อเจ้าวัดลดน้ำหนักได้ผลไหม?”
“น่าจะได้ผล ตอนนี้น้ำหนักม้าลดกว่าสิบกิโลแล้ว...”


 

ปีศาจในนรกอยากทำอะไรแตกต่างจากความจำเจที่มี
จึงโทรศัพท์ไปหานักบุญเปโตร
“เรามาแข่งฟุตบอลกันไหมท่าน นรกฟาดแข้งสวรรค์”
นักบุญเปโตรตอบรับ
“ถ้าไม่หลอกกัน ทางเรายินดีรับการท้าทาย 
แต่ขอบอกไว้เลยว่านักเล่นเก่งๆอยู่ฝ่ายเราหมดนะ”

“แล้วจะเห็นกัน อย่าลืมว่ากรรมการเจ๋งๆอยู่ฝ่ายเราหมด...ขอบอก”


 

เรือโดยสารลำหนึ่งกำลังจม ผู้โดยสารพากันสวดภาวนา แล้วไปหาพระสงฆ์ประจำเรือเพื่อขอให้ทำมิสซา

“ได้เลย แต่ต้องเตรียมให้ครบทุกอย่าง ไปช่วยกันหา เร็วเข้า”

เวลาผ่านไป แต่ยังไม่สามารถหาสิ่งจำเป็นสำหรับทำมิสซาได้ เรือเริ่มเอียงแล้ว แต่ยังทำอะไรไม่ได้สักอย่าง

“คุณพ่อครับ ทำอะไรสักอย่างสิครับ 
สวดบทมิสซาตอนสำคัญที่สุดก็ยังดี 
เร็วเข้า สวดอะไรสักอย่าง”


พระสงฆ์ประจำเรือบอกให้ทุกคนสงบเพื่อเตรียมใจ แล้วพูดว่า

“เนื่องจากเรามีเวลาไม่มากแล้ว
เราจะทำเฉพาะสิ่งที่สำคัญที่สุดในมิสซา ซึ่งจะช่วยยกบาปให้เราด้วย
นี่คุณ ช่วยถอดหมวก เดินไปหาทีละคน...เก็บทานใส่หมวกมาให้พ่อ  เร็วเข้า...”


 

ายชราคนหนึ่งรู้ตัวว่ากำลังจะตาย 
จึงเรียกหลานชายคนเดียวที่มีให้มาพบ
แล้วพูดกับหลานชายว่า
“หลานรัก ลุงทำพินัยกรรมแล้ว
น่าเสียดายที่หลานไม่สนใจศาสนา...”

“ไม่ใช่เลยคุณลุง
คุณลุงรู้ดีว่าเป็นคนธรรมมะธรรมโมจะตาย...”

“งั้นรึ  ถ้าอย่างนั้นหลานคงต้องพอใจอย่างมาก
เพราะลุงมอบทุกอย่างให้วัด”


 


หญิงคนหนึ่งพาพบเจ้าอาวาสหนุ่ม พร้อมกับขอบางอย่างที่ดูจะแปลก

“คุณพ่อคะ ดิฉันอยากจะบอกความปรารถนาอย่างหนึ่ง
ให้คุณพ่อรับทราบ  ดิฉันตัวคนเดียว ไม่สามารถมีบุตรได้
เลยเลี้ยงสุนัขไว้ตัวหนึ่ง  ดิฉันรักมันมาก  เนื่องจากมันเป็น
เหมือนลูกชายสำหรับดิฉัน จึงอยากขอให้คุณพ่อล้างบาปให้มันด้วย”

เมื่อเจ้าอาวาสหนุ่ม ปฏิเสธ เธอก็ยืนยันรบเร้า

“ดิฉันรู้ว่าคุณพ่อยากจน วัดไม่มีรายได้
ถ้าคุณพ่อยอมตามที่ดิฉันขอ
ดิฉันจะถวายเงินหนึ่งล้านดอลล่าร์สำหรับงานอภิบาลวัด”

คุณพ่อเจ้าอาวาสหนุ่มต้องพ่ายแพ้ต่อเงินก้อนใหญ่
ไม่กี่เดือนต่อมามีการสร้างศาลาวัดใหญ่โต แล้วนั้นห้องประชุม
และแม้กระทั่งสระว่ายน้ำมาตรฐาน

พระสังฆราชแปลกใจระคนกับสงสัยถึงที่มาที่ไป
ของการพัฒนาวัดในเวลาอันรวดเร็วเช่นนี้
ถึงไปหาเจ้าอาวาสหนุ่ม ซึ่งในที่สุดก็สารภาพที่มาที่ไปของทุกอย่าง
หลังจากได้ฟังเรื่องราวแล้ว พระสังฆราชก็สรุป
“เราพร้อมจะอภัยบาปให้บริการศีลศักดิ์สิทธิ์เพื่อแลกกับเงิน 
กระนั้นก็ดี อยากจะเตือนว่า ถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับศีลกำลัง
จงจำไว้ว่ามีแต่พระสังฆราชเท่านั้นที่โปรดได้”

 


 

าสนบริกรโปรเตสตันต์คนหนึ่งไปตามบ้านสัตบุรุษ
และแจกซองเพื่อรวบรวมเงินช่วยเหลือคนจน
ก่อนถึงวันอาทิตย์ก็เดินไปตามบ้านเมื่อเก็บซองบริจาค
สตรีคนหนึ่งให้การต้อนรับพร้อมกับกล่าวว่า
“เสียใจค่ะท่าน เพราะหมาของฉันกินซองไปแล้ว”
“ไม่เป็นไรครับ ผมเตรียมซองมาให้อีกซองหนึ่ง”
“คงไม่รบกวนแล้วค่ะท่าน
เพราะซองแรกที่มันกินเข้าไปติดคออยู่หลายวัน”

 




 

คุณพ่อเจ้าอาวาสคุยกัน
“สัตบุรุษที่วัดแปลกมาก เมื่อเห็นมาวัด
แทบทุกคนขับรถมาและผู้หญิงแต่ละคนแต่งตัวหรู
แต่พอพวกเขาออกจากวัด ผมไปดูที่ตู้ทาน
ก็เพิ่งมารู้ว่าสัตบุรุษวัดนี้จนจริงๆด้วย”

 


นวัดสก๊อตแลนด์มีป้ายติดหรา
“หัวขโมยโปรดทราบ อย่าแคะตู้ทาน อย่าขโมยกิจการดี
นอกนั้น ในตู้ทานมีเงินน้อยมาก
ไม่คุ้มค่ากับการเสี่ยง อย่างไรก็ตาม
ก่อนออกจากวัดอย่าลืมสวดขอพระเจ้า
อภัยเจตนาร้ายด้วยนะ”

 


มงมุมสองตัวอาศัยอยู่ในวัดพูดคุยกัน

“ตลอดหน้าหนาวฉันแทบไม่เป็นอันหลับอันนอน
ฉันชักใยอยู่บนหอระฆัง เสียงระฆังทำให้ฉันแทบหูแตก...”


“ส่วนฉันสบาย ฉันชักใยอยู่ในตู้ทาน บอกได้เลยว่า
ไม่มีอะไรรบกวนเลยแม้แต่น้อยนิด...”

 


วัดแห่งหนึ่งที่ชิชีลี หลังจากพิธีแต่งงานแล้ว แขกเหรื่อยังคงนั่งพูดคุยกันต่อ คนจัดวัดพยายามบอกให้ทุกคนออกจากวัดเพราะได้เวลาปิดวัดแล้ว แต่ก็ไร้ผล ที่สุดจึงขึ้นไปประกาศ

“บัดนี้ คุณพ่อเจ้าอาวาสจะเดินไปหาแต่ละคน
พร้อมกับถุงทานเพื่อเก็บเงินทาน” 


ได้ผล แค่ไม่กี่นาทีทุกคนจากวัดหมด

 


สามเณรคนหนึ่งสอบวิชาศีลธรรม

“ยกตัวอย่างบาปฉ้อฉลมาหนึ่งตัวอย่างซิ”

“ตัวอย่างบาปฉ้อฉลคือ การที่อาจารย์จะให้ผมสอบตกวิชานี้
ถือเป็นการฉ้อฉลอย่างหนึ่งครับ”

“หมายความว่าอย่างไร?”
“ก็เพราะการฉ้อฉลคือการทำความเสียหายให้แก่ผู้อื่น
โดยฉวยโอกาสจากความโง่เขลาของเขาครับ”


 

บนรถเมล์ หญิงชราถามคนขับ

“ขอโทษ ช่วยบอกยายเมื่อถึงวัดนักบุญอันตนหน่อยนะ”
“ได้ครับ”
แล้วนั้น ทุกสองนาที หญิงชราถาม
“จะถึงวัดนักบุญอันตนหรือยัง?”
“ยังครับคุณยาย ถึงแล้วผมจะบอกคุณยายเอง”
หลังจากนั้นไม่นาน คนขับพูดเสียงดัง
“ถึงวัดนักบุญอันตนแล้วครับ”
“ขอบใจจ้า”
คุณยายยกมือทำเครื่องหมายกางเขนอย่างศรัทธา แต่ไม่ลงรถ
“คุณยายครับ ถึงป้ายหน้าวัดนักบุญอันตนแล้วครับ
คุณยายไม่ลงหรือครับ?”

“ไม่หรอกจ้า ยายไม่ต้องการลง ยายแค่อยากจะขอพร
ท่านนักบุญเมื่อผ่านหน้าวัดท่านเท่านั้นเอง”


 

สตรีมั่งมีคนหนึ่งถามคุณพ่อเจ้าอาวาส
ขณะกำลังจะรับศีลเจิมคนป่วย
“คุณพ่อคะ ช่วยบอกตรงไปตรงมาว่าหลาน ๆ
ที่อยู่ข้างนอกกำลังร้องไห้หรือหัวเราะ”

“กำลังร้องไห้”
“โอพระเจ้า ขอบพระคุณพระองค์
นั่นแสดงว่าลูกกำลังดีขึ้น”


 

 

ในการสอบเทววิทยา

“ถ้าซิสเตอร์คนหนึ่งอุ้มทารกที่ได้รับอุบัติเหตุ
และกำลังจะตายมาหาคุณพ่อ
คุณพ่อจะโปรดศีลทาสุดท้ายให้ไหม?”


“แน่นอนครับ” คุณพ่อใหม่ตอบ

“แน่นอนอะไร?” อาจารย์ถาม

 “แน่นอนครับ โปรดศีลทาสุดท้ายให้ซิสเตอร์ครับ”

 


 

สามีซึ่งเป็นคริสตชนร้นรน พยายามปลอบใจภรรยา
ซึ่งก็มากด้วยความเชื่อและกำลังจะจากโลกนี้ไป 

“ที่รัก เธอปรารถนาจะไปสวรรค์เมื่อจากโลกนี้ไปมาโดยตลอด...
ไม่ช้าเธอจะได้ร่วมโต๊ะกับเหล่าเทวดาและบรรดานักบุญแล้ว”


“ฉันยังไม่หิว  คุณไปก่อนก็แล้วกัน”
ภรรยาสวนกลับ

 


 

       นักเขียนชาวอังกฤษชื่อ  Gilbert Keith Chesterton เป็นนักเขียนมีชื่อเสียงมาก เขามาเป็นคาทอลิกตอนเป็นผู้ใหญ่แล้ว วันหนึ่งออกจากวัด ขณะเดินลงมาตามบันใดวัด เขาจับภรรยาขึ้นพาดบ่า คนที่เห็นพากันแปลกใจระคนงุนงง นักเขียนก็พูดชี้แจงด้วยอารมณ์ขำ
       “คุณพ่อเจ้าวัดไม่ได้เทศน์หรือว่า แต่ละคนต้องแบกกางเขนของตนทุกวัน?”


 

       “คุณได้ยินที่คุณพ่อเทศน์วันนี้ไหม? พระเยซูเจ้าทรงสอนเราให้พูดว่า ‘ของเรา’ ไม่ใช่ ‘ของฉัน’อย่างเช่น ข้าแต่พระบิดาของเรา โปรดประทานอาหารประจำวันให้เรา  เป็นบทเทศน์ที่เหมาะสำหรับเราที่เป็นสามีภรรยากันเป็นพิเศษ แล้วทำไมคุณยังพูดอยู่ตลอดเวลาว่า ‘ของฉัน’ เช่น ‘รถของฉัน’ ‘บ้านของฉัน’ ‘ลูกสาวของฉัน’ อีก?”...
       หลังจากนั้นไม่นาน สามีเดินขึ้นไปชั้นสองของบ้าน ภรรยาถามว่า “นั่นคุณกำลังค้นหาอะไรในห้องนอนของเรา”
       “ขออภัย ถ้าคุณอยากรู้ละก้อ... ผมกำลังมองหากางเกงของเราอยู่”

 

 

       เจ้าสาวคนหนึ่งโทรศัพท์ด่วนถึงเจ้าอาวาส
       “คุณพ่อคะ ดิฉันคิดอยู่นาน ไม่ทราบว่ายังจะเปลี่ยนแปลงสามอย่างในใบประกาศงานมงคลสมรสที่ติดอยู่หน้าวัดได้หรือไม่?”
       “ถ้าทำได้ พ่อก็ยินดี”

       “ขอบคุณค่า  สิ่งที่อยากให้เปลี่ยนคือ 1.ขอเลื่อนเวลาไปเป็นเวลาสิบโมงเช้า  2. ขอเปลี่ยนสถานที่ คืออยากจะไปทำที่สักการะสถานแม่พระ ดูโรมันติกกว่า และ 3. ช่วยเขียนชื่อเจ้าบ่าวคนใหม่ให้ด้วย..”

 

 

       ในที่ประชุมเจ้าอาวาส มีเจ้าอาวาสท่านหนึ่งบ่นเรื่องค่าตอบแทนพิธีสมรส เจ้าอาวาสอีกองค์หนึ่งให้ความเห็นใจและแนะนำ
       “เมื่อเจ้าบ่าวถามคุณพ่อว่าจะต้องบริจาคเงินเท่าไร ก็ตอบไปว่าขึ้นอยู่กับความสวยของเจ้าสาว แค่นี้ก็ได้ผลเกินคาดแล้ว”
       เจ้าอาวาสกลับไปทำตามที่เพื่อนเจ้าอาวาสแนะ แต่ก็พบว่าเงินในซองมีน้อยมาก แต่พอเจ้าสาวเปิดผ้าคลุมหน้า เจ้าอาวาสไปหาเจ้าบ่าวและคืนเงินในซองให้หมด พร้อมกับยืนยันว่า
       “เก็บเงินทอนไว้เลยลูก”

 

       คนจัดวัดมาแก้บาป 
       เจ้าอาวาสถือโอกาสเพราะรู้ว่าเขาเป็นต้นเหตุให้เหล้าองุ่นมิสซาแต่ละขวดหมดเร็วเกินควร เมื่อคนจัดวัดสารภาพบาปเสร็จ เจ้าอาวาสก็ถาม
       “นายแก้บาปหมดทุกข้อแล้วยัง เช่นว่า นายรู้อะไรเกี่ยวกับขวดเหล้าองุ่นมิสซาในห้องแต่งตัวพระสงฆ์หรือเปล่า?”
       พอรู้ตัวว่าถูกจับได้ คนจัดวัดก็เสแสร้ง
       “หา... อะไรนะ ไม่ได้ยินอะไรเลย”
       เจ้าอาวาสอยากรุกให้ถึงที่สุดจึงบอกว่า
       “เอางี้ นายลองมานั่งแทนพ่อ ดูซิว่าจะได้ยินหรือเปล่า ไหนลองพูดซิ”
       คนจัดวัดเปลี่ยนที่นั่งกับเจ้าอาวาสแล้วเริ่มถาม
       “ใครที่ยังไม่ยอมจ่ายเงินเดือนให้คนจัดวัดมากว่าห้าเดือนแล้ว”
       “หา... อะไรนะ ไม่ได้ยินอะไรเลย ใช่แล้ว ไม่ได้ยินจริงด้วย..” เจ้าอาวาสพูดมาจากอีกด้านหนึ่ง

 

 


ผู้หญิงคนหนึ่งมาแก้บาป
เธอคิดว่าตนเองศรัทธาและใจสุภาพ

“คุณพ่อที่เคารพ ลูกเป็นคนบาปต่ำช้า”

คุณพ่ออยากจะทดสอบ

“ใช่เลย แน่นอนที่สุด ลูกเอ๋ย”

ผู้หญิงตกใจรับไม่ได้

“อะไรกัน คุณพ่อคิดว่ารู้จักฉันดีนักหรือ?”

 

ชายหน้าตายคนหนึ่งมาแก้บาป

“คุณพ่อที่เคารพ ผมได้ทำบาปครึ่งหนึ่ง”

“พ่อไม่เข้าใจ ลูกทำบาปครึ่งหนึ่งอย่างไร?”

“ก็คุณพ่อเทศน์เสมอให้รักมนุษย์ทุกคน
แต่ผมกลับรักแค่ครึ่งเดียว... รักผู้หญิง”

 

นักบุญอิญาซีโอไม่รู้จะทำอย่างไรให้คนมาแก้บาป
คนหนึ่งเปลี่ยนชีวิต วันหนึ่งจึงบอกเขาว่า

“นี่คุณ มาช่วยพ่อย้ายโต๊ะตัวนี้หน่อย”

“ยินดีครับ คุณพ่อ”

เขายกโต๊ะไปทางหนึ่ง ท่านนักบุญก็ยกไปอีกทางหนึ่ง

“คุณพ่อครับ ผมว่าคงเป็นไปไม่ได้ที่จะขยับโต๊ะ
ถ้าคุณพ่อยังดึงไปอีกทางอยู่อย่างนี้”


“ใช่แล้ว ลูกเอ๋ย การจะทำอะไรสักอย่างให้สำเร็จ
คงทำไม่ได้หากยังยืนกรานทำสิ่งตรงข้าม
พระเจ้าดึงคุณมาทางหนึ่ง
คุณก็ดึงตัวเองไปอีกทางหนึ่ง...อย่างนี้”

 

สตีศรัทธาหลายคนชอบมารอแก้บาปจากพระสงฆ์นักเทศน์ชื่อดัง
แต่คุณพ่ออยากให้แถวของสตรีใจศรัทธาสั้นลง
เพราะอยากให้แถวบุรุษยาวขึ้นเนื่องจากเห็นว่า
บุรุษน่าจะต้องการแก้บาปมากกว่า 

วันหนึ่ง เมื่อเห็นแถวสตรีใจศรัทธายาว
คุณพ่อเลยพูดขึ้นมาดัง ๆ ว่า
“ผู้หญิงคนไหนมีบาปหนักให้มาแก้บาปก่อน”

บัดดล สตรีใจศรัทธาพากันแตกแถว
แยกย้ายไปนั่งสำรวมตามที่นั่งในวัด

 

“คุณพ่อที่เคารพ ผมได้ทำบาป ผมตัดหางหมาที่บ้าน”

“จะเป็นบาปหรือไม่เป็นบาป
ขึ้นอยู่กับเหตุผลเบื้องหลัง...ทำไมลูกจึงตัด?”


“คือว่า ทุกวันอาทิตย์
แม่ยายผมจะมาเยี่ยมเราที่บ้าน
ผมไม่อยากให้แม่ยายคิดว่า
แม้แต่หมาก็ยังกระดิกหางดีใจ
ที่เห็นเธอมาเยี่ยม...”

 

เด็กคนหนึ่งแก้บาป

“พ่อผมห้ามไม่ให้ผมไปงานประจำปี
กลัวว่าผมจะไปดูนักระบำสาว
แต่ผมก็ไปจนได้”


“ลูกก็เลยเห็นสิ่งที่ลูกไม่ควรเห็น”

“ ใช่ครับ ผมเห็นพ่อยืนอยู่แถวหน้าเลยครับ”

 

คริสตชนอาศัยอยู่ในอาลัสกา
กำลังลังเลใจว่าจะไปแก้บาปปัสกาหรือไม่ 
พระสงฆ์ที่พวกเขาจะไปแก้บาปได้
อยู่ไกลออกไป 1,000 กิโลเมตร 
ที่สุดก็เลยสรุปด้วยกัน

“ถ้าเป็นบาปเบา ก็ไม่คุ้มเดินทาง แต่ถ้าเป็นบาปหนัก ก็เสี่ยงเกินไปที่จะเดินทางระยะไกลแบบนี้ อาจจะมีอะไรเกิดขึ้นกลางทางก็ได้ ตกลงไม่ไปดีกว่า”

 


 

ช่วงการเบียดเบียนชาวยิว หญิงคนหนึ่งไปที่โรงแรมสวิส

“สวัสดีคะ ดิฉันชื่อเรเบคคา โคลสไตน์ ขอห้องพักหนึ่งห้องเป็นเวลาสองสัปดาห์”
“เสียใจด้วย แต่เราไม่มีห้องว่าง”
“อะไรกัน ก็ฉันเพิ่งเห็นลูกค้าคืนห้องให้เดี๋ยวนี้เอง”
“ขอพูดให้ชัดอีกที เราไม่มีห้องว่าง...สำหรับยิว”
“ยิวหรือ? ใครเป็นยิว? และถ้าฉันเป็นคาทอลิกล่ะ?”
“ลองดูกันหน่อย ใครคือพระบุตรพระเจ้า?”
“พระเยซู บุตรของมารีย์”
“แล้วทรงเกิดที่ไหน?”
“เกิดในถำเลี้ยงสัตว์”
“ทำไมต้องไปเกิดในถ้ำเลี้ยงสัตว์?”
“ก็เพราะมีคนน่าโง่แบบคุณที่ไม่ยอมให้ห้องพักชาวยิวในโรงแรมนะสิ...”

 


 

ณะที่ราไบ นักขับประจำโบสถ์และพระสงฆ์คาทอลิก
กำลังจาริกแสวงบุญที่อิสราเอล พวกเขาถูกผู้ก่อการร้ายจับตัวไป

“ปล่อยเราไปเถิด” ทั้งสามร้องขอ
“เราเป็นผู้ประกอบพิธีกรรม ผมเป็นราไบ
เขาเป็นนักขับ ส่วนเขาเป็นพระสงฆ์”

“ไม่มีทาง แต่ก่อนตาย
เราจะทำตามปรารถนาของแต่ละคน พูดมาเลย”

ราไบพูด
“ผมขอเทศน์เป็นครั้งสุดท้ายเป็นเวลาสองชั่วโมง
โดยห้ามใครหลับเด็ดขาด”

นักขับขอบ้าง
“ฉันขอจัดคอนเสิร์ตเป็นเวลาสองชั่วโมง
โดยร้องเพลงตามใจชอบ”

พระสงฆ์ลังเลอยู่พักหนึ่ง แล้วพูด
“งั้น... ฉันขอถูกประหารเป็นคนแรก”


อะดอล์ฟ ฮิตเลอร์ นอนฝันร้ายอยู่หลาย ที่สุดก็ตัดสินใจไปหาแม่มดคนหนึ่งให้ช่วย
“เสียใจ ฉันไม่สามารถรู้ต้นเหตุของ
ฝันร้ายของคุณได้เลย
แต่ฉันสามารถบอกคุณได้อย่างหนึ่ง
คือ คุณจะตายในวันฉลองของชาวยิว”

“ฉลองไหน?”
“ไม่สำคัญ เพราะวันใดที่คุณตาย
วันนั้นจะเป็นวันฉลองของชาวยิว”


       ริสตชนและยิวตายพร้อมกัน        ทั้งสองมาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระบิดา        พระองค์ตรัสกับเขาทั้งสองว่า
       “ยังไม่ถึงเวลาของลูก จงกลับไปมีชีวิตต่อไปในโลก แต่เราจะให้ของขวัญลูกคนละอย่างตามที่ขอ”
       “ลูกอยากจะได้เงินมากๆ”
       คริสตชนขอ
       “ได้เลย”      
       พระบิดาทรงตอบด้วยพระทัยดี
       “แล้วลูกล่ะ”
       “ผมขอแค่ที่อยู่ของเขาก็พอ พระเจ้าข้า”    
        ยิวตอบ


 

       ทุกปี ก่อนวันสมโภชปัสกามักมีเรื่องแปลก ๆ ราไบของกรุงโรมไปเฝ้าพระสันตะปาปาและมอบซองเก่าซีดให้ พระสันตะทรงรับซองมาดู สั่นหัว และคืนซองให้ เมื่อราไบรับซองแล้วก็จากไป

       ปีหนึ่ง มีราไบคนใหม่ไปเฝ้าพระสันตะปาปาที่ทรงรับแต่งตั้งใหม่ พร้อมกับมอบซองเก่าซีดให้ พระสันตะปาปาทรงแปลกใจและถามว่า
       “ในซองมีอะไร?”
       ราไบตอบ
       “จริง ๆ แล้วผมเองก็ไม่ทราบ” 
       พระสันตะปาปาทรงแกะซองด้วยระแวดระวัง
และพบ...ใบเสร็จอาหาค่ำครั้งสุดท้าย


 

ครู : เด็กชายสุพจน์ จงบอกสิ่งที่สำคัญมากสิ่งหนึ่ง
ที่เรามีทุกวันนี้ ซึ่งก่อนนี้ 20 ปียังไม่มี


สุพจน์ : ตัวผมไงครับ


 

ครู : พัชรี ออกไปชี้ที่แผนที่โลกซิว่าอเมริกาเหนืออยู่ไหน
พัชรี : นี่ค่ะ
ครู : ถูกต้อง นักเรียนรู้หรือเปล่าคะ ว่าใครเป็นคนเจออเมริกา?
นักเรียน : พัชรีครับ/ค่ะ


 

ครูถามเด็กนักเรียนเพื่อจะดูว่าเด็กเข้าใจเกี่ยวกับการไปสวรรค์ไม่

“ถ้าครูขายบ้าน ขายรถ เปิดท้ายรถขายของที่มี
แล้วมอบเงินทั้งหมดให้วัด ครูได้ไปสวรรค์หรือไม่”


“ไม่”
นักเรียนพูดเป็นเสียงเดียวกัน

“ถ้าครูกวาดวัดทุกวัน ตัดหญ้าหน้าวัด
จัดทุกอย่างให้สะอาดเรียบร้อย ครูจะได้ไปสวรรค์หรือไม่”


“ไม่”
นักเรียนตอบ

“แล้ว ถ้าครูเมตตาสัตว์ แจกขนมให้เด็กทุกคน
รักสามี ครูจะได้ไปสวรรค์หรือไม่”


“ไม่”
นักเรียนยังคงยืนยัน

“ถ้าอย่างนั้น
ครูจะเข้าสวรรค์ได้อย่างไรคะ นักเรียน”


เด็กชายอายุ 5 ขวบตะโกน
“ครูต้องตายก่อนครับ”



 

ครู : เด็กชายยงยุทธ์ ทำไมเนื้อตัวจึงสกปรกอย่างนี้?
ยงยุทธ์ : ก็ผมอยู่ใกล้พื้นดินกว่าคุณครูนี่ครับ



 

 

ครู : สุรีย์ ไหนลองยกตัวอย่างของความบังเอิญประจวบกันซิ
สุรีย์ : คุณพ่อคุณแม่ของหนูแต่งงานวันเดียวกัน เวลาเดียวกัน



 

ครู : วิชัย บอกครูมาตรงๆ เคยสวดก่อนทานข้าวหรือเปล่า?

วิชัย : ผมไม่ต้องสวดเลยครับ เพราะคุณแม่ของผมเป็นแม่ครัวชั้นหนึ่งเลยครับ



ครู : สุนทร ทำไมเรียงความเรื่อง “สุนักของข้าพเจ้า” จึงเหมือนกับพี่ชายเธอทุกคำ

สุนทร : ก็เรามีสุนัขตัวเดียวกันนี่ครับ




ครู : เราจะเรียกคนที่เอาแต่พูด
แม้จะไม่มีใครสนใจฟังว่าอะไร?


นักเรียน : ครูครับ/ค่ะ

 




ายคนหนึ่งก่อนจะสิ้นใจสั่งลาภรรยา
“ที่รัก จำไว้ว่า หากเธอนอกใจพี่ พี่จะพลิกตัวในหลุม”
“รับรองค่ะ น้องจะซื่อสัตย์ต่อพี่เสมอไป”
หลังจากนั้นไม่นาน ภรรยาก็เสียชีวิต ไปพบนักบุญเปโตร
พร้อมกับแสดงความปรารถนาจะพบสามี
“ท่านคะ ดิฉันกำลังตามหาเฮนรี่อยู่ค่ะ”
“พอจะบอกรายละเอียดได้หรือเปล่า
เพราะคนชื่อเฮ็นรี่มีหลายคน”

“คือว่า เขารูปร่างสูง ผมทอง ออกจะท้วมหน่อยๆ”
“อือ ไม่มีรายละเอียดมากกว่านี้หน่อยหรือ?”
“เขามาถึงที่นี่ประมาณปีที่แล้ว”
“ยังไม่พอ มีรายละเอียดอื่นไหม?”
“ตอนก่อนตายเขาได้สั่งดิฉันว่า
ถ้าดิฉันนอกใจเขา เขาจะพลิกตัวในหลุม”

“อา เข้าใจแล้ว อยู่ด้านในสุด
ที่นี่ทุกคนพากันตั้งสมยาเขาว่า ‘พ่อกังหันลม’ ”



พราะความเร่งรีบ
คุณพ่อองค์หนึ่งขับรถชนรถอีกคันหนึ่งตรงทางแยก รถของคุณพ่อไม่เสียหาย แต่รถอีกคันหนึ่งค่อนข้างหนัก 

“ขออภัย พ่อต้องรีบไปทำพิธี
คุณช่วยโทรไปบอกพ่อว่าค่าซ่อมรถเท่าไร
แล้วพ่อจะจ่ายให้หมด”

พูดแล้วคุณพ่อขึ้นรถ เตรียมจะเดินทางต่อ
“คุณพ่อเบอร์อะไรครับ?”
“มีอยู่ในสมุดโทรศัพท์”
“แล้วคุณพ่อชื่ออะไรครับ?”
“ก็อยู่ในสมุดโทรศัพท์เหมือนกัน”



คุณพ่อองค์หนึ่งยืนในรถเมล์
มือข้างหนึ่งโหนราว
อีกข้างหนึ่งหนีบพระคัมภีร์เล่มใหญ่ 
ชายคนที่นั่งอยู่ใกล้สังเกตสีหน้ากังวลของคุณพ่อ
จึงอยากเสนอตัวช่วย

“มีอะไรที่ผมพอจะช่วยได้ไหมครับ คุณพ่อ?”
“ขอบใจมาก” คุณพ่อตอบ
“ถ้าคุณไม่ว่าอะไร ช่วยยื่นมือโหนราวให้พ่อหน่อยได้ไหม
พ่อจะได้หยิบค่ารถจากกระเป๋า”



 

ชายสามคน อังกฤษ ฝรั่งเศส และรัสเซีย
กำลังถกเถียงกันว่าอาดัมและเอวามีเชื้อชาติอะไร 
“ต้องเป็นชาวอังกฤษแน่นอน” ชาวอังกฤษประกาศ
“เพราะคนอังกฤษมักจะแบ่งของกินกับผู้หญิงเสมอ”
“ไม่ต้องสงสัยเลยว่าพวกเขาเป็นชาวฝรั่งเศส” ชายฝรั่งเศสค้าน
“จะมีชายชาติไหนที่สามารถดึงดูดใจหญิงได้ดีกว่าเรา”
“แต่ผมคิดว่าพวกเขาเป็นชาวรัสเซียแน่นอน” ชายรัสเซียนพูดแทรก
“ก็ลองคิดดูสิ เสื้อผ้าแทบจะไม่มีนุ่งห่ม มีแอปเปิลอยู่ลูกเดียวสำหรับสองคน แล้วพวกเขายังยืนยันว่ากำลังอยู่ในสวรรค์”



 

ายหญิงแต่งงานแต่ไม่มีบุตร
วันหนึ่งเห็นธรรมทูตท่านหนึ่งมาเยี่ยมวัดก็ไปขอคำแนะนำ
หลังจากฟังเรื่องราวแล้ว ท่านก็แนะให้ทั้งสองทำนพวารแม่พระ
และไปเมืองลูร์ดเพื่อขอพรให้มีบุตร  หลังจากนั้นเจ็ดปี ธรรมทูตแวะมาเยี่ยมวัดและเห็นหญิงวัยสามสิบปีตรงเข้ามาทักทาย

“คุณพ่อจำหนูได้ไหมคะ?”
“เอ..
“คุณพ่อเคยแวะมาเยี่ยมที่วัด
และได้แนะให้หนูกับสามีไปขอพรแม่พระที่เมืองลูร์ดไงคะ
”
“ใช่แล้ว พ่อจำได้ แล้วเป็นไงบ้าง? เด็กๆ น่ารักเหล่านี้เป็นใครเอ่ย?”
“เป็นลูกของหนูค่ะ ชายสามหญิงสาม”
“เห็นหรือยังว่าแม่พระใจดีแค่ไหน?
เอ แล้วสามีคุณล่ะ?
”
“ตอนนี้เขาอยู่ที่เมืองลูร์ดค่ะ
เขาเพิ่งกลับไปดับเทียนที่จุดไว
้”

 



 

ครู  :  สันติ คำว่า “พหูพจน์” สะกดอย่างไร?
สันติ : พะ- หู- พด
ครู   :  ไม่ใช่ สะกดผิด
เด็ก :  อาจจะผิด แต่คุณครูถามว่าผมสะกดอย่างไรนี่ครับ



 


ครู :  ทำไมเธอมาสาย?
เด็ก : เพราะป้ายครับ
ครู  :  ป้ายอะไร?
เด็ก  : ป้ายที่เขียนก่อนถึงโรงเรียน “ขับช้าๆ โรงเรียน”



 

ในช่วงแห่พระรูปแม่พระฟาติมารอบวัด
คนแบกบุษบกคนหนึ่งเดินพลาดจังหวะ
พระรูปแม่พระเอียงวูบลงด้านข้าง 
สตรีคนหนึ่งที่เดินอยู่ใกล้ ๆ รีบเข้าไปจับพระรูปไว้ พร้อมกับอุทาน
“ข้าแต่พระแม่มารีย์องค์อุปถัมภ์ริสตชน
โปรดช่วยค้ำแม่พระฟาติมาไว้ด้วย”

 




ที่โรงพยาบาลโรคจิต มีการสัมภาษณ์คนไข้คนหนึ่ง
“ทำไมคุณใส่ชุดขาวยาวและสวมหมวกสูงอย่างนั้นครับ?”
“ก็ฉันเป็นสันตะปาปานี่”
“แล้วได้รับเลือกตั้งแต่เมื่อไรครับ?”
“ไม่มีใครเลือก พระเจ้าแต่งตั้งฉันเอง”
คนไข้คนหนึ่งที่อยู่ข้าง ๆ พูดแทรก
“ฉันนะหรือ? แกคงบ้าแล้ว ฉันไม่ได้แต่งตั้งแกซะหน่อย”




พ่อแม่ลูก 18 คน นำลูกชายคนสุดท้องไปรับศีลล้างบาป 
พร้อมกันนั้น ก็เลือกชื่อนักบุญ “ปีเตอร์”

วันรุ่งขึ้น ผู้เป็นพ่อรีบกลับมาที่วัด ขอเปลี่ยนชื่อนักบุญให้ลูก
“ทำไมจึงคิดมาเปลี่ยนชื่อนักบุญลูกอีกล่ะ?” คุณพ่อเจ้าวัดถาม
“คือว่า” ผู้เป็นพ่อตอบ
“เมื่อคืนเรานั่งทบทวนดู ก็จำได้ว่า
ลูกคนหนึ่งชื่อปีเตอร์แล้วครับ”



         เมื่อหัวเรื่องคำสอนเกี่ยวกับอัศจรรย์ที่พระเยซูเจ้าทรงทำ เด็กชายคนหนึ่งถามพระสงฆ์
       “คุณพ่อครับ อัศจรรย์ไหนใหญ่ที่สุดในพระคัมภีร์ครับ?”
       คุณพ่อชะงัก พยายามหาคำตอบ
       เด็กชายอีกคนหนึ่งพยายามจะช่วยคุณพ่อตอบ
 “ผมว่าอัศจรรย์ที่ใหญ่ที่สุดในพระคัมภีร์คืออัศจรรย์ของประกาศกเอลียาห์ ท่านขึ้นสวรรค์บนรถม้าลุกเป็นไฟ แต่กางเกงไม่ไหม้”
       คุณพ่อพูดตัดบท
       “ไม่ใช่  พ่อว่าอัศจรรย์ใหญ่ที่สุดคืออัศจรรย์ของลาของบาลาอัม        เพราะเหมือนเธอเลยที่โง่แล้วยัง (เสือก) พูดโดยไม่มีใครถาม”


นักท่องเที่ยวคนหนึ่งกลับจากเมืองลูร์ด
“มีอะไรต้องแจ้งเสียภาษีไหมครับ?” เจ้าหน้าที่ด่านถาม
“ไม่มีครับ”
“แล้วขวดใหญ่สามใบนั่นล่ะ?”
“น้ำเมืองลูร์ดสำหรับญาติและเพื่อนๆ ครับ”

เจ้าหน้าที่ด่านเปิดขวดแล้วดมกลิ่น
“เอ นี่มันไวน์ฝรั่งเศสนี่นา”
“โอพระเจ้า อัศจรรย์ แม่พระทรงทำอัศจรรย์”


เป็นเอามาก


บ้านของนัสรูดดินกำลังถูกพระเพลิงเผาผลาญ ขณะที่ตัวเขาขึ้นไปติดค้างอยู่บนหลังคา

เมื่อมองลงมาก็เห็นเพื่อนบ้านมาชุมนุมกันอยู่ข้างล่าง ต่างช่วยกันกางผ้าห่ม พร้อมกับตะโกนบอกนัสรูดดิน
“เร็วเข้า กระโดดลงมา เราจะช่วยกันรับ”
“ไม่มีทางเสียล่ะ ฉันไม่กระโดดเด็ดขาด” นัสรูดดินตะโกนตอบลงมา
“ฉันรู้จักพวกแกดี ถ้ากระโดดลงมา พวกแกก็แกล้งดึงผ้าห่มออก ฉันก็จะมีแต่กระแทกพื้นตายเท่านั้นเอง”
“อย่าคิดอะไรบ้า ๆ อยู่ นี่มันเรื่องเป็นเรื่องตายนะ เราไม่แกล้งหรอกกระโดดลงมาเร็ว ๆ”
“ไม่มีทาง” นัสรูดดินยืนยัน “ฉันไม่ไว้ใจใครทั้งนั้น พวกแกต้องวางผ้าห่มลงบนพื้น ฉันจึงจะกระโดดลงมา”

มันน่าเศร้าสำหรับคนที่ไม่คิดจะไว้ใจใคร นอกจากตัวเอง




ที่โรงพยาบาลโรคจิต มีการสัมภาษณ์คนไข้คนหนึ่ง
“ทำไมคุณใส่ชุดขาวยาวและสวมหมวกสูงอย่างนั้นครับ?”
“ก็ฉันเป็นสันตะปาปานี่”
“แล้วได้รับเลือกตั้งแต่เมื่อไรครับ?”
“ไม่มีใครเลือก พระเจ้าแต่งตั้งฉันเอง”
คนไข้คนหนึ่งที่อยู่ข้างๆ พูดแทรก
“ฉันนะหรือ? แกคงบ้าแล้ว ฉันไม่ได้แต่งตั้งแกซะหน่อย”



 

ทารกคนหนึ่งเกิดมา ขาดใบหูไปข้างหนึ่ง
“ข้าแต่พระเจ้า โปรดให้เขาสายตาดีก็แล้วกัน” แม่สวด
“มันเกี่ยวอะไรกับสายตา” พ่อถาม
“เกิดสายตาแกไม่ดี แล้วจะเอาหูที่ไหนไว้เกี่ยวแว่นเล่า?”


 

“พ่อผมถือหลักพระวรสารที่ว่า ให้ดีกว่ารับ”
“พ่อคุณเป็นคนศักดิ์สิทธิ์มากนะ”
“เปล่า พ่อผมเป็นนักมวย”


 

 

ธรรมทูตคนหนึ่งถามชาวพื้นเมือง

“เป็นความจริงหรือว่า
ใครถือคบไฟที่ลุกอยู่
สามารถเดินลุยน้ำข้ามแม่น้ำได้
โดยไม่ถูกจระเข้จู่โจม?”

“จริงครับ
แต่ขึ้นอยู่กับว่า
จะถือคบไฟข้ามไปได้เร็วแค่ไหน”


 

หายคอมมิวนิสต์คนหนึ่งเดือดแค้น
เพราะเพื่อนบ้านสอนนกแก้วให้พูดว่า
“ขอให้สตาลินตาย” จึงนำเรื่องไปฟ้องศาล  เจ้าของนกแก้วจึงไปปรึกษาคุณพ่อเจ้าอาวาส คุณพ่อแนะให้สับเปลี่ยนนกแก้วตัวนั้นกับนกแก้วที่คุณพ่อเลี้ยงไว้
“เอานกแล้วตัวนี้ขึ้นศาลแทน
เพราะนกแก้วของพ่อสวดเก่ง”

สหายคอมมิวนิสต์ยืนขึ้นฟ้อง
“ข้าแต่ศาล นกแก้วตัวนี้เอาแต่พูดว่า ขอให้สตาลินตาย”
นกแก้วของคุณพ่อเจ้าอาวาสก็ตอบรับทันทีว่า
“โปรดสดับฟังเถิด พระเจ้าข้า”


 

       สตรีคนหนึ่งนำนกแก้วตัวหนึ่งมาให้คุณพ่อเจ้าอาวาสดู
       “คุณพ่อคะ นกแก้วตัวนี้สุดยอดเลย ดิฉันสอนให้มันสวดได้หลายบท”
       “จริงเหรอ ไหนลองฟังดูหน่อยซิ”
       “คืออย่างนี้ ถ้าดิฉันยกขาขวามันขึ้น มันก็จะสวดบทข้าแต่พระบิดา
       ...ลองฟังดูซิคะ...แต่ถ้ายกขาซ้ายมันขึ้น มันก็จะสวดบทวันทามารีอา
...ฟังนะคะ”


       “น่าทึ่งมากเลย และถ้าจะยกสองขาขึ้นมา มันจะสวดอะไร?”
       ยังไม่ทันที่สตรีจะพูด นกแก้วก็พูดเสียงดังชัดถ้อยชัดคำว่า
       “ข้าก็หล่นลงพื้นซิวะ”


 

คืนวันคริสต์มาส
สองพี่น้องกำลังสวดก่อนนอน
คนแรกตะโกนเสียงดัง


“ข้าแต่พระกุมาร อย่าลืมเอารถไฟเล็กๆ มาให้ลูกด้วย”
“ทำไมต้องตะโกน? พระกุมารไม่หูหนวกนะ”
“พระกุมารไม่ แต่คุณย่าใช่”


 

สงฆ์ธรรมทูตในแดนมนุษย์กินคน
สามารถทำให้หัวหน้าเผ่ากลับใจได้


ในวันรับศีลล้างบาป
ท่านขอร้องให้หัวหน้าเผ่าเลิกธรรมเนียมมีภรรยาได้หลายคน หลังจากนั้นก็เดินทางต่อไปเพื่อแพร่ธรรมที่อื่น 

สองปีต่อมา สงฆ์ธรรมทูตกลับมาพบหัวหน้าเผ่า
ซึ่งยืนยันหนักแน่นว่า

“ตอนนี้ผมมีภรรยาคนเดียวเท่านั้น 
สองคนที่ผมเคยมีผมกินหมดแล้ว”


 


พระสังฆราชไปเยี่ยมศูนย์ธรรมทูตในป่า
และสังเกตเห็นเด็กชายคนหนึ่งเข้าวัดเพื่อร่วมมิสซาตัวเปลือยเปล่า  ท่านจึงทำท่าทางไปที่พระสงฆ์ที่ประจำอยู่ที่ศูนย์
บอกเป็นนัยว่าเป็นเรื่องไม่เหมาะสม 

ธรรมทูตเข้าไปกระซิบที่หูของเด็กน้อย
“วันนี้มีผู้ใหญ่ของพ่อมาเยี่ยม
หนูไปแต่งตัวซะ สวมอะไรสักชิ้นก็ยังดี”


เด็กน้อยรีบออกจาวัด
และหลังจากนั้นห้านาทีก็กลับเข้ามา
...สวมหมวกเก่า ๆ ใบหนึ่ง


 


ผู้ใหญ่นักบวชคณะหนึ่งทำพิธีส่งธรรมทูตกลุ่มหนึ่ง
ไปประกาศพระวรสารในดินแดนมนุษย์กินคน
ในตอนท้ายก็กล่าวสรุปว่า
“ทุกคนจำไว้  พ่อไม่อยากได้รับข่าวมรณสักขี
ที่ไม่มีพระธาตุเหลือมาให้กราบไหว้นะ”


 


ธรรมทูตสองท่านถูกส่งไปประกาศข่าวดีในพื้นที่ที่ยังไม่เคยรู้จักคริสตศาสนามาก่อนและมีธรรมเนียมผู้ชายมีภรรยาได้หลายคน  เมื่อไปถึงก็แบ่งพื้นที่ทำงาน พร้อมกับท้าทายกันว่า
“เรามาดูกันว่า จบหนึ่งปีแล้วใครจะทำให้คนกลับใจ
มาถือศาสนาเราได้มากกว่ากัน”

ท้ายปี ทั้งสองมาพบกันด้วยความยินดี ธรรมทูตคนแรกเริ่มรายงาน
“รู้เปล่า ผมสามารถโปรดศีลล้างบาปให้เด็ก 87 คน”
“รู้น้อยไป...ที่จริงแล้วผมเป็นคนทำให้พ่อเด็กกลับใจก่อนนะ”

 


 

สงฆ์คาทอลิก โต๊ะอิหม่ามอิสลาม
และราบีฮีบรูพูดถึงเรื่องเงินถวายของสัตบุรุษ

“เราคาทอลิก เราวาดวงกลมบนพื้น
และลากเส้นตรงกลางวง แล้วก็โยนเงินถวายขึ้นฟ้า
ส่วนไหนที่ตกด้านซ้ายวงกลม เราใช้สำหรับวัดและแจกจ่ายคนจน ส่วนที่ตกด้านขวาวงกลม เราเก็บไว้เป็นค่าใช้จ่ายของศาสนบริกร”

“เราอิสลามก็ทำเช่นกัน ขีดวงกลมบนพื้นแล้วโยนเงินบริจาคขึ้นฟ้า ส่วนที่ตกในวงกลมคือเงินใช้สำหรับสุเหร่า ส่วนที่ตกนอกวงกลมไว้เป็นค่าใช้จ่ายของศาสนบริกร”
“เราฮีบรูก็เช่นกัน วาดวงกลมบนพื้น แล้วโยนเงินทานขึ้นฟ้า เงินที่ค้าอยู่บนฟ้าก็ถือว่าเป็นเงินสำหรับพระเจ้า ส่วนที่ตกลงมาบนพื้นเป็นของศาสนบริกร”


 

นวกจารย์ผู้หนึ่งเตือนโนวิสที่ชอบนอนตื่นสายทุกเช้า
“จงนึกว่าเตียงของลูกเป็นไฟชำระ
ลูกไม่อยากจะรีบลุกออกจากไฟชำระหรือไง”

รุ่งขึ้น นวกจารย์คิดว่าโนวิสจะปรับปรุงตัวดีขึ้น แต่เปล่า แถมยังแก้ตัว
“ผมก็ทำตามที่ท่านแนะนำนั่นแหละครับ
ให้นึกว่าเตียงเป็นไฟชำระ แต่ผมมันเป็นคนบาป
ผมมีบาปมาก เลยต้องอยู่ในไฟชำระนานหน่อย”


 

 

ทนายคนหนึ่งตายและไปยืนอยู่หน้าประตูสวรรค์
ข้างหน้ามีคนยืนรอเป็นแถวยาวเหยียด
แต่นักบุญเปโตรกวักมือเรียกให้เขาแซงแถวขึ้นมา
พร้อมกันนั้นก็ให้การต้อนรับเขาอย่างอบอุ่นและมอบห้องสวยงามให้เขาอยู่
ทนายอดแสดงความแปลกใจไม่ได้
“ผมแปลกใจมากที่ทนายกระจอกแบบผมได้รับการต้อนรับดีเกินคาด”
“ไม่เกี่ยวกับอาชีพของเจ้าเท่าไรนัก แต่เกี่ยวกับอายุของเจ้า
จึงต้องให้การต้อนรับดีขนาดนี้
เมื่อดูขั้นตอนยืดยาวที่เจ้าใช้ว่าความให้ลูกค้า
พร้อมกับจำนวนชั่วโมงที่เจ้านับเป็นค่าว่าความ
เจ้าคงมีอายุอย่างน้อยก็ 193 ปีแล้วล่ะ ลูกเอ๋ย”

 


 

 

พระเยซูเสด็จผ่านคนกลุ่มหนึ่ง ท่าทางเศร้าสร้อย
พระองค์จึงหยุดและถามแต่ละคน
“ทำไมเจ้าจึงร้องไห้”
“ก็ผมเป็นอัมพาตครับ  จะไม่ให้เศร้าได้อย่างไร”
“ถ้างั้น เราจะรักษาเจ้าให้หาย”
พระองค์ทรงแตะคนเป็นอัมพาต
ทันทีเขาก็กระโดดโลดเต้น
“แล้วเจ้าทำไมจึงเศร้า”
“ข้าแต่พระองค์ ผมตาบอด แล้วจะไม่เศร้าได้อย่างไร”
“ถ้างั้น เราจะรักษาเจ้าให้หายเดี๋ยวนี้”
คนตาบอดมองเห็นแสงอาทิตย์รอบด้าน
พร้อมกับเพ่งดูพระพักตร์พระองค์
“แล้วทำไมเจ้าจึงร้องไห้”
“ก็ผมเป็นนักข่าว...”
“ถ้างั้น เราคงต้องร้องไห้ไปกับเจ้าด้วย”

 


 

 

จอห์นเกิดอุบัติเหตุรถยนต์ ถูกนำเข้าโรงพยาบาล
พอฟื้นขึ้นมาก็ถามงงๆ
“นี่ฉันอยู่ในสวรรค์แล้วหรือ”
ภรรยาที่ยืนอยู่ข้างเตียงตอบเสียงเรียบๆ
“ไม่ใช่หรอกที่รัก ไม่เห็นหรือว่าฉันยังอยู่นี่กับคุณ”

 

 


 

 

หมออาสาคนหนึ่งหนักใจเพราะคนไข้มารอเต็มห้อง
ไม่รู้จะดูได้อย่างไร จึงสวดขอพระเจ้าช่วยด้วยความเชื่อร้อนรน
พระเจ้าทรงตอบ
“เราจะส่งพระบุตรของเรามาช่วย”
พระเยซูเจ้าเสด็จเข้ามาในห้อง มีชายเดินขาพิการเข้ามา
พระเยซูเจ้าทรงมองและตรัสว่า
“จงลุกขึ้นและเดินไป”
เขาก็ลุกขึ้นเดิน อาการหายเป็นปลิดทิ้ง
คนที่รออยู่ข้างนอกพากันพิศวงใจ เดินมาล้อมรอบคนที่หายพิการ
“เกิดอะไรขึ้นนี่”
“พระเยซูเจ้า ใช่ พระเยซูคริสต์ทรงรักษาฉัน”
“รักษาอย่างไร?”
“ก็ไม่รู้สิ ก็เหมือนหมออาสาส่วนใหญ่ทำกัน
คือไม่ตรวจอาการ มีแต่พูดว่า ไปได้แล้ว...คนต่อไป”

 


 

พระสงฆ์องค์หนึ่งขึ้นรถไฟ
และนั่งอยู่ใกล้ชายคนหนึ่งที่มีอคติกับศาสนา
เขาถามพระสงฆ์แบบประชดประชันว่า
“ท่านพอจะบอกผมได้ไหมว่า
พระสงฆ์องค์หนึ่งกับคนโง่คนหนึ่งห่างกันแค่ไหน?”

พระสงฆ์กางนิ้ววัดช่องว่างระหว่างท่าน
กับชายที่คุยด้วยพร้อมกับตอบว่า
“ห่างกันแค่คืบเดียว”


 

พระสงฆ์องค์หนึ่งต้องรับการผ่าตัดสำคัญ
ตอนแพทย์กำลังวางยาสลบ
ท่านหันมาหาแพทย์พร้อมกับพูดว่า
“คุณหมอครับ กรุณาจำไว้ด้วยว่า
พระเจ้าทรงเรียกพ่อให้เป็นเจ้าอาวาสน
ไม่ใช่ให้เป็นมรณสักขี”


พระสงฆ์องค์หนึ่งขึ้นรถไฟ พอดีนั่งใกล้ชายที่ชอบค่อนขอดพระสงฆ์

เขาพูดกับเพื่อนที่นั่งอยู่ข้างๆ ตั้งใจให้พระสงฆ์ได้ยิน

“ถ้าผมมีลูกชายโง่ๆสักคน ผมคงส่งไปบวชเป็นพระสงฆ์”

พระสงฆ์พูดสวนขึ้นมา

“เสียดายที่พ่อคุณไม่ได้คิดอย่างนี้ ไม่เช่นนั้นป่านนี้คุณคงเป็นสังฆราชไปแล้ว”


 



วัน
ฉลองครบรอบวันเกิดของคุณพ่อเจ้าวัด
เด็กๆมาร้องเพลงอวยพรพร้อมกับของขวัญจากพ่อแม่
“ขอบใจมากจอห์น พ่อรู้นะว่าในห่อของขวัญมีหนังสือแน่นอน”
“คุณพ่อรู้ได้อย่างไรครับ...”
“ก็เพราะพระสงฆ์รู้ทุกอย่าง” (เพราะบิดาของจอห์นมีร้านหนังสือ)
“ขอบใจมากปีเตอร์ รู้นะมีอะไรในห่อของขวัญ  เสื้อใช่ไหม?”
“คุณพ่อรู้ได้อย่างไรครับ...”
“ก็เพราะพระสงฆ์รู้ทุกเรื่อง” (เพราะพ่อแม่ของปีเตอร์เปิดร้านขายเสื้อผ้า)
“ขอบใจมากปอล พ่อรู้นะว่าในกล่องมีเหล้าองุ่นแดง” (เพราะพ่อของปอลมีไร่องุ่น)
“ขอโทษครับ คุณพ่อเดาผิด”
คุณพ่อเจ้าวัดใช้มือลูบมุมกล่องที่มีน้ำซึมออกมาและชิมดู
“รู้แล้ว เหล้าองุ่นขาวแน่นอน”
ปอลหัวเราะชอบใจ
“ไม่ใช่ครับ  ลูกหมาต่างหาก”


 

คุณพ่อเจ้าวัดกำลังเป็นประธานเดินรูปสิบสี่ภาค
มีคนมาตามคุณพ่อให้ไปโปรดศีลคนใกล้ตาย
คุณพ่อจึงขอให้คนจัดวัดนำการเดินรูปต่อไป
เมื่อกลับมาถึงวัดคุณพ่อเจ้าวัดต้องรู้สึกแปลกใจ
ที่สัตบุรุษยังคงอยู่เต็มวัด
พอเดินเข้าห้องแต่งตัวพระสงฆ์
คุณพ่อได้ยินเสียงคนจัดวัดพูดชัดถ้อยชัดคำ
“สถานที่ 23 ให้เรารำพึงพิธีแต่งงาน
ระหว่างซีมอนชาวไซรีนกับเวโรนิกา...”


 

เด็กน้อยคนหนึ่ง
ได้รับเชิญให้ไปทานข้าวเย็นในครอบครัวเพื่อนบ้าน


เจ้าของบ้านเตือนหนูน้อยอย่างนุ่มนวลว่า

“เดี๋ยวก่อนจ้า
ที่นี่เรามักจะภาวนาก่อนทานอาหาร เราต้องขอบคุณพระเจ้า”


“ทำไมครับ?”

“เพราะพระองค์ทรงประทานอาหารประจำวันให้เรา ที่บ้านของหนูไม่สวดหรือจ๊ะ”

“ไม่สวดครับ เพราะที่บ้านคุณแม่เป็นคนเตรียมอาหารให้...”


คุณแม่สอนลูกสาววัยสี่ขวบทำเครื่องหมายกางเขน

“เดชะพระนามพระบิดา” พร้อมกับจับมือลูกสาวแตะหน้าผาก
“และพระบุตร” พร้อมกับจับมือลูกสาวแตะกลางหน้าอก
“และพระจิต” พร้อมกับจับมือลูกสาวแตะไหล่ซ้ายและไหล่ขวา
หลังจากนั้นก็บอกลูกว่า “ดีมาก ตอนนี้ออกไปวิ่งเล่นได้แล้ว”
ไม่นานหลังจากนั้น ลูกสาวกลับเข้าบ้านพร้อมกับพูดว่า
“คุณแม่ขา หนูรู้สึกเจ็บมาก”
“เจ็บที่ไหนจ๊ะ ลูก”
“ที่พระบุตร”


เด็กคนหนึ่งที่พ่อแม่หย่ากัน

“ข้าแต่พระเยซูเจ้า
โปรดคุ้มครองคุณพ่อของลูก
คุ้มครองคุณพ่อของน้องชาย
และคุ้มครองคุณพ่อของน้องสาวลูกด้วย”


 

เด็กน้อยคนหนึ่งภาวนา
“ข้าแต่พระเยซูเจ้า โปรดทำให้ลูกเป็นเหมือนโทรทัศน์
เพื่อคุณพ่อคุณแม่จะได้มองลูกบ่อยกว่านี้”


 

คุณพ่อเทศน์เรื่องบาปด้วยท่าทีจริงจัง
หญิงวัยกลางคนสองคนฟังด้วยความกระตือรือร้น
พร้อมกับพูดพึมพำตาม
เมื่อคุณพ่อพูดถึงบาปเกี่ยวกับความใคร่ทางเพศ
หญิงทั้งสองพึมพำ “พูดได้ดีมาก”
เมื่อคุณพ่อพูดถึงความหนักของบาปขโมย
หญิงทั้งสองเอ่ยเสริม “ต้องยังงั้น”
เมื่อคุณพ่อประณามบาปโกหก
หญิงทั้งสองเอ่ยแทบพร้อมกัน “ถูกต้อง พวกโกหกพกลม”
เมื่อคุณพ่อพูดถึงความร้ายกาจของบาปนินทา
หญิงทั้งสองหันหน้ามองกัน พร้อมกับพูดว่า
“คุณพ่อพูดถึงใครกัน?”


เด็กคนหนึ่งที่พ่อแม่หย่ากัน
“ข้าแต่พระเยซูเจ้า
โปรดคุ้มครองคุณพ่อของลูก
คุ้มครองคุณพ่อของน้องชาย และคุ้มครองคุณพ่อของน้องสาวลูกด้วย”


 

 

กัปตันเรือประกาศ
“ท่านสุภาพสตรีและสุภาพบุรุษครับ
เรือเรากำลังจม มีใครในพวกท่านเชื่ออย่างจริงจัง
ในประสิทธิผลของคำภาวนาบ้าง?”

ผู้โดยสารคนหนึ่งก้าวออกมาข้างหน้าอย่างกล้าหาญ
“ผมครับ ผมเชื่อ...”
“ค่อยยังชั่ว  เราขาดชูชีพไปอันหนึ่งพอดี”

 


 

 

เพื่อจะอยู่อย่างเป็นสุขกับผู้ชาย
คุณต้องพยายามเข้าใจเขา
ให้มากและรักเขาเพียงเล็กน้อยก็พอ
แต่เพื่อจะอยู่อย่างเป็นสุขกับผู้หญิง
คุณต้องรักเธอให้มากๆ
และอย่าพยายามเข้าใจเธอเลย


ชายคนหนึ่งเข้าไปเยี่ยมโรงพยาบาลคนบ้า
ก็พบกับคนไข้คนหนึ่งในหลาย ๆ คนกำลังนั่งอยู่บนม้าโยก และโยกตัวไปมา
ปากก็พร่ำคำพูดซ้ำไปซ้ำมา
ด้วยเสียงโหยหวนชวนให้สงสาร
“ลูลู… ลูลู…”
“คนนี้เป็นอะไรไปครับคุณหมอ?” คนมาเยี่ยมถาม
"ลูลู เป็นชื่อของหญิงสาวที่ทิ้งเขาไป”
คุณหมอตอบสั้น ๆ
เมื่อมาถึงอีกห้องหนึ่ง
เห็นคนไข้อีกคนหนึ่ง กำลังโขกหัวกับกำแพงห้อง
ขณะที่พูดพร่ำด้วยเสียงชวนให้รันทด
“ลูลู… ลูลู…”
“นี่คงจะเป็นอีกคนหนึ่งที่มีปัญหากับลูลูใช่ไหมครับ?”
คนที่มาเยี่ยมถามคุณหมอ
“ใช่” คุณหมอตอบ
“เขาคือคนที่ลูลูแต่งงานด้วย”


ชายคนหนึ่ง เป็นคนศรัทธามาก

มาระยะหลัง ๆ เขาต้องประสบกับปัญหาชีวิตอย่างหนัก
จึงสวดภาวนาขอต่อพระเจ้า
“ข้าแต่พระเจ้า โปรดระลึกถึงช่วงเวลาที่ผ่านมา
ที่ลูกรับใช้พระองค์อย่างสัตย์ซื่อสุดความสามารถ
และไม่เคยจะขออะไรจากพระองค์เป็นการตอบแทนเลย
บัดนี้ ลูกแก่ตัวลง และไม่มีเงินทองใช้จ่ายเพื่อดำรงชีพ
ลูกจึงใคร่ขอพระคุณจากพระองค์อย่างหนึ่ง
และนี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ลูกขออะไรจากพระองค์
ลูกมั่นใจว่าพระองค์จะไม่ปฏิเสธเป็นแน่
โปรดให้ลูกถูกลอตเตอรี่รางวัลที่หนึ่งสักครั้งเถิด พระเจ้าข้า”

ผ่านไปหลายวัน หลายสัปดาห์ หลายเดือน
ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย
ที่สุด เย็นวันหนึ่งเขาก็ร้องตะโกนสุดเสียง ด้วยความหมดหวังว่า
“ข้าแต่พระเจ้า ทำไมพระองค์ไม่ช่วยลูกบ้างเลย?”

ทันใดเขาก็ได้ยินเสียงพระเจ้าตอบว่า
“ลูกตอบเรามาก่อนสิว่า ทำไมลูกจึงไม่ยอมไปซื้อลอตเตอรี่สักทีเล่า?”


หลังจากเทศน์กว่าครึ่งชั่วโมง
คุณพ่อพูดต่อเป็นคำถาม
“แล้วพ่อยังมีอะไรจะบอกพี่น้องได้อีก?”
มีเสียงดังจากมาจากด้านหลัง
“อาแมน”



“ทำไมคุณจึงเอามือทุบที่นั่งในขณะที่พ่อเทศน์”
“คือ ผมได้ประโยชน์จากคำเทศน์ของคุณพ่อมาก
มันช่วยผมหลีกเลี่ยงบาป
คือว่า ตอนแรกผมคิดจะมาขโมยร่มที่สัตบุรุษวางไว้หน้าทางเข้า
แต่พอคุณพ่ออธิบายพระบัญญัติสิบประการ...”
“พ่อเข้าใจแล้ว ตอนที่พ่อพูดถึงพระบัญญัติประการที่เจ็ด อย่าขโมย...”
“เปล่าครับ คุณพ่อ ตอนที่คุณพ่อพูดถึงพระบัญญัติประการที่หก
อย่าผิดประเวณี ผมเลยจำได้ว่าผมลืมร่มไว้ที่ไหน”

 

ในช่วงกลางบทเทศน์
พระสงฆ์พูดด้วยเสียงเต็มด้วยความตระหนัก
“ในช่วงเวลาแห่งความยุ่งยากที่สุดในชีวิตเรา
เราต้องพูดด้วยความเชื่อว่า ‘ข้าพเจ้าเชื่อ’”

ทันใดสัตบุรุษทั้งวัดยืนขึ้นพร้อมกัน
“...ถึงพระเป็นเจ้า
พระบิดาทรงสรรพานุภาพ”

 

 

 

จบมิสซา คุณพ่อปลัดถามเพื่อน
“เป็นไง คำเทศน์วันนี้”
เพื่อนไม่ทันตั้งตัว เลยรีบตอบซื่อๆ
“บอกได้อย่างจริงใจว่าบทเทศน์
มีอะไรบางอย่างเหมือนพระเจ้า...
ไม่มีจุดเริ่มต้น ไม่มีจุดจบ”

 

 

 

 

 

ความขี้เหร่กับความสวย
ความขี้เหร่ ได้เปรียบความสวย
อยู่ตรงที่ว่า อยู่ยงคงนานกว่า

 

 

 

 

หนูจ้อย วัยห้าขวบ ไม่ยอมทานข้าว
“ทานให้หมดจานนะลูก ไม่งั้นพระจะโกรธหนูมาก รู้มั้ย”
พูดเสร็จ แม่ก็ออกจากครัว ไปถูห้องข้าง ๆ
ข้างนอกฝนตกหนัก ทันใดมีเสียงฟ้าผ่าดังสนั่น
แม่เดินเข้ามาในครัว เห็นหนูจ้อยกำลังรีบทานข้าวให้หมดจาน พลางพูดพึมพำ
“แหม แค่ข้าวจานเดียว ก็ต้องโกรธฉุนเฉียวขนาดนี้เชียว…”

 

 

 

 

คนทำบาปหนัก และเป็นทีสะดุดคนหนึ่ง ถูกลงโทษไม่ให้เข้าวัด
เขาจึงไปตัดพ้อกับพระเจ้า
“ข้าแต่พระเจ้า พวกเขาไม่ยอมให้ผมเข้าวัด
เพราะผมเป็นคนบาป”

“ลูกจะต้องตัดพ้อไปทำไม” พระเจ้าทรงตอบ
“แม้แต่เรา พวกเขายังไม่ยอมให้เข้าวัดเลย”

 


 

       หนูบอลไปแก้บาปเป็นครั้งแรก คุณพ่อเจ้าวัดตักเตือนแล้วให้ใช้โทษบาป สวดบทวันทา  มารีอา 3 บท จนพักใหญ่หนูบอลก็ยังไม่ยอมลุกออกจากที่ฟังแก้บาป

       “นี่หนู ยังมีบาปอะไรหลงเหลืออยู่ในใจหรือเปล่า ถ้ามีก็บอกพ่อได้นะ พ่อจะได้ยกบาปให้เลย…” พ่อเจ้าวัดกล่าวด้วยความเอ็นดู

       “บาปบอกหมดแล้วครับ เพียงแต่ว่า พ่อบอกให้สวดวันทามารีอา 3 บท ผมเลยไม่รู้จะทำยังไง เพราะผมรู้แค่บทเดียวนี่ครับ…”

--------------------------

“นี่ตัวเอง รู้หรือเปล่า
ฉันมีกางเกงตัวหนึ่งฟิตเปรี๊ยะเลย คิดดูสิ
มันฟิตกว่าหนังของฉันเองเสียอีก…”


“อย่าเวอร์หน่อยเลยน่า มันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว…”

“อยากจะเห็นไหมล่ะ? ก็เวลาฉันไม่ใส่กางเกงตัวนี้ฉันนั่งได้
แต่พอใส่กางเกงตัวนี้แล้ว
ฉันนั่งไม่ได้เลย…”

 


คนเมาเหล้า
คนหนึ่งกำลังเดินไปตามถนน
หูทั้งสองข้างพองไหม้เหมือนถูกไฟเผา
เพื่อนคนหนึ่งถามว่าเกิดอะไรขึ้น
“ก็เมียฉันวางเตารีดเสียบไฟฟ้าทิ้งไว้นะซี
เลยพอได้ยินเสียงโทรศัพท์
ฉันก็หยิบผิด จับเตารีดขึ้นทาบหู”

“ไม่น่าเลยแก แล้วหูอีกข้างหนึ่งล่ะ?”
“ก็อ้ายบ้านั่นโทรมาอีกครั้งนะซี”

 


ชายคนหนึ่ง ชอบพนันขันต่อในทุกเรื่อง

มาหาคุณพ่อเจ้าวัดเพื่อตกลงเรื่องการแต่งงาน

“คุณพ่อครับ ปกติศาสนบริการในพิธีแต่งงานนั้น 500 บาท
แต่ผมอยากจะพนันกับคุณพ่ออย่างหนึ่ง
ตอนนี้ผมยังจะไม่จ่ายเงิน 500 บาทให้คุณพ่อ
แต่จะรอไปถึงปีหน้า เมื่อครบรอบหนึ่งปีแห่งการแต่งงาน
ที่คุณพ่อประกอบพิธีให้แล้ว
ถ้าผมและภรรยายังคงอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขละก้อ
ผมยินดีจะจ่ายให้คุณพ่อ 10000 บาทเลย เอาไหมครับ?”

“จ่าย 500 บาท มาให้พ่อเดี๋ยวนี้เลย”
คุณพ่อตอบอย่างไม่ลังเล แม้แต่น้อยนิด


 

ชายคนหนึ่งพาสุนัขออกล่าสัตว์เป็นครั้งแรก

เพียงไม่กี่นาทีให้หลัง เขายิงนกเป็ดน้ำตัวหนึ่งร่วงลงไปในหนองน้ำ
สุนัขเดินไปบนผิวน้ำ และคาบนกเป็ดน้ำตัวนั้นมาให้แก่เจ้าของ
ซึ่งยืนตลึง แทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง

เขายิงนกเป็ดน้ำตกอีกตัวหนึ่ง
และก็เช่นครั้งก่อน ขณะที่เขายืนขยี้ตาเพราะความแปลกใจ
สุนัขก็เดินบนผิวน้ำ และคาบนกเป็ดน้ำโชคร้ายตัวนั้นมาให้อีก

เพราะความไม่เชื่อในสิ่งที่เขาเห็น
วันรุ่งขึ้นจึงชวนเพื่อนอีกคนไปล่าสัตว์ด้วย
ครั้งนี้ก็เช่นกัน ทุกครั้งที่นายพรานทั้งสองยิงนกเป็ดน้ำตก
สุนัขก็เดินบนผิวน้ำ และไปคาบนกเป็ดน้ำขึ้นมา
เจ้าของสุนัขไม่พูดสักคำ เพื่อนของเขาที่ไปด้วยก็ไม่พูดอะไรเช่นกัน
ที่สุด เจ้าของสุนัขทนอยู่ไม่ได้ ก็โพล่งออกมา
“นี่คุณ คุณไม่เห็นมีอะไรแปลกในหมาตัวนี้บางเลยหรือ?”
เพื่อนยกมือขึ้นเกาหน้าผาก ขณะครุ่นคิดอยู่นาน
“ใช่แล้ว” เขาพูดออกมาในที่สุด “มาคิดดูให้ดี ฉันก็เพิ่งจะ
สังเกตว่า หมาของแกว่ายน้ำไม่เป็นนี่เอง”

 

 

 

บ้านของนัสรูดดินกำลังไหม้

ขณะที่ตัวเขาขึ้นไปติดค้างอยู่บนหลังคา


เมื่อมองลงมาก็เห็นเพื่อนบ้าน
มาชุมนุมกันอยู่ข้างล่าง
ต่างช่วยกันกางผ้าห่ม พร้อมกับตะโกนบอกนัสรูดดิน
“เร็วเข้า กระโดดลงมา เราจะช่วยกันรับ”
“ไม่มีทางเสียล่ะ ฉันไม่กระโดดเด็ดขาด”
นัสรูดดินตะโกนตอบลงมา
“ฉันรู้จักพวกแกดี ถ้ากระโดดลงมา
พวกแกก็แกล้งดึงผ้าห่มออก
ฉันก็จะมีแต่กระแทกพื้นตายเท่านั้นเอง”

“อย่าคิดอะไรบ้า ๆ อยู่
นี่มันเรื่องเป็นเรื่องตายนะ
เราไม่แกล้งหรอกกระโดดลงมาเร็ว ๆ”

“ไม่มีทาง”
นัสรูดดินยืนยัน
“ฉันไม่ไว้ใจใครทั้งนั้น
พวกแกต้องวางผ้าห่มลงบนพื้น
ฉันจึงจะกระโดดลงมา”

 


 

ใครอาย ?

สุภาพบุรุษคนหนึ่งแต่งตัวภูมิฐาน
ใส่สูทผ้าราคาแพง พูดกับขอทาน


“นี่แก ไม่ละอายบ้างหรือที่มานั่งแบมือขอทานอยู่อย่างนี้?”
“ถ้าผมแต่งตัวภูมิฐานแบบคุณ
ผมคงจะละอายใจที่มานั่งขอทาน
แต่ผมคงต้องละอายใจมากกว่านั้น
ถ้าแต่งตัวภูมิฐานแบบคุณแล้วไม่ยอม
ให้ทานคนยากจนแบบผม…”


 

หมอเด็กคนหนึ่งพูด

 

“ไม่จริงที่ว่า วัยรุ่นสมัยนี้เปลี่ยนไปมาก
เมื่อเปรียบกับเราตอนที่เราอยู่ในวัยของพวกเขา เพราะพวกเขาก็มีอะไรเหมือนที่เราเคยมีกันนั่นแหละ…
เติบโต หาแฟน ออกจากบ้าน แต่งงาน และมีลูก…
จะต่างกัน ก็ตรงที่ว่า
พวกเขาไม่ได้ทำสิ่งเหล่านี้ตามลำดับที่เราเคยทำกัน…”


 

 

พระสังฆราชองค์หนึ่งไปเยี่ยมบ้านหลานสาว
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ท่านได้ยินเสียงเพลงดังแว่วมาจากครัวชั้นล่าง
เป็นเสียงหลานสาวกำลังร้องบท “ลูกเชื่อพระองค์ฯ”
ฟังแล้วให้รู้สึกประทับใจในความศรัทธาของหลานสาว
ที่รู้จักขับร้องสรรเสริญพระเจ้าในขณะทำงานประจำวัน

“ดีใจด้วยนะ” ท่านพูดกับหลานสาวขณะทานอาหารเช้า
“ที่รู้จักขับร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้าไป
ทำงานไป… นี่สิเขาเรียกว่าศรัทธาจริง”


“หามิได้คะ พระคุณเจ้า”
หลานสาวตอบ ท่าทางเขิน
“หนูร้องบทนี้ทุกครั้งที่ต้มไข่ ถ้าร้องจบสามข้อ
ไข่จะครึ่งสุกครึ่งดิบ
แต่ถ้าร้องครบห้าข้อไข่จะสุกพอดี…”


 

 


แม่ถามลูกสาววัยห้าขวบ

“ลูกสวดทุกค่ำหรือเปล่าจ๊ะ?”
“สวดค่ะ”
“แล้วสวดตอนเช้าด้วยหรือเปล่า”
“เปล่าสวดค่ะ เพราะตอนเช้าหนูไม่กลัวนี่คะ…”


 

 

 

เมื่อผู้ชายคนหนึ่งยืนขึ้นพูดในที่ประชุม
ทุกคนจะฟังดูก่อนแล้วจึงค่อยมองคนพูด

แต่ถ้าเป็นผู้หญิงคนหนึ่งยืนขึ้นพูดบ้าง
ทุกคนจะมองหล่อนก่อน และถ้าชอบจึงค่อยฟัง

 


 

 

เด็กเล็ก ๆ คนหนึ่งยืนดูพิธีแต่งงาน
อยู่หน้าวัดพอจบพิธีก็พูดโพล่ง
ออกมาด้วยความทึ่ง


“เจ้าสาวนี่ฉลาดชะมัด… ตอนเข้าวัดแกเดินควงแขนผู้ชายแก่ๆ เข้าไป พอออกมาจากวัดแกควงแขนหนุ่มหล่อออกมา
…ฉลาดน่าด

 


 



คนจนคนหนึ่งเข้าไปในห้องทำงานของผู้มั่งคั่ง
เพื่อขอความช่วยเหลือ

ชายผู้มั่งคั่งเรียกเลขานุการเข้ามา และพูดว่า

“คุณเห็นชายน่าสงสารนั้นไหม?
ดูสิ นิ้วเท้าลอดออกมาจากรองเท้าเก่า ๆ คู่นั้น
กางเกงก็ปะแทบจะไม่เหลือผ้าเก่าให้เห็น เสื้อขาดวุ่นวิ่น
แค่มองก็รู้แล้วว่า
มีดโกนคงไม่ได้แตะต้องหนวดแกมานานแล้ว
เนื้อตัวมอมแมม คงไม่ได้อาบน้ำเป็นแรมเดือน
รูปร่างก็ผอมกร่อง ซูบซีด อาหารคงไม่ได้ตกท้องมาหลายวันแล้ว
ใจฉันมันร้าว อดเวทนาสงสารไม่ได้
เมื่อต้องเห็นคนต้องตกอับถึงขนาดนี้ ดังนั้น
รีบเอามันออกไปจากห้องฉันเดี๋ยวนี้เลย"


 

       คุณปู่กับคุณย่า เกิดทะเลาะกันอย่างรุนแรง จนคุณย่าโกรธจัด ไม่ยอมพูดกับคุณปู่อีกเลยทั้งวัน
       วันรุ่งขึ้น คุณปู่ลืมเรื่องที่เกิดขึ้นเสียสนิท แต่คุณย่านั้นลืมไม่ลง ไม่ยอมพูดยอมจา หรือแม้แต่จะมองหน้าคุณปู่
       คุณปู่พยายามทำทุกอย่าง แต่ก็ไร้ผล คุณย่าไม่ยอมจะเอื้อนเอ่ยออกมาแม้แต่คำเดียว
       ที่สุดคุณปู่เริ่มรื้อตู้ทุกใบ เอาของออกวางระเกะระกะ
       คุณย่าเฝ้าดูการกระทำของคุณปู่อย่างเงียบๆ แต่ที่สุดก็อดทนต่อไปไม่ไหว
       “ปู่กำลังหาอะไรอยู่น่ะ”
       คุณย่าถามอย่างเหลือกลั้น
       “โอ ขอบคุณพระเจ้า ที่สุดฉันก็พบจนได้” คุณปู่ตอบ พร้อมกับยิ้มอย่างมีเลศนัย        “ก็ปู่กำลังหาเสียงของย่าอยู่นะซิ”

 


 

ชายคนหนึ่งตัดพ้อกับเพื่อน

“เมื่อฉันยังเด็ก พ่อเคยดุฉันให้เงียบ บอกว่า
“เงียบนะ แกไม่รู้เรื่องอะไร”
มาตอนนี้ลูกของฉันมันทำเหมือนกัน
ทุกครั้งที่ฉันพยายามจะพูดคุยชี้แจง มันก็บอกฉันว่า

“พ่อเงียบเถอะน่ะ พ่อไม่มีวันเข้าใจหรอก
พ่อแก่เป็นเต่าล้านปีไปแล้ว”

ฉันอยากจะรู้เหมือนกันว่าฉันจะพูดได้เมื่อไร”

เราไม่มีเวลาจะสังเกตเห็นความต้องการของผู้อื่น
หรือเวลาที่จะมานั่งฟัง

แต่เรามีเวลาพอที่จะมานั่งนินทาว่าร้ายเขา

 

 

 


 

นายพลฮิโดโจชิ แม้จะใหญ่โต
แต่มีใบหน้าน่าเกลียดมาก

วันหนึ่งเขาถามพลทหารคนหนึ่งแบบกันเอง
“นี้น้อง จริงไหมที่เขาว่าฉันหน้าเหมือนลิง”
“ไม่จริงหรอกครับท่าน
พวกลิงต่างหากที่ดันมาหน้าเหมือนท่าน”

 


 

คุณพ่อองค์หนึ่งเทศน์ไปก็สังเกตเห็นว่าหญิงชราคนหนึ่ง
ร้องไห้ฟูมฟายตลอดเวลา
เมื่อเทศน์เสร็จจึงไปหาหญิงชราถามว่า
“คำเทศน์ตอนใดที่สะกิดใจคุณได้
ถึงขนาดทำให้คุณร้องไห้ออกมา?”


หญิงชราตอบซื่อๆ
“คือ เมื่อคุณพ่อเทศน์ ฉันมองเคราของคุณพ่อ ซึ่งเหมือนกับหนวดแพะของฉันที่เพิ่งจะตายไป
แค
คิดถึงแพะตัวนั้น ฉันก็กลั้นน้ำตาไม่อยู่”


 

คุณพ่อองค์หนึ่งในมิสซาเช้าวันอาทิตย์
อธิบายคำเปรียบเทียบเรื่องคนมาทำงานสวนองุ่น
พร้อมกับเน้นว่ากลุ่มแรกที่มาแต่เช้า
ได้ค่าจ้างเท่ากับกลุ่มสุดท้ายตอนบ่าย


คำเทศน์ได้ผลมาก เพราะในมิสซาเย็น สัตบุรุษพากันมาวัดช่วงสุดท้ายของมิสซา


 

คุณพ่อองค์หนึ่งเป็นนักเทศน์ชื่อดังในยุคแปดร้อย
มีคนเข้าฟังจนล้นวัด โดยเฉพาะวัยรุ่น
เมื่อมีคนมาชมท่านก็ชี้แจงว่า


“ประเภทของผู้ฟังเทศน์คือตัวแปรสำคัญมาก
ในกรณีของพ่อ คนมาฟังส่วนใหญ่จะเป็นนักศึกษา หญิงสาวและพนักงาน
นักศึกษามาฟังเทศน์เพราะพ่ออยู่ในคณะกรรมการสอบเทววิทยา
หญิงสาวมาฟังเทศน์เพราะนักศึกษา
และพนักงานมาฟังเทศน์เพราะหญิงสาว”


 

นักศึกษาสี่คนมัวแต่เล่นกันทั้งคืน
และไม่ได้เตรียมสอบวันรุ่งขึ้น

เช้านั้น พวกเขาวางแผน... ทำตัวให้สกปรก เลอะด้วยดินและน้ำมันเครื่อง
แล้วก็ตรงไปหาคณบดี แจ้งว่า เมื่อวานนี้พวกเขาไปร่วมงานสมรส
และขณะกลับบ้าน ยางเส้นหนึ่งแตก เลยต้องเข็นรถกลับมาบ้าน
วันนี้เลยไม่อยู่ในสภาพพร้อมจะสอบ

หลังจากฟังเรื่องราว คณบดีบอกว่าอีกสามวันจะให้โอกาสพวกเขาสอบ
พวกเขาขอบคุณคณบดี พร้อมกับสัญญาว่าจะเตรียมสอบให้ดี

ในวันที่สาม
พวกเขามาพบคณบดีซึ่งบอกพวกเขาว่าการสอบครั้งนี้มีเงื่อนไขพิเศษ
นั่นคือ พวกเขาต้องนั่งสอบคนละห้อง
พวกเขาตกลงเพราะได้เตรียมสอบมาสามวัน

ข้อสอบมีแค่สองข้อ โดยมีคะแนนเต็ม 100 คะแนน

ข้อ 1. ชื่อและนามสกุล.............(2 คะแนน)

ข้อ 2. ยางเส้นไหนที่แตก..........(98 คะแนน)

ก.  เส้นหน้าซ้าย
ข.  เส้นหน้าขวา
ค.  เส้นหลังซ้าย
ง.  เส้นหลังขวา

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


 



ระหว่างที่คุณพ่อเทศน์ แม่คนหนึ่งพาลูกที่ไอออกมานอกวัด
หลังจากครึ่งชั่วโมงก็กลับเข้ามาในวัดและพูดกับคนข้างๆ
“อะไรกัน ยังเทศน์ไม่จบอีกหรือนี่”
“คุณพ่อกำลังเทศน์เกี่ยวกับนายชุมพาบาลที่มีแกะร้อยตัว
กว่าจะนับแกะหมด...”


 


นัก
ท่องเที่ยวเข้าวัดตอนที่เจ้าอาวาสกำลังเทศน์อยู่

หลังจากฟังได้สักพักหนึ่ง ก็หันไปถามสตรีที่อยู่ใกล้ๆ

“คุณพ่อเทศน์นานแล้วหรือยัง?”

“ฉันจำไม่ได้...แต่ก็คงราวๆสิบห้าหรือยี่สิบปีมาแล้ว...”


 

หลานสาวพูดกับคุณลุงที่เป็นพระสงฆ์
“คุณลุงขา วันนี้คุณลุงเทศน์ดีมาก ไม่หยุดชะงักเลย
เห็นได้ว่าคุณลุงรู้บทเทศน์ขึ้นใจ...”

 


 

ภรรยาบอกสามี



“วันนี้ฉันไปวัดไม่ได้เพราะต้องอยู่บ้านดูแลลูก
คุณไปและตั้งใจฟังคำเทศน์ จะได้นำความคิดดีๆมาแบ่งปันฉันบ้าง”

เมื่อสามีกลับจากวัด ภรรยาถาม
“ว่าไง คุณพ่อเทศน์อะไรวันนี้?”
“คือว่า คุณพ่อพูดเกี่ยวกับพระเจ้าและบาป”
“ดีมาก แล้วคุณพ่อพูดอะไรบ้าง?”
“คุณพ่อบอกว่าเห็นด้วยกับพระเจ้า ส่วนบาปนั้นคุณพ่อไม่เห็นด้วย”


 


ฉันโทรศัพท์และมีเสียงบันทึกตอบมาว่า

“ตอนนี้ฉันรับโทรศัพท์ไม่ได้
ขอบคุณที่โทรมา
ฉันกำลังเปลี่ยนแปลงหลายอย่างในชีวิต
กรุณาพูดบันทึกไว้หลังจากที่ได้ยินเสียงสัญญาณสั้นๆ
ถ้าฉันไม่ตอบกลับมา
คุณนั่นแหละคือหนึ่งในหลายอย่างที่ฉันเปลี่ยน”

 


 

อาหรับกับยิว

       อาหรับคนหนึ่งต้องผ่าตัดหัวใจ
       ก่อนจะผ่าตัดแพทย์ต้องสำรองเลือดชนิดเดียวกันไว้ แต่เนื่องจากเลือดของเขาเป็นชนิดหาได้ยากและไม่สามารถหาจากคนท้องถิ่นได้ จึงต้องมีการประกาศหาไปทั่วโลก ในที่สุดก็พบว่ามียิวคนหนึ่งที่มีเลือดชนิดนี้และยินดีใจบริจาคเลือดให้ชาวอาหรับ

       หลังจากผ่าตัดสำเร็จ ชายอาหรับส่งบัตรขอบคุณพร้อมกับแหวนเพชรราคาแพงและรถยนต์โรลส์รอยส์คันงามให้ชายยิว

      โชคร้ายที่ชายอาหรับต้องรับการผ่าตัดอีกครั้ง แพทย์ของเขาจึงได้โทรศัพท์ถึงชายยิวเพื่อขอบริจาคเลือดอีกครั้ง   หลังจากการผ่าตัดผ่านไปด้วยดี ชายอาหรับก็ส่งบัตรขอบคุณพร้อมกับช็อคโกแล็ตหนึ่งกล่องไปให้ชายยิว อย่างที่เคยทำในครั้งก่อน

       ชายยิวตกใจที่เห็นว่าชายอาหรับไม่ได้แสดงความรู้คุณสำหรับเลือดที่เขาบริจาคให้เหมือนครั้งก่อน จึงโทรศัพท์ไปหาชายอาหรับและถามว่าทำไมของที่ส่งไปขอบคุณจึงไม่เหมือนครั้งก่อน
               
      ชายอาหรับตอบว่า “เพื่อนรัก คุณน่าจะรู้ว่าตอนนี้ผมมีเลือดยิวอยู่ในตัวแล้วนะ”


 

มาร์ ทเวน พูดเกี่ยวกับคำเทศน์ยาวว่า

“หลังจากฟังได้สิบนาที
ผมตัดสินใจใส่ถุงทาน 100 ดอลล่าร์ 
หลังจากฟังไปยี่สิบนาที
ลดลงมาเป็น 50 ดอลล่าร์
พอฟังไปสามสิบนาที
ก็กะว่าจะใส่ถุงทานอย่างมาก 30 ดอลล่าร์
สุดท้าย หลังจากฟังอยู่สี่สิบนาที ผมต้องเอาเงินจากถุงทานคิดค่าเสียเวลา  
เพราะเวลาเป็นเงินเป็นทอง”


 

 

 

ชายคนหนึ่งเดินเที่ยวกลางคืนในเมืองเบลฟาสท์
ถูกจู่โจมจากชายหนึ่งที่ถามเขาว่า
“คาทอลิกหรือโปรเตสแตนท์?”
เขาตกใจมาก พยายามคิดหาทางเอาตัวรอดให้ได้
“ยิว”
“ข้าคืออิสลามที่โชคดีกว่าหมดในเบลฟาสท์” ผู้จู่โจมพูด


 

 

คลินตัน เอลซินและอาราฟัตอยู่ในเครื่องบินลำเดียวกัน
เครื่องบินขัดข้องตกและทั้งสามมาอยู่หน้าประตูสวรรค์
เมื่อมาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระบิดา คลินตันทูลถามว่า
“อีกกี่ปีสหรัฐอเมริกาจะเป็นจ้าวโลก พระเจ้าข้า?”
“อีกราวห้าสิบปี” พระบิดาตรัสตอบ
คลินตันร้องไห้สะอึกสะอื้น อุทานว่า
“เสียดาย ผมคงไม่มีโอกาสได้เห็นตอนนั้น”
เอลซินก็ทูลถามขึ้นว่า
“แล้วเมื่อไรรัสเซียจะชนะสหรัฐอเมริกา พระเจ้าข้า?”
“อีกราวร้อยปี”
เอลซินก็เริ่มร้องไห้โฮ
“น่าเสียดาย ผมคงไม่มีโอกาสได้เห็นตอนนั้น”
ที่สุด อาราฟัตทูลถาม
“อีกกี่ปีจะมีสันติภาพระหว่างอาหรับและอิสราเอล พระเจ้าข้า?”
ทันใดนั้น พระเจ้าทรงกรรแสงและตรัสว่า
“เสียดาย ไม่รู้ว่าเราจะมีโอกาสได้เห็นวันนั้นหรือเปล่า?”




 

คำพูด

สามีอ่านบทความให้ภรรยาฟัง
มีการพูดถึงคำพูดที่ผู้หญิงใช้พูดแต่ละวัน
ผู้หญิงพูด 30,000 คำ ในขณะที่ผู้ชายพูด 15,000 คำ

ภรรยาชี้แจง
“เหตุผลที่ผู้หญิงพูดมากกว่าผู้ชาย
เพราะทุกครั้งที่พูดอะไรกับผู้ชายผู้หญิงต้องพูดซ้ำไปซ้ำมา...”


สามีหันมามองภรรยาและถาม
“อะไรนะ?”


 

สามี-ภรรยา


สามและภรรยานั่งรถมาตามทางชนบทเป็นเวลานานโดยไม่คุยกันสักคำ
ก่อนนี้ เพิ่งจะถกเถียงและทะเลาะกันมา ต่างฝ่ายต่างยืนกราน ไม่ยอมกัน
ขณะที่รถผ่านฟาร์มที่มีลา แพะ และหมู สามีพูดประชดประชันว่า
“นั่นญาติคุณหรือเปล่า?”
“ใช่” ภรรยาตอบ “ทางการสมรส”

................................................................

บุหรี่และผ้าอนามัย


ชายคนหนึ่งเดินเข้าร้านขายยา หลังจากที่เดินไปเดินมาพักใหญ่
พนักงามก็เข้ามาถามว่าจะช่วยอะไรได้บ้าง
เขาบอกว่ากำลังมองหากล่องผ้าอนามัยสำหรับภรรยา 
พนักงานพาเขาไปที่แผนก หลังจากนั้นพักใหญ่เขาก็ยกสำลีมากล่องหนึ่ง
พร้อมกับเส้นด้ายม้วนใหญ่มาคิดเงิน

พนักงานงุนงง
“คุณคะ ไหนว่าคุณจะซื้อผ้าอนามัยสำหรับภรรยา?”
“ถูกต้องครับ คือเมื่อวานนี้ผมฝากภรรยาซื้อบุหรี่ให้ซองหนึ่ง
เธอกลับมาพร้อมกับกล่องยาเส้นและกระดาษมวนบุหรี่
พร้อมกับบอกเหตุผลว่ามันถูกกว่ากันแยะเลย  ในเมื่อผมต้องมวนบุหรี่เอง
เธอก็ควรจะทำผ้าอนามัยใช้เอง...”




 


ผู้หญิงแก้แค้น


“จ่ายเงินสดหรือเปล่าคะ” ฉันถามหลังจากคิดเงินสิ่งที่เธอซื้อ
ในขณะที่เธอเปิดกระเป่าถือและค้นหาอะไรบางอย่าง
ฉันเห็นมีรีโมดโทรทัศน์อยู่ในกระเป๋า
“คุณมักเอารีโมดโทรทัศน์ติดตัวอยู่เสมอหรือคะ”
“ไม่” เธอตอบ
“แต่สามีฉันไม่ยอมมาซื้อของกับฉัน
และนี่คือสิ่งร้ายที่ฉันทำกับเขาได้อย่างถูกกฎหมาย”


 

นายทุย “ทำไมคนจึงวิ่งกันอย่างนี้?”
ชายคนหนึ่ง “นี่เป็นการแข่งขันวิ่ง ผู้ชนะจะได้ถ้วยรางวัล”
นายทุย “ถ้าคนชนะได้ถ้วยรางวัล แล้วคนอื่นวิ่งทำไม?”


 

นายทุยกำลังอยู่ในบาร์ เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น
เขายกโทรศัพท์ขึ้นติดหู พร้อมกับถามด้วยความแปลกใจ
“คุณรู้ได้ไงว่าผมอยู่ที่นี่?”


 


คุณรู้ได้อย่างไรว่าเด็กชายทุยกำลังเรียนอยู่ห้องเรียน?

พอครูลบกระดานดำ เขาก็จะลบสิ่งที่จดในสมุด


นายทุยแจ้งความตำรวจ  “คุณตำรวจครับ ทุกอย่างในบ้านหายหมด ยกเว้นโทรทัศน์เครื่องเดียว”

ตำรวจ
 “แล้วทำไมขโมยจึงไม่ได้เอาโทรทัศน์ไป?”

นายทุย
 “ก็ผมกำลังดูช่องข่าวอยู่ครับ”


 







นายทุย
“คนพากันถือว่าผมเป็นพระเจ้า”

ภรรยา  “คุณรู้ได้ไง?”

นายทุย 
“วันนี้ผมไปที่สวนสาธารณะ พอเห็นผม
             ทุกคนอุทานว่า ‘โอพระเจ้า คุณมาอีกแล้วหรือ”

 


 

 


นายทุย
  “คุณหมอครับ ทุกคืนผมฝันว่าผมเล่นฟุตบอล”

หมอ
      “เอายานี้ไปทาน ทุกอย่างจะดีขึ้น”

นายทุย   “ผมทานยาพรุ่งนี้ได้ไหมครับ
               เพราะคืนนี้เป็นรอบตัดเชือกพอดี"

 

 

 

นายทุย  “ถ้าผมตาย คุณจะแต่งงานใหม่ไหม?”

ภรรยา   “ไม่... ฉันจะอยู่กับน้องสาว
              แล้วถ้าฉันตายคุณจะแต่งงาน
               ใหม่ไหม?”

นายทุย  “ไม่... ผมจะอยู่กับน้องสาวคุณ”


 

นายทุย “ผมภูมิใจมากที่ลูกชายอยู่ในโรงเรียนแพทย์”
เพื่อน “จริงหรือ เขาศึกษาอะไร? ”
นายทุย “ไม่... เขาไม่เรียนอะไร มีคนอื่นกำลังศึกษาตัวเขาอยู่”


 

นายทุยซื้อโทรศัพท์มือถือใหม่
แล้วโทรศัพท์ไปแจ้งเพื่อนๆ


“ผมเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์แล้ว
ก่อนนี้เป็นโนเกีย 3310
ตอนนี้เป็น 6610”

 





คุณพ่อองค์หนึ่งกำลังเยี่ยมนักโทษใหม่


“ลูกเอ๋ย ทำไมลูกถึงมาอยู่นี่?”
“ก็เพราะหน้าต่างสูงเกินไป
และซี่กรงก็ถี่มากจนหนีออกไม่ได้ครับ”


 

นักโทษประหารถูกนำมานั่งเก้าอี้ไฟฟ้า 
พระสงฆ์ที่ติดตามมาถามเขาด้วยความเมตตา


“จะให้พ่อช่วยอะไรลูกหรือเปล่า?”
“คุณพ่อครับ ผมกลัวมาก คุณพ่อกรุณากุมมือผมให้แน่นด้วยนะครับ”


 

ในช่วงสงครามเย็นระหว่างอเมริกา
และสหภาพรัสเซีย ซึ่งมีผลไปถึงอิทธิพล
ของรัสเซียนในประเทศโปแลนด์
มีพลเมืองของสามประเทศมาเข้าวัดเดียวกัน 
ในช่วงภาวนาเพื่อมวลชน คนอเมริกันสวดว่า
“ข้าแต่พระเจ้า เพื่อชัยชนะแห่ง
พระอาณาจักรของพระองค์ โปรดทำให้
สหภาพรัสเซียอันตรธานหายไปเถิด พระเจ้าข้า”


ชาวรัสเซียสวดว่า
“ข้าแต่พระเจ้า ขอให้อเมริกากลายเป็นจุล
ด้วยอำนาจชั่วร้ายของมันด้วยเทอญ”


ชาวโปแลนด์ได้แต่สวด
“โปรดสดับฟังเถิด พระเจ้าข้า”


 

นักอาชีพคาทอลิกกลุ่มหนึ่ง
กำลังถกเถียงกันว่าอาชีพไหนเป็นอาชีพแรกในโลก

นายแพทย์
“แน่นอน อาชีพผ่าตัด 
พระเจ้าทรงผ่าเอากระดูกซี่โครงของอาดัมเพื่อใช้สร้างเอวา”

วิศวกร
“แต่ก่อนนั้น พระจ้าทรงสร้างจักรวาล
พระเจ้าทรงเป็นผู้วางแผนยิ่งใหญ่
ฉะนั้น อาชีพแรกคือวิศวกรรม”

นักการเมือง
“เพื่อนๆ ครับ พวกท่านคงลืมไปว่า
ในตอนแรกเริ่มของโลกมีแต่ความสับสนวุ่นวาย 
จนกระทั่งพระเจ้าทรงสร้างทุกสิ่งขึ้นเป็นระเบียบแบบแผน
แล้วอาชีพอะไรที่สร้างความสับสนวุ่นวายมากกว่าหมด? 
เพราะฉะนั้น...”


 

 

นางแนนซีกำลังเดินตามถนนเมื่อพบคุณพ่อแฟร้งค์
“สวัสดีครับ”
คุณพ่อทัก
“คุณชื่อแนนซีที่พ่อเคยทำพิธีแต่งงานให้เมื่อสองปีก่อนใช่ไหม?”
“ใช่ค่ะคุณพ่อ”
แนนซีตอบ
“แล้วตอนนี้มีตัวน้อยๆ มาเป็นสมาชิกครอบครัวแล้วยัง?”
คุณพ่อถามต่อ
“ยังเลยค่ะ คุณพ่อ”
แนนซีตอบ
“อาทิตย์หน้าพ่อจะเดินทางไปโรม”
คุณพ่อพูดต่อ
“แล้วพ่อจะจุดเทียนในวัดต่างๆ ให้คุณและสามี”
“ขอบคุณมากค่ะ คุณพ่อ”
แนนซีตอบด้วยความยินดี

หลายปีต่อมา พวกเขาพบกันอีก

“เป็นไง คุณแนนซี”
คุณพ่อแฟรงค์ทักทาย
“ดีมากเลยค่ะ คุณพ่อ”
แนนซีตอบ
“แล้วมีตัวน้อยๆ มาเป็นสมาชิกในครอบครัวหรือยัง?”
คุณพ่อถาม
“มีแล้วค่ะ คุณพ่อ แฝดสามคู่ ตามด้วยอีกสี่
รวมแล้วสิบคนพอดี”

แนนซีตอบ ท่าทาตื่นเต้นเล็กน้อย
“ยอดมากเลย แล้วสามีคุณเป็นไงบ้าง?”
คุณพ่อถามต่อ
“เขากำลังเตรียมเดินทางไปโรม...
ไปดับเทียนที่คุณพ่อจุดไว้ทั้งหมด”

แนนซีตอบ

 


 

 

 

 

หลังจากจัดกระเป๋าเดินทางของพระสันตะปาปาเบเนดิกที่ 16
เข้ารถแล้ว คนขับรถเห็นพระสันตะปาปายังคงยืนอยู่ข้างนอก

“ขออภัยครับ พระองค์” คนขับทูล 
“โปรดเสด็จขึ้นรถ เราจะได้ออกเดินทาง”

“ขอบอกอย่าง” พระสันตะปาปาตรัส
“ตอนที่เป็นพระคาร์ดินัล  พวกเขาห้ามเราขับรถในวาติกัน
แต่วันนี้เราอยากจะขับรถเอง”

“ขออภัยครับ พระองค์ ผมคงยอมไม่ได้
ถ้าเกิดอะไรขึ้นผมต้องตกงานแน่เลย”

“ใครจะกล้าไปฟ้อง” พระสันตะปาตรัส
คนขับรถเข้าไปนั่งเบาะหลังด้วยความจำใจ
แต่แล้วก็ต้องอกสั่นขวัญแขวน
เมื่อพระสันตะปาปาเร่งความเร็วจนถึง 205 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
“พระสันตะปาปาครับ ลดความเร็วลง”=
คนขับตะโกนสุดเสียง แข่งกับเสียงหวอรถตำรวจ
“ตายแล้ว ผมถูกยึดใบขับขี่แน่นอน ตกงานแน่ๆ...”
เสียงคนขับสิ้นหวัง
พระสันตะปาปาลดความเร็วกระทั่ง
รถจอด พร้อมกับหมุนกระจกรถลงเพื่อเผชิญหน้ากับตำรวจ
แต่แล้วตำรวจก็เดินกลับไปที่รถมอเตอร์ไซค์ หยิบวิทยุ
“ขอสายหัวหน้าด้วยครับ”
ตำรวจพูดเสียงดัง พร้อมกับรายงานว่าจับรถวิ่งเร็วเกินกำหนด
“ปรับมันเลย” นายตำรวจตอบกลับมา
“ผมว่าเราคงปรับไม่ได้ครับ เจ้าของรถเป็นคนสำคัญมาก”
ตำรวจรายงานเสียงอ่อย
“นั่นแหละต้องปรับให้เข็ด” นายตำรวจสั่ง
“ไม่ครับ ผมหมายความว่าเจ้าของรถสำคัญจริงๆ” ตำรวจยังยืนยัน
“ใครกัน นายกเทศมนตรีหรือไง?” นายตำรวจถาม
“ใหญ่กว่านั้นครับ” ตำรวจตอบ
“สมาชิกวุฒิสภา?” นายตำรวจพยายามต่อ
“ใหญ่กว่านั้นหลายเท่า” ตำรวจยืนยัน
“ใคร?” นายตำรวจเลิกเดา
“ผมว่าน่าจะเป็นพระเจ้าครับ” ตำรวจตอบเสียงลังเล
“อะไรทำให้แกคิดว่าเป็นพระเจ้า?” นายตำรวจถามด้วยความสงสัย
“ก็พระสันตะปาปาเป็นคนขับรถให้ ครับผม” ตำรวจตอบชัดถ้อยชัดคำ

 



 

 


สงฆ์องค์หนึ่งจอดรถรอเติมน้ำมันเผื่อวันหยุดยาวสุดสัปดาห์
เด็กปั้มทำงานกระฉับกระเฉง แต่ก็ยังมีรถหลายคันอยู่ข้างหน้า
ที่สุดเด็กปั้มก็โบกมือให้นำรถไปที่หัวจ่ายที่ว่างอยู่


“ขออภัยสำหรับความล่าช้าครับคุณพ่อ
แต่ทุกคนรอจนนาทีสุดท้ายก่อนจะออกเดินทางไกล”

สงฆ์ยิ้มอย่างเข้าใจ
“พ่อรู้ คนที่วัดพ่อก็เหมือนกัน”

 


 

 


สงฆ์องค์หนึ่งประกาศในวัด

“พี่น้อง วันนี้พ่อมีทั้งข่าวดีและข่าวร้ายจะประกาศ
ข่าวดีคือ เรามีเงินพอสำหรับสร้างอาคารหลังใหม่แล้ว
ข่าวร้ายคือ เงินนี้ยังอยู่ในกระเป๋าของพี่น้อง”



 

 


สงฆ์องค์หนึ่งจอดรถในบริเวณห้ามจอดเพราะต้องรีบเร่งไปทำธุระ
พร้อมกันนั้นก็เขียนข้อความเสียบไว้ตรงที่ปัดน้ำฝนว่า
“ผมขับวนอยู่สิบรอบแล้ว แต่ไม่มีที่จอด เกรงว่าจะไปไม่ทันนัด
โปรดยกโทษให้เรา”

เมื่อกลับมาก็พบใบสั่งพร้อมกับกระดาษเขียนว่า
“ผมวนไปวนมาที่นี่กว่าสิบปีแล้ว ถ้าผมไม่ให้ใบสั่ง ผมคงตกงาน
โปรดอย่าปล่อยให้เราแพ้การประจญ”

 


 



มีคนบอกว่ามีคนสองประเภทในโลกนี้
ประเภทหนึ่งคือคนที่ตื่นนอนตอนเช้าจะพูดว่า
“สวัสดีตอนเช้า พระเจ้าข้า”

อีกประเภทหนึ่งคือคนที่ตื่นนอนตอนเช้าแล้วพูดว่า
“พระเจ้าข้า เช้าแล้วหรือนี่”

 

 


 

 

นางจอห์นสันตัดสินใจจ้างศิลปินชื่อดังมาวาดรูปเธอเธอบอกศิลปินว่า
“วาดรูปฉันให้มีต่างหูเป็นเพชรสามกะรัต สร้อยเพชรเส้นโต กำไลมรกตเป็นประกายและจี้ทับทิมสีแดง”

ศิลปินแย้ง
“แต่คุณนายครับ คุณนายไม่ได้ใส่สิ่งเหล่านี้นี่ครับ”

นางจอห์นสันตอบ
“ฉันรู้ แต่ตอนนี้สุขภาพฉันไม่ค่อยดีและสามีก็ไปมีอะไรกับเลขา  หากฉันตายลง เขาคงแต่งกัน ฉันเลยอยากให้นางนั่นกลายเป็นบ้าเป็นหลังตามหาเครื่องเพชรเหล่านี้”


 

 

 

ครส่งจดหมายไปหาแม่ของพอลว่า
“พอลดูจะเป็นเด็กฉลาด
แต่มักจะเสียเวลากับการคิดถึงเด็กหญิงมากไป”


แม่เขียนตอบครูวันรุ่งขึ้น
“ถ้าครูมีวิธีแก้ไข โปรดแนะนำด้วย
เพราะพ่อของพอลกำลังมีปัญหาเดียวกัน”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


 

03.02.2552

เด็กน้อยคนหนึ่งถามแม่
“แม่ฮะ ความฉลาดของผมมาจากไหน?”

แม่ตอบ
“ลูกคงได้ความฉลาดจากพ่อแน่เลย
เพราะความฉลาดของแม่ยังอยู่”

 


ตอนเป็นเด็กผมสวดขอจักรยาน
แต่แล้วก็เห็นว่าพระเจ้าไม่ประทานให้ตามขอ
ผมเลยขโมยจักรยานและสวดขอพระยกโทษ

 


 

 

 

 

 

ลูกชายหัวหน้าแก๊งจะบอกพ่อว่าสอบตกอย่างไร?

“พ่อครับ พวกเขาสอบสวนผมสามชั่วโมงเต็ม
แต่ผมไม่ยอมปริปากพูดแม้แต่คำเดียว”

 



 

 

คนที่สวดในวัดและคนที่สวดในบ่อนพนันต่างกันอย่างไร?
คนที่สวดในบ่อนพนันจริงจังมากกว่า

 


 

เด็กคนหนึ่งถามเพื่อนที่เรียนคำสอนด้วยกัน

“กาลเวลาและนิรันดรภาพต่างกันอย่างไร?”
“หากผมมีเวลาเพื่ออธิบายเรื่องนี้
ให้เธอ คงต้องใช้ทั้งนิรันดรภาพเพื่อ
จะเข้าได้หมด”

 


 

 

“ทำไมเธอจึงไม่มาเรียนคำสอนเมื่อวานนี้?”

“เพราะลุงหนูเสียชีวิตค่ะ”


“ไม่เป็นไร แต่อย่าทำซ้ำอีกนะ”

 


 

 

“ช่วงนี้คุณไปไหนมา?”
“ไปกรุงโรมกับครอบครัว”
“พวกคุณได้เห็นอะไรบ้าง?”
“เราเห็นทุกอย่างเลย”
“ภายในเวลาสี่วันนี้นะหรือ?”
“ก็เราบริหารกันดังนี้
แม่ไปเยี่ยมวัด พอไปเยี่ยมพิพิธภัณฑ์
พี่สาวไปเยี่ยมห้างร้าน
และผมไปเยี่ยมร้านอาหาร”


 

 

นอกเมืองเยริโกมีภูเขาลูกหนึ่งชื่อ “ภูเขาสี่สิบ”
ซึ่งระลึกถึงช่วงเวลา 40 วันที่พระเยซูเจ้าทรงจำศีลในที่เปลี่ยว
และทรงถูกประจญจากปีศาจ

เมื่อขึ้นถึงยอดเขา มีร้านอาหารตั้งอยู่
ชื่อ “ร้านอาหารแห่งการประจญล่อลวง”


 

  08.12.2551 

ชายคนหนึ่งเป็นทุกข์เสียใจที่ได้ทำบาป

ทูลพระเจ้าว่า

“ข้าแต่พระเจ้า โปรดอภัยให้ลูกด้วย และโปรดอย่าทรงจดจำบาปที่ลูกได้ทำ”

พระเจ้าทรงตอบ

“บาปอะไรลูก?”



ผู้จาริกแสวงบุญถามค่าเรือข้ามฟากทะเลสาบทีเบเรียส

“สำหรับคุณ ราคาพิเศษสุด สามร้อยดอลล่าร์”

“อะไรกัน แค่ระยะทางสิบกว่ากิโลเมตรนี่นะ”

“แต่คุณครับ ราคาค่อนข้างแพงเพราะ
พระเยซูเจ้าทรงเดินบนผิวน้ำทะเลสาบแห่งนี้...”


“ใช่ ใช่ ตอนนี้ฉันเข้าใจแล้ว่าทำไมพระเยซูเจ้าทรง
เลือกเดินข้ามฟาก"

 

 


 

 26.11.2551

เพื่อนหญิงสามคนที่มั่นใจว่าเป็นคนศรัทธา
เดินทางรถไฟและพูดคุยกัน
คุยไปคุยมาก็พูดเรื่องความลับของจิตใจ



“บาปหนักกว่าหมดของฉันคือ เป็นโสเภณี
ในรอบปีมีหนึ่งอาทิตย์ที่ฉันต้องพ่ายแพ้การประจญ
แต่เงินที่ได้มาทั้งหมดฉันจะใส่ตู้ทานสำหรับคนยากจนในวัด”
คนแรกพูด

“ของฉัน หนึ่งอาทิตย์ในรอบปีฉันพ่ายแพ้การประจญ
ดื่มเหล้าจนเมามาย  แต่เพื่อจะมีเงินซื้อเหล้า
ฉันจะแอบไปขโมยเงินจากตู้ทานสำหรับคนอยากจนในวัด” 
คนที่สองเล่า

“ของฉันไม่เหมือนใคร ฉันติดบาปนินทาชาวบ้าน 
ตอนนี้ก็เริ่มคิดแล้วว่า ถ้าลงจากรถไฟเมื่อไร
ฉันจะเอาเรื่องของเธอทั้งสองไปนินทาให้มันปาก”
คนที่สามสารภาพ

 


 

หญิงคาทอลิกสองคนนั่งดื่มกาแฟ
ในบาร์ที่ตั้งอยู่ด้านหน้าบ้านของหญิงโสเภณีคนหนึ่ง  เมื่อเห็นศาสนาจารย์คริสเตียนเดินหายเข้าไปในบ้าน
ทั้งสองก็วิพากษ์วิจารณ์

“ไม่เหมาะเลยที่คนในฐานะนี้เข้าไปในสถานที่แบบนี้”

หลังจากนั้นไม่นาน
รับบีคนหนึ่งเดินหายเข้าไปในบ้าน หญิงทั้งสองก็สั่นหัว

“ทำไมคนที่มีบทบาทศักดิ์สิทธิ์จึงได้ลดตัวลงมาต่ำขนาดนี้?”

ไม่นานหลังจากนั้น
มีสงฆ์คาทอลิกเดินหายเข้าไปในบ้าน

“ตายเลย สาวคนนั้นคงป่วยหนัก
คุณพ่อจึงได้ไปเจิมศีลคนป่วยให้”


 

17.11.2551  

พ่อพาเด็กน้อยเข้านอน
ห้านาทีต่อมา เด็กร้องเรียก
“ป๊ะป๋า”
“อะไร?”
“ผมหิวน้ำ พ่อเอาน้ำมาให้ผมหน่อยได้ไหมครับ?”
“ไม่ ก็เพิ่งจะดื่มเมื่อตะกี้นี้เอง ดับไฟซะ”
ผ่านไปห้านาที
“ป๊ะป๋า”
“อะไรอีก?”
“ผมหิวน้ำ พ่อเอาน้ำมาให้ผมหน่อยได้ไหมครับ?”
“พ่อบอกแล้ว ถ้าขืนขอน้ำอีก พ่อจะเข้าไปเขกหัว”
ห้านาทีต่อมา
“ป๊ะป๋า”
“อะไรอีก?”
“ตอนที่พ่อเข้ามาเขกหัวผม
ช่วยเอาน้ำมาให้หน่อยได้ไหมครับ?”

 


 

แม่รู้สึกสิ้นหวัง
เพราะลูกชายชอบก่อเรื่องให้ปวดหัวตลอด

ที่สุดเลยถามลูก

“แล้วลูกยังหวังจะเข้าสวรรค์อีกหรือนี่”

เด็กนิ่งคิดอยู่ครู่ใหญ่แล้วก็พูด

“ผมจะวิ่งเข้าวิ่งออกสวรรค์ กระแทกประตู
จนกระทั่งนักบุญเปโตรจะพูดว่า
ขอทีเถอะทอม เข้ามาเสียที หรือไม่ก็อยู่ข้างนอกไปเลย”


06.11.2551 

คุณพ่อเจ้าวัดเก็บเงินที่สัตบุรุษ
สะสมช่วงเทศกาลมหาพรตไว้ในตู้ศีลเก่าในวัด
พร้อมกับเขียนป้ายไว้หน้าตู้ศีลว่า
“พระคริสตเจ้าประทับอยู่นี่”

วันจันทร์หลังสมโภชปัสกา
ตั้งใจจะไปเอาเงินเพื่อแจกคนจน
ตามเจตนาของผู้บริจาค  ก็ต้องแปลกใจ
เมื่อพบว่าประตูตู้ศีลเก่าเปิดอ้าอยู่และมีป้ายเขียนว่า
“พระคริสตเจ้าไม่อยู่ที่นี่ พระองค์ทรงกลับคืนชีพแล้ว”


 

28.10.2551   

 

 

จ้าวัดชนบทเดินข้ามทุ่ง
เพื่อไปเยี่ยมและอวยพรบ้านสัตบุรุษ
 
เมื่อผ่านมาที่ทุ่งนาของชาวนาคนหนึ่งที่ไถไว้
พร้อมจะหว่านเมล็ดข้าวแล้ว ก็พูดชม


“ดีมากลูกเอ๋ย 
เห็นได้ว่าลูกกับพระเจ้าได้ทำงานดีมาก


“ขอบคุณครับแต่คุณพ่อน่าจะ
มาดูตอนที่พระเจ้าทรงดูแล
ทุ่งนานี้ตามลำพังโดยไม่มีผม”

 

 

 


 

 

 

คุณพ่อเจ้าวัดและคุณพ่อปลัดกำลังกลับวัด
เห็นชายคนหนึ่งเมาเหล้า เดินโซเซ
จึงเข้าไปช่วยพยุงคนละด้าน พากลับบ้าน 
ที่หน้าประตูบ้าน ภรรยาเขายืนรออยู่
ท่าทางโกรธจัด สามีขี้เมาก็รีบพูดอ้อแอ้


“นี่ อย่ามาทำร้ายผมนะ
ดูให้ดีว่าผมไปไหนมากับใคร”

 

 


 

 20.10.2551

 

เจ้าวัดชนบทประกาศในวัดว่า
ในไม่ช้าจะถูกย้าย  เมื่อเห็นหญิงคนหนึ่ง
มีท่าทีเศร้าสร้อยและน้ำตาคลอ ก็พยายามจะพูดบรรเทาใจ


“ไม่เอาน่า อย่าร้องไห้เลย พระสังฆราชจะส่งพระสงฆ์
ที่ดีอีกองค์หนึ่งมาแทนพ่อ ดีกว่าพ่อด้วยซ้ำ”


“ใช่  ก็เหมือนกับที่องค์ก่อนๆ พูดไว้
แต่ก็ยังไม่เห็นเป็นจริงสักที”

 


 

เจ้าวัดพร้อมกับเด็กวัดคนหนึ่งไปเสกบ้านสัตบุรุษ
มาถึงบ้านเล็กหลังหนึ่งที่มีครอบครัวใหญ่อยู่กันอย่าง
แออัดและค่อนข้างอัตคัด คุณพ่อก็กล่าวให้พรตามบทเสกบ้าน



“พระเจ้าสถิตกับท่านวันนี้และเสมอไป”

“ขอโทษ คุณพ่อ”
แม่อายุค่อนข้างมากพูดแทรกขึ้น

“คงไม่มีที่แล้ว เราอยู่กันแออัดอย่างนี้...”


 29.09.2551  

 

เจ้าวัดไปทานอาหารค่ำกับเพื่อนคนหนึ่ง
คุยให้เพื่อนฟัง


“วันนี้ผมได้ทำให้เจ็ดคนมีความสุข”
“อย่างไร?” เพื่อนถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“ผมทำพิธีแต่งงานสามคู่”
“ถ้างั้นคุณพ่อทำให้หกคนมีความสุขต่างหาก
แล้วคนที่เจ็ดหล่ะ?”

“ก็ผมไง รับมาตั้งสามซองจะไม่ให้มีความสุข
ได้อย่าไง?"


 

สาวคนหนึ่งแต่งตัวล่อแหลมเดินเข้าวัด

ขณะที่กำลังเอานิ้วจุ่มน้ำเสก คุณพ่อเจ้าวัดเหลือบไปเห็น
จึงเข้าไปพูดพอได้ยินกันสองคน



“ยินดีต้อนรับสู่บ้านพระบิดา
แต่คราวหน้าแค่จุ่มน้ำเสกเพียงนิ้วเดียว
ไม่จำเป็นต้องนุ่งสั้นห่มสั้นขนาดนี้ก็ได้นะ”

 

 

 


 29.09.2551 

พระสังฆราชไปตรวจเยี่ยมวัดแห่งหนึ่ง
“ให้เราขึ้นหอระฆัง ไปตรวจดูระฆังกันหน่อย”
เมื่อขึ้นถึงหอระฆัง ก็เห็นมีระฆังใหญ่สามใบ
พระสังฆราชก็ถามว่ามีการใช้ระฆังแต่ละใบอย่างไร
คุณพ่อเจ้าวัดอธิบาย

“ระฆังใบนี้ใช้ตีทุกวันสำหรับมิสซาและพรหมถือสาร 
ส่วนใบนี้นานๆ ตีที คือสำหรับวันสมโภชอย่างเดียว 
ส่วนใบนี้แทบจะไม่ค่อยได้ตีเลย”


“หมายความว่ายังไง”

พระสังฆราชถามต่อ

“คือว่า เราใช้ตีเฉพาะเมื่อเกิดไฟไหม้
แผ่นดินไหว น้ำท่วม สงคราม พระสังฆราช
มาเยี่ยมวัดและหายนะร้ายแรงต่างๆ"



เจ้าอาวาสเรียกสัปเหร่อมาเตือน

“นี่ พ่ออยากจะบอกว่า มีการบ่นกันมาก
เกี่ยวกับหน้าที่ของคุณ  เช่นว่า
เตรียมหลุมไม่ทันเวลา
ปล่อยให้ทุกอย่างระเกะระกะ แถมยังฝังศพไม่มิด”


สัปเหร่อถามกลับ

“คุณพ่อครับ ช่วยบอกหน่อยได้ไหม
ว่าคนตายคนไหนที่มาบ่นเรื่องนี้”

 


 

22.09.2551 

 

เจ้าอาวาสโทรไปหานายกเทศมนตรี
ขอให้จัดการนำซากลาที่นอนตายอยู่หน้า
ลานวัดมาหลายชั่วโมงแล้ว  นายกเทศมนตรี
ที่ไม่สนใจศาสนาตอบว่า


“คุณพ่อทราบดีกว่าผมว่า
เจ้าวัดต้องฝังศพคนที่ตายในเขตวัด
โดยเฉพาะหากเป็นลูกวัด”


เจ้าอาวาสสวนกลับ

“ใช่ ถูกต้อง แต่ท่านก็ทราบดีว่า
เพื่อจะฝังศพคนตาย ต้องได้รับความเห็นชอบของ
ญาติสนิทของผู้ตาย เพราะเหตุนี้เอง พ่อจึงโทรศัพท์มา”

 


 

 

เจ้าอาวาสสองคนชอบคุยทับกัน

“รู้เปล่า สองวันก่อนผมไปโรม
ได้มีโอกาสเฝ้าพระสันตะปาปาเป็นการส่วนตัว หลังจากนั้นก็ทรงเชิญทานอาหารค่ำสองต่อสอง 
และที่สุดก็ – ช่วยเก็บเป็นความลับสุดยอดด้วยนะ –
ทรงแต่ตั้งผมเป็นที่ปรึกษาส่วนพระองค์”


“ไม่เห็นจะมีอะไรใหม่  ผมรู้ตั้งแต่เมื่อวานเย็นแล้ว”

“ถามจริง คุณพ่อรู้ด้วยหรือ?”

“ธรรมดามาก ก็พระสันตะปาปาโทรมาคุยกับผมทุกเย็น”

 



 15.09.2551

ชายคนหนึ่งที่ชอบขับรถเร็ว
นำรถใหม่มาให้คุณพ่อเจ้าวัดเสก

“พ่อยินดีเสกรถใหม่ให้ แต่จงรู้ไว้ว่า
น้ำเสกมีฤทธิ์ถึงแค่ 140 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเท่านั้นนะ”


“แล้วเร็วไปกว่านั้นละครับ?”

“เร็วกว่านั้นต้องใช้น้ำมันเจิมคนป่วยสถานเดียว”

 




 

คุณพ่อเจ้าวัดชนบทเดินไปตามทาง
ได้ยินลูกวัดคนหนึ่งพูดสบถขณะขี่ม้า

“ลูกเอ๋ย พ่อจะสอนวิธีควบคุมม้าให้ ลองฝึกอย่างนี้ซิ
ถ้าอยากให้ม้าเดิน ก็ให้พูดว่า ‘ขอบคุณพระเจ้า’
และถ้าจะให้ม้าหยุด ก็จงพูด ‘อาแมน’
จะดีกว่าเยอะเลย เหมือนกับสวดไปด้วย”

ลูกวัดขอบคุณเจ้าวัดและเริ่มสอนม้า
ตามที่ได้รับคำแนะนำ จนม้าเรียนรู้
วันหนึ่ง ม้าเกิดพยศ ออกวิ่งสุดแรงเกิด
ลูกวัดพยายามจะหยุดม้า แต่ด้วยความตื่นเต้น ลืมคำที่ต้องพูด
กระทั่งม้าวิ่งมาถึงเหว เขาจึงจำคำพูดได้และร้องสุดเสียง “อาแมน”
ม้าหยุดกึก ห่างจากเหวแค่สองเมตร
ลูกวัดหายใจด้วยความโล่งอก แล้วโพล่งออกมา
“ขอบคุณพระเจ้า”

 

 


 

 25.08.2551 


ครูคำสอนกำลังพูดคุยกับเด็กๆ วัยห้าและหกขวบ
หลังจากอธิบายพระบัญญัติ
“จงนับถือบิดามารดา” แล้ว ก็ถามว่า
“มีพระบัญญัติข้อไหนสั่งให้เรา
ปฏิบัติต่อพี่น้องของเราบ้าง”


เด็กคนหนึ่งตอบแทบไม่ต้องคิด

“อย่าฆ่าคน”

 

 


 

 

ในชั่วโมงคำสอน
ครูสอนเรื่องพระเจ้าทรงสร้างทุกสิ่งทุกอย่าง
ทรงสร้างมนุษย์ด้วย หนูจอห์นสนใจเป็นพิเศษ
เมื่อครูเล่าว่าพระเจ้าทรงสร้างเอวาจากซี่โครงซี่หนึ่งของอาดัม

ต่อมาหลายวันคุณแม่สังเกตว่า
จอห์นอนเหมือนจะป่วย ถึงถามว่า

“จอห์น เป็นไรหรือเปล่าลูก?”

หนูจอห์นตอบ

“หนูรู้สึกเจ็บที่สีข้าง
หนูกำลังจะมีภรรยาแน่เลย”

 



 

 01.09.2551

 

 

 

 

 

 

 

 

หญิงอาวุโสคนหนึ่งตายเมื่อเดือนก่อน
เนื่องจากไม่เคยแต่งงาน เธอจึงได้สั่งไว้ว่า
อย่าให้ผู้ชายมายกโลงเธอเด็ดขาด
โดยเขียนไว้เป็นลายลักษณ์อักษรว่า

“ในเมื่อผู้ชายไม่เคยพาฉันออกเที่ยวเมื่อตอนที่ฉันยังมีชีวิตอยู่
ก็ขออย่าให้ผู้ชายคนใดพาฉันไปไหนตอนที่ฉันตายแล้วด้วย"

 


 

 

 

 

 

 

 

 

 

ชั่วโมงคำสอน ครูถามเด็กๆ ว่า
ทำไมนักบุญโยเซฟและแม่พระ
จึงนำพระเยซูเจ้าไปเยรูซาเล็ม

เด็กเล็กๆ คนหนึ่งตอบ

“ก็เพราะพวกเขาหาพี่เลี้ยงไม่ได้”



 25.08.2551       

 

 

 

 

 

 


 

เด็กน้อยคนหนึ่งไปร่วมงามแต่งงาน
เป็นครั้งแรก กระซิบถามคุณแม่

“คุณแม่ขา ทำไมเจ้าสาวจึงแต่งชุดสีขาวคะ”
“เพราะสีขาวเป็นสีแห่งความสุข
วันนี้เป็นวันที่เจ้าสาวมีความสุขที่สุดในโลก
”

หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง เด็กหญิงกระซิบถามต่อ

“แล้วทำไมเจ้าบ่าวจึงใส่ชุดสีดำคะ”

 


 

 

 

 

 

 

 

 

เด็กหญิงในชุดวันอาทิตย์ออกวิ่ง
เพื่อให้ทันเรียนคำสอน

วิ่งไปเธอก็สวดไป

“ข้าแต่พระเจ้า โปรดให้ลูกไปทันเรียนด้วยเทอญ”

ในขณะที่วิ่งไปสวดไป
ตอนเลี้ยวโค้งเธอก็เสียหลักล้มลง
เสื้อผ้าสกปรกและขาดวิ่น
เมื่อลุกขึ้น เธอก็รีบวิ่งต่อไป พลางสวด

“ข้าแต่พระเจ้า โปรดให้ลูกไปไปเรียนทันด้วยเทอญ...
แต่โปรดอย่าผลักลูกแบบเมื่อกี้นี้อีกเลย พระเจ้าข้า”

 


 

19.08.2551       

 

 

 

 

 

 

วัดน้อยแห่งหนึ่งตั้งอยู่ใกล้หาดทราย
เจ้าอาวาสเห็นควรติดประกาศที่หน้าประตูวัด


“ยินดีต้อนรับสู่บ้านพระบิดา ไม่ว่าคุณจะเป็นใครก็ตาม
ขอแต่อย่างเดียว อย่าใส่ชุดว่ายน้ำเข้ามา
เพราะที่มีแค่อ่างน้ำล้างบาปเล็กๆ เท่านั้น
”

 

28.07.2551

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เจ้าอาวาสประกาศตอนท้ายมิสซา

“ขอแจ้งให้สัตบุรุษทราบว่า สัปดาห์หน้า
วันที่ 1 และ 2 พฤศจิกายน วัดน้อยนักบุญโยเซฟจะปิด
สำหรับบรรดานักบุญและจะเปิดสำหรับบรรดาผู้ล่วงลับ

 


 

 

 

 

 

 

 

คนจัดวัดได้รับมอบหมายจากเจ้าอาวาส
ให้แจ้งให้สัตบุรุษทราบถึงรูปแบบใหม่
ของการติดประกาศแต่งงาน


“คุณพ่อเจ้าอาวาสบอกผมแจ้งให้ทุกคนทราบว่า
ตั้งแต่เดือนหน้าเป็นต้นไป คู่แต่งงานในอนาคตจะต้องถูกติดอยู่
หน้าประตูวัดเป็นเวลาสองอาทิตย์”



 

 

 

 

 

พระบุตรทรงขอพระบิดา

“ข้าแต่พระองค์ ลูกอยู่ในสวรรค
์มาหลายศตวรรษแล้ว ตอนนี้รู้สึกเบื่อ
โปรดส่งลูกไปในโลกเพื่อทำภารกิจอะไร
สักอย่างจะได้ไหม พระเจ้าข้า
”

“ก็ได้ จงเอาตะใบลงไปฝนภูเขาหิมาลัย
ให้ราบเป็นหน้ากลอง
”

หลังจากเจ็ดพันปีล่วงไป พระบุตรกลับมาสวรรค์
“มีอะไรให้ลูกทำอีกไหม พระเจ้าข้า”
“จงเอาช้อนนี้ลงไปตักน้ำให้หมดมหาสมุทรปาซิฟิกเลย”
หลังจากผ่านไปหนึ่งหมื่นสี่พันปี
พระบุตรกลับมาสวรรค์เพื่อรายงานว่าสิ้นสุดภารกิจแล้ว
“มีอะไรทำให้ลูกทำอีกบ้างไหม พระเจ้าข้า”
“เอ จะให้ทำอะไรดีหนอ...  เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน
จงกลับไปในโลกและบอกให้มนุษย์รักกันและกัน

รับรองว่าคราวนี้แม้จะใช้เวลาทั้งนิรันดรก็ยังไม่สำเร็จแน่นอน"


 

 28.07.2551       

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เหล้าองุ่นและสวรรค์เกี่ยวข้องกัน
คิดดูสิ เหล้าองุ่นดีทำให้เลือดดี
เลือดดีทำให้สุขภาพดี
สุขภาพดีทำให้ความคิดอ่านดี
ความคิดอ่านดีทำให้กิจการดี
กิจการดีก็จะช่วยเปิดประตูสวรรค์ให้

 



 

 

 

 

 

ภรรยาพูดกับสามี
“ฉันไม่เชื่อว่าคุณจะไปสวรรค์ 
ตลอดชีวิตคุณไม่เคยทำอะไรดีสักอย่างเดียว”

สามีย้อน
“อย่างน้อยก็มีกิจการดีอย่างหนึ่งที่ผมทำแน่นอน
นั่นคือ ช่วยคุณไม่ให้ต้องขึ้นคาน”

 


 

 

 

 

 

 

 

 

หญิงคนหนึ่งเคาะประตูสวรรค์
นักบุญเปโตรเปิดประตูแล้วพูดชี้แจงว่า
“เสียใจด้วย คุณต้องลงไปอยู่ใน
ไฟชำระอีกพันปี เพื่อชำระนิสัยขี้โอ่”

พ้นพันปีในไฟชำระ หญิงคนนั้นก็มาเคาะประตูสวรรค์
“ดีมาก เข้ามาได้...  นี่คุณเทวดา ช่วยไปหารัศมีให้เธอสวมหัวด้วย”
นักบุญเปโตรพูด พร้อมกับสั่งเทวดา
หลังจากผ่านไปหนึ่งชั่วโมง นักบุญเปโตรผ่านไปทางนั้น เห็นผู้หญิงคนนั้นยืนลองรัศมีอันแล้วอันเล่าเป็นกองโตอยู่บนพื้น
ในขณะที่เทวดาพยายามหารัศมีอันใหม่มาให้เลือก
เธอเห็นนักบุญเปโตรผ่านมา ก็หันมาถาม
“ท่านคะ ไม่มีรัศมีที่ดูเลิศกว่านี้หรือคะ?”

 



 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ที่ด้านหน้าสำนักงานรับจัดพิธีศพในสหรัฐ มีป้ายโฆษณา

“จ่ายค่าเดินทางจากโลกไปสวรรค์แค่
1000 เหรียญ  คุณไม่ต้องทำอะไรเลย
นอกจากตายเท่านั้น ที่เหลือเราจะดูแลให้เสร็จสรรพ”

 


16.07.2551       

 

 

 

 

 

มีเสียงเคาะประตูและเสียงตะโกนดังลั่นจากด้านนอกประตูสวรรค์
“พระเจ้า แม่พระ นักบุญโทมัส นักบุญโยเซฟ นักบุญฟรังซิส...”
ทุกคนพากันเอามือปิดหู ในขณะที่นักบุญเปโตรวิ่งไปที่ประตู

“ใครที่บังอาจออกพระนามพระเจ้า แม่พระ
และชื่อนักบุญอย่างนั้นนะ”


“ไม่ใช่บังอาจ... เป็นไปรษณีย์มาส่งจดหมาย”

 


 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เด็กชายวัยสี่ขวบกำลังเดินกับแม่
และพบคุณยายคนหนึ่งที่แม่รู้จัก ใบหน้าของคุณยายย่นและเต็มด้วยรอยตีน
กาจนเด็กน้อยอดแปลกใจไม่ได้
“ทำไมหนังของคุณยายไม่พอดีกับใบหน้าฮะ?”

 


 

07.07.2551

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เด็กชายวัยห้าขวบนอนอยู่บนเตียง ท่าทางกังวล
คุณแม่ถามว่ามีอะไรต้องกังวล เขาตอบ
“ก็หนูไม่รู้ว่าเมื่อแต่งงานแล้วจะจัดการยังไงกับเตียงนี้ ภรรยาหนูคงนอนบนเตียงนี้ไม่ได้แน่นอน”

 

 


 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เด็กหญิงวัยสี่ขวบเจ็บหูและอยากจะกินยาแก้ปวด 
เธอพยายามเปิดจุกขวดอยู่นาน
เมื่อแม่เห็นว่าเธอหงุดหงิดที่เปิดจุกขวดไม่ได้ แม่ก็อธิบายว่า จุกขวดเป็นแบบป้องกันไม่ให้เด็กเปิด
แม่จะเปิดเธอเอง  เธอตาโตด้วยความพิศวง ขณะถามแม่
“แล้วขวดมันรู้ได้ยังไงว่าเป็นหนู?”