จุดดึงดูดใจสำหรับผู้ที่มีโอกาสไปกรุงโรม ซึ่งเกือบจะพูดได้ว่า ใครไปอิตาลีแล้วไม่ได้ไปที่นั่น ก็เท่ากับไปไม่ถึงประเทศอิตาลี นั่นคือพระวิหารนักบุญเปโตร

           พระวิหารใหญ่โต งามสง่า ร่ำรวยด้วยศิลปวัตถุจากทุกยุคทุกสมัย สำหรับคนที่รักศิลปะแล้ว เมื่อได้ย่างเท้าเข้าพระวิหาร จะต้องเคลิบเคลิ้มกับความงามวิจิตรพิสดารของรูปปั้น และรูปวาดที่ประปรายไปทั่วพระวิหาร

          ผมเอง แม้จะไม่ใช่ศิลปิน แต่วันที่ผมย่างเท้าเข้าพระวิหารในเช้าตรู่ของวันอากาศแจ่มใสวันหนึ่ง ผมแทบไม่อยากจะออกจากพระวิหาร ผมยืนตะลึงอ้าปากค้างต่อหน้ารูปปั้นหินอ่อนมหึมา และรูปวาดสีสวยสด ซึ่งไม่เพียงแต่จะมีความเหมือนอย่างหาที่ติไม่ได้แล้ว ยังแทบจะพูดได้ว่า เกือบจะได้ยินเสียงพูดออกมาจากปากของรูปเหล่านั้นก็ว่าได้ ครับ เหมือนจริงๆ ถ้าไม่เกรงใจผู้คนเข้าออกแล้ว ผมคงจะยกมือไหว้ และร้องทักสวัสดีรูปเหล่านั้นไปแล้ว ผมก้าวออกจากพระวิหารในตอนบ่ายโข ของวันนั้นด้วยความอาลัย และรู้สึกอิ่มตาอิ่มใจ

          ไปถึงพระวิหารทั้งทีถ้าไม่ได้ขึ้นลิฟท์ ไต่บันไดขึ้นโดมพระวิหารแล้ว นับว่าเสียเที่ยว ลิฟท์พาขึ้นไปถึงครึ่งทาง ที่เหลือต้องไต่บันไดอ้อมโดมขึ้นไปทีละขั้น ความเหน็ดเหนื่อยจากการไต่บันไดหายเป็นปลิดทิ้ง เมื่อขึ้นไปยืนระเบียงยอดโดม มองดูกรุงโรมนอนสงบอยู่เบื้องล่าง ถนนหนทางและตึกรามบ้านช่องดูเล็กลงถนัด เมื่อมองลงมาจากโดมพระวิหาร รอบๆ โดมเป็นลูกกรงเหล็กสูงประมาณหนึ่งเมตร

          ลูกกรงนี้เป็นความอุ่นใจของทุกคนที่หาญขึ้นมาชมทิวทัศน์กรุงโรมจากยอดโดมนี้ อย่างไรเสียยังมีลูกกรงคอยกันไว้ บนยอดโดมทุกคนต่างสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าปอด ตาก็กวาดไปรอบๆ คล้ายอยากจะประทับจารึกภาพอันสวยงามเบื้องล่างไว้ในความทรงจำ ตราบชั่วนาน กรุงโรมเมืองอมตะ

          ทิวทัศน์ที่สวยงามนี้ที่เรากำลังเชยชมด้วยความเสน่หาอยู่นี้ ตอนสายของวันรุ่งขึ้นคือวันฉลองนักบุญเปโตรและเปาโล มีครอบครัวเล็กๆ ชาวอิตาเลียนครอบครัวหนึ่ง พ่อ แม่ และลูกสาววัยสองขวบที่อุตส่าห์เก็บหอมรอมริบเพื่อจะได้เดินทางจากเหนือลงมาเที่ยวกรุงโรมกับเขาสักวันสองวัน

          ตอนสายของวันนั้นฝูงชนแน่นขนัด เนื่องจากวันฉลองใหญ่ กว่าจะแหวกคนขึ้นลิฟท์ และไต่บันไดถึงยอดพระวิหารได้ก็ต้องเหน็ดเหนื่อยไม่ใช่น้อย ไหนจะต้องระวังคน ไหนจะต้องระวังลูกน้อย

          ที่สุด ทั้งสามพ่อแม่ลูกก็สามารถขึ้นมายืนสูดอากาศบริสุทธิ์ และกำลังเริ่มเชยชมความงามอันดูดดื่มของกรุงโรม เด็กน้อยมองลอดลูกกรงเหล็กลงมาข้างล่างด้วยความพิศวง ข้างล่างในลานพระวิหารคนตัวเท่ามดเดินขวักไขว่ รถยนต์ รถบัสและรถม้าก็ดูคล้ายกับของเด็กเล่น ยิ่งมองยิ่งเพลิน ยิ่งชะเง้อหัวออกมามองนอกลูกกรงก็ยิ่งเห็นได้มาก มือที่เกาะมือแม่ไว้นั้นก็ค่อยทีค่อยหลวมประกอบกับความตื่นเต้นระทึกตา

          ทันใดเสียงกรีดร้อง ทุกคนที่กำลังเพลิดเพลินกับทิวทัศน์เบื้องล่างต้องสะดุ้งสุดตัว หันสายตามาทางเสียง ร่างของเด็กน้อยที่พลัดจากลูกกรงกำลังกลิ้งไปตามหลังคาโดมพระวิหารอย่างรวดเร็ว มือไขว่คว้าเพื่อหาอะไรสำหรับยึดเหนี่ยว

          เสียงกรีดแหลมสอง สาม สี่ ดังตามกันมาถี่ๆ เสียงกรีดร้องของแม่ร้องพลางปีนลูกกรง หมายจะกระโดดตามไปช่วยลูกน้อย ผู้คนต่างช่วยกันยึดแม่เด็กไว้อย่างสุดกำลัง ร่างของเด็กกลิ้งไปค้างที่ริมหลังคาอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็ร่วงหล่นไปข้างล่าง พร้อมกับเสียงร้องของเด็กแผ่วหายไปในความเวิ้งว้างข้างล่าง แม้ร้องกรีดออกมาได้อีกครั้งแล้วก็เป็นลมแน่นิ่งไป

          บรรยากาศบนระเบียงโดมพระวิหารเปลี่ยนไป หลายคนรีบไต่บันไดลงด้วยความหวาดกลัว บางคนสะอื้นได้ด้วยความเวทนาสงสาร บางคนปิดหน้านิ่งอั้น คนอีกกลุ่มหนึ่งช่วยกันปฐมพยาบาลแม่ผู้เคราะห์ร้าย พ่อของเด็กยืนนิ่ง ใช่ เหตุการณ์มันเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเสียเหลือเกิน เขายังคงยืนตะลึงคล้ายกับจะไม่เชื่อ เช้าวันนั้นขณะที่ผู้คนกำลังพิศเพ่งกับความงามของเมืองและธรรมชาติรอบด้านอยู่นั้น ก็ต้องมาเป็นพยานดูความเหี้ยมโหดของความตาย การพรากจากและเหนือสิ่งใดความรักอันยิ่งใหญ่ของแม

          ในขณะที่ทุกคนยืนตะลึงกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันนั้น ผู้เป็นแม่ไม่ได้เสียเวลาคิดไตร่ตรองหาเหตุผล แต่ความรักของแม่บอกแต่อย่างเดียว.... ลูกฉันตก ฉันต้องช่วยลูก... ความรักของแม่กระตุ้นให้แม่ปีนลูกกรงเพื่อจะกระโดดยึดลูกไว้ก่อนที่ลูกจะร่วงหล่นไปสู่ความว่างเปล่าข้างล่าง แม่อาจจะเป็นคนกลัวความสูง แค่ขึ้นต้นแอปเปิ้ลก็แทบจะไม่กล้าต้องคิดอยู่หลายตลบ แต่ในชั่ววินาทีนั้น แม่ไม้ได้ฉุกคิดเสียด้วยซ้ำว่าตนกำลังอยู่บนยอดพระวิหารที่สูงลิบลับ แม่คิดเพียงแต่อย่างเดียวคือ ลูกกำลังอยู่ในอันตราย แม่คงจะตรอมใจไปชั่วชีวิต ที่เห็นลูกกำลังกลิ้งลงสู่ความตายต่อหน้าต่อตาและไม่สามารถจะช่วยได้

          ครับ ผมได้ข่าวในเย็นวันนั้นแล้ว ไม่อยากจะออกจากที่พักไปเที่ยวไหน คืนนั้นผมออกมายืนมองพระวิหาร ซึ่งตั้งตรงตระหง่านเป็นเงาตะคุ่มอยู่ในความมืดนั้น ผมหลับตาวาดภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตอนเช้าวันนั้น ใจก็นึกยกย่องสรรเสริญความรักของแม่คนนั้น ใช่ครับ ถ้าแม่ทุกคนรักลูกอย่างนั้น โลกจะโสภาขึ้นด้วยความรัก แต่ความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น แม่หลายคนยังเห็นแก่ตัว เอาแต่ความสะดวกสบายส่วนตัว ไม่เพียงไม่คิดจะช่วยลูกน้อย แต่ตัวแม่เองเป็นผู้กำจัดเข่นฆ่า ประหัตประหารลูกในไส้ของตัวเองได้อย่างเลือดเย็น ไม่แยแสใยดีด้วยการทำแท้ง ขูดรีดลูกน้อยจากท้องอย่างไม่ปรานี ครับ คิดแล้วเศร้า... .

 

 

 

 

 

 



-TOP-