ไม่คาดคิดว่าจะพบเพื่อนคนนี้
โอกาสก็ไม่ใช่ว่าจะเอื้อให้มาเจอะเ
จอ
พิธีสวดศพของผู้ใหญ่ที่รู้จักและนับถือ
สถานที่ก็ไม่ใช่จะใกล้ที่เพื่อนตั้งถิ่นฐาน
วัดคาทอลิกแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ
ครั้งสุดท้ายที่เคยพบเคยเห็นไม่ใช่ว่าจะปีสองปี
ตั้งแต่จบชั้นมัธยมปลายนั่นแหละ
กระทั่งพิธีสวดศพจบลงด้วยโอวาท
ตามด้วยบะหมี่น้ำร้อนๆ ชามกำลังเหมาะมือ
จึงได้เหลือบไปเห็นใบหน้าที่เคยคุ้น...นานแสนนานมาแล้ว
และถึงแม้กาลเวลาจะเติมแต่งริ้วรอยให้ดูอาวุโสขึ้น
แต่ดวงตาและโครงสร้างใบหน้ายังมีแววให้เห็นได้เด่นชัด

“ไม่ได้พบกันซะนาาาน...”
ประโยคแรกที่ต่างคนต่างพูด หลังจากเรียกชื่อกันถูก
พร้อมกับลากเสียงคำว่า “นาน” โดยไม่ได้นัดกัน
เหมือนตั้งใจจะโยนความผิดให้กาลเวลา
สำหรับความห่างเหินที่แทบจะทำให้ต้องเสียเพื่อนไปก่อนเวลาอันสมควร
“เดี๋ยวนี้มาวัดนี้ทุกเย็น...”
เพื่อนชี้แจงที่มาที่ไปของการปรากฏตัวที่นั่น
“ทำงานอยู่ไม่ไกลจากที่นี่นัก
พอเสร็จงาน ออกกำลังกาย แล้วเดินทางมานี่
พอดีเข้าร่วมมิสซาเย็น...ทุกวัน”

เพื่อนเน้น บอกให้รู้เป็นนัยยะว่านี่ถิ่นใคร
“เสร็จมิสซา ก็กลับบ้านพัก
ล้างหน้าแปรงฟัน ทำโน่นทำนี่ แล้วก็สวดสายประคำก่อนนอน...
ทุกค่ำ”
ไม่วายจะต้องเน้นความหนักแน่น เสมอต้นเสมอปลาย

“ก่อนนี้ ไม่ใช่อย่างนี้นะ...”
เพื่อนรีบชี้แจงต่อ ก่อนที่ผมจะพูดบอกความชื่นชมแกมพิศวงจบประโยค
“พอออกจากโรงเรียน ก็ให้รู้สึกอิสระ
ไม่ต่างกับนกน้อยหลุดจากกรง
อยากจะโผบินไปให้สุดขอบฟ้าที่เปิดกว้าง...
เป็นความรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ”
เพื่อนรีบพูดต่อ เสียงจริงจัง
เมื่อเห็นรอยยิ้มและแววตาสงสัยของผม
“ไม่ได้พูดเปรียบเทียบเชิงนักเขียนนะ
แต่หมายความอย่างนั้นตามตัวอักษรทุกคำ...
มันเหมือนกับการค้นพบอีกด้านหนึ่งของชีวิต
ที่ไม่เคยคิดเคยฝันว่าจะมีจริงด้วย
และพร้อมกับการค้นพบนั้น
ก็อยากที่จะสัมผัส อยากจะลอง อยากจะทำ
กระทั่งกลายเป็นประสบการณ์ตรงกับแต่ละอย่าง
จากอย่างหนึ่งไปสู่อีกอย่างหนึ่ง
ด้วยความสนุกสนานกับมัน อย่างสุดฟัดสุดเหวี่ยง
จนกลายเป็นความหลงใหล
จนกลายเป็นความต้องการ...เหมือนกับเสพติด
ทุกอย่างที่ผู้ชายทำได้  ทำมาหมด...
ไม่เหลือความรู้สึกผิดรู้สึกถูก...ไม่เหลือจริงๆ”

บะหมี่ในชามของเพื่อนพร่องไปเล็กน้อย
ตอนที่เจ้าภาพให้คนยกบะหมี่ชามสองมาบริการ
พอหยิบบะหมี่อีกชามมาเทรวมกันเป็นชามเดียวแล้ว
เพื่อนก็รีบพูดต่อเหมือนกลัวจะพลาดตอนสำคัญไป... ( ต่ออาทิตย์หน้า )

 



-TOP-