.................................................

 

       “เค้ารอสาย 65 น้านนาน ดึกแล้วอีกต่างหาก ไม่มีผ่านมาซักคัน ดีนะที่มีซิ้มคนหนึ่งยืนรออยู่ด้วย ที่สุดเลยตัดสินใจเรียกมิเตอร์ คิดว่ายังไงก็มีซิ้มไปด้วย เพราะคุยกันไปรอรถเมล์กันไปจนคุ้นเคย แต่พอแท็กซี่มิเตอร์มา  ซิ้มแกไม่ยอมไปด้วย  คงจะกลัวต้องเสียค่าแท็กซี่มิเตอร์หรือเปล่าก็ไม่รู้... เค้าไปนั่งแถวหน้าข้างคนขับเลย เผื่อมีอะไรจะได้รู้ทันท่วงที
       พอขึ้นนั่ง   เค้าก็รบชวนคุย  กลัวคนขับจะคิดอะไรฟุ้งซ่าน  ต้องรีบหาเรื่องคุยเบี่ยงเบนความสนใจซะก่อน ก็คุยเรื่องทำมาหากินบ้าง เรื่องล้อตเตอรี่บ้าง เออ...ดูแกสนใจ คุยไปได้เรื่อยๆ ก็ต้องหาเรื่องคุยตลอด อย่าให้แกคิดอะไรฟุ้งซ่านตาก็มองดูลาดเลาไปเรื่อยๆ”
       “หุ่นเตี้ยๆ ตัวกลมๆ แบบเธอยังต้องกลัวถึงขนาดนี้อีกหรือยะ?”
       “ก็ดูสาวมิสทีนนั่นปะไร...”
       “เราว่าถ้าจะให้ดี   น่าจะคุยเรื่องต้นงิ้วดีกว่ามั้ง... ว่าแต่ว่าอย่าพูดอะไรให้ตรงเกินไปอาจจะเริ่มคุยว่า   เดี๋ยวนี้คนมันเห็นแก่ได้   ตัดไม้ทำลายป่ากันจนเลี่ยนเตียน     ต้นไม้ที่แต่ก่อนเคยให้เห็น เดี๋ยวนี้สูญพันธุ์หมด อย่างเช่นต้นงิ้ว  หาดูได้ยากจังเลย  สงสัยจะย้ายไปปลูกในนรกกันซะหมด  ทำบาปทำกรรมกันแยะ...”
       “แล้วเธอว่าเขาจะคิดได้เหรอ...ลองจะหน้ามืดคงไม่คิดอะไรแล้ว”
       “ของชั้นว่า   น่าจะพูดคุยถิ่นฐานภูมิลำเนาจะดีกว่า   พอเค้าบอกมาจากอุบลชั้นก็จะบอกว่าเป็นคนอุบลเหมือนกัน เลือดอุบลมันเข้มข้น คงไม่ทำกันแน่ๆ...”
       “รู้ได้ยังไง ยิ่งรู้ว่ามาจากถิ่นเดียวกันยิ่งได้สเป็ค...”
       “ถ้างั้น ต้องท่องศีลห้าไปเรื่อยๆ เตือนความรู้ผิดรู้ถูก...”
       “เดี๋ยวเค้าก็หมั่นไส้ให้หรอก เค้าอาจจะไม่คิดอะไรก็คิดเอาตอนนั้นแหละ ตัดรำคาญ...”
       “เอาอย่างครูที่ชั้นรู้จักดีกว่า  ที่ครั้งที่ต้องกลับผิดเวลาและต้องใช้แท็กซี่  แกจะทำหน้าตา อิดโรย  โทรม  ซีดๆ คล้ายไม่สบาย  แล้วเริ่มไอตั้งแต่ขึ้นรถไปเรื่อยๆ พร้อมกับบ่นพอให้ได้ยินว่า ไม่น่าไปติดโรคบ้าบอนี้มาเลย ไอจนลำไส้จะผูกกันเป็นเงื่อนอยู่แล้ว...”
“เพื่อนพี่สาวชั้นทีเด็ดกว่านั้น พอขึ้นแท็กซี่ก็ถอนหายใจ  แล้วก็พึมพัมให้ได้ยิน อะไรของมันก็ไม่รู้ มาได้มาดี ไม่มีปี่มีขลุ่ย บทจะมาก็มาเฉยๆ ยังงั้นแหละ นี่ดีที่ติดกระเป๋าอยู่แผ่นนึงนะ...”
        “เฮอ เกิดมาเป็นผู้หญิงนี่น่าเหนื่อยใจนะ”

       ฟังแล้วมันก็น่าเหนื่อยใจ ในเมื่อมีเงินจ่ายค่าโดยสารแล้ว     ยังต้องคอยแสดงละครไปตลอดทาง ต้องแสดงให้แนบเนียน สมบทสมบาท
       ต้องหูตาไว อย่าให้อะไรผิดสังเกตลอดหูลอดตา
       ต้องมีไหวพริบ พร้อมรับทุกสถานการณ์
       ต้องระแวดระวัง ดูทีหนีทีไล่ไว้ให้พร้อม
       ต้องมีญาณพิเศษ คาดคะเนได้ล่วงหน้าค่อนข้างมั่นใจ
       ก็สังคมทุกวันนี้ เคยปรานีใครเมื่อไร
       ใช่ว่าสังคมจะโหดเหี้ยม แต่เป็นสังคมแห่งการปลดปล่อย
       ปล่อยกายปล่อยใจ มัวแต่หักห้ามจะเสียสุขภาพจิตโดยใช่เหตุ
       ปล่อยให้ตัดสินกันเอง อะไรดีอะไรชั่ว กฎหมายว่าอย่าง แต่ไม่ทำซะอย่าง
       ปล่อยสิ่งยั่วยวนเกลื่อน ตั้งแต่หนังสือ  นิตยสาร  สื่อมวลชน  ไปจนถึงสถานบริการ แถมคนรัฐบาลดูเป็นใจให้ต่อเวลา ให้ผ่อนผัน ให้อนุญาต พร้อมกับอ้างเหตุผลตื้นๆ แบบเด็กๆ
       ปล่อยให้ทำอะไรตามใจชอบ แล้วรับผลการกระทำกันเอง
       ปล่อยให้ผ่านการเซ็นเซอร์ทีละเล็กทีละน้อย แล้วค่อยว่ากันหากมีการโวยวายขึ้นมา
       ปล่อยให้เลยตามเลย     พอต่างประเทศพากันแฉออกมา     ก็รีบแก้ตัวพัลวัน     แถมข่มขู่สำนักพิมพ์นั้นสำนักพิมพ์นี้ฐานใส่ร้ายป้ายสีคนไทย
       ปล่อยให้ทำกันเป็นล่ำเป็นสัน นานๆ ก็จับซะทีพอให้เห็นผลงาน
       ปล่อยให้รับผิดชอบกันเอง ใครรับได้ก็ดีไป ใครมีปัญหาก็ช่วยไม่ได้

       แล้วที่สุด ประชาชนตาดำๆ ก็ต้องรับผิดชอบตนเอง
       พึ่งพาใครเห็นจะยาก
       ไปไหนที ก็เหมือนกับเล่นพนัน
       จะได้หรือจะเสีย จะโชคดีหรือโชคร้าย จะได้กลับบ้านครบสามสิบสองหรือไม่ได้กลับ
       จ่ายเงินซื้อความสะดวกยังไม่พอ ยังต้องเล่นละครให้แนบเนียนอีกต่างหาก
         มันน่าเหนื่อยใจ!•