ในชีวิตของผม มีการเดินทางเกือบไม่ได้หยุด ตั้งแต่เดินทางข้ามจังหวัดไปจนถึงการเดินทางข้ามทวีป
          ผมเริ่มเดินทางด้วยรถโดยสาร ตั้งแต่จบประถมสี่
          ทว่ามีการเดินทางออกจากหัวหินแต่เช้าตรู่เป็นวันปิดเทอมปลาย ผมกำลังเดินทางกลับไปเยี่ยมบ้าน หนึ่งปีเต็มๆ ที่ผมจากบ้านมา ใจของผมไปถึงบ้านเรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่เมื่อวานเย็นตอนกำลังจัดเสื้อผ้าเข้ากระเป๋าเดินทาง
          แม้สายตาของผมจะจดจ้องกับทิวทัศน์สองฟากถนน ทว่าจิตใจของผมไปถึงคุณพ่อคุณแม่พี่น้องที่บ้าน แน่นอน พวกเขาคงตั้งตารอการกลับมาของผมเหมือนกัน
          “จอดรับด้วยลูกพี่” เสียงกระเป๋ารถที่บันไดหลังร้องเสียงแหลมยาว จอดอีกแล้ว แหม คนเขาอยากจะรีบกลับไปให้ถึงบ้านเร็วๆ ผมนึกติในใจ
          “เอ้า เร็วด้วยพี่ รถจอดไม่ได้นาน” เสียงเดียวกันร้องบอกขณะที่กุลีกุจอลงไปรับชะลอมจากผู้โดยสาร
          “พี่ไปก่อนเน้อ” ชายคนที่จะขึ้นรถหันไปสั่งเสียภรรยา ที่ตามมาส่งเป็นสำเนียงอีสาน “ดูลูกเต้าด้วยเน้อ” พูดพลางจะก้าวขึ้นบันไดรถ
          “เดี๋ยวก่อนพี่” ภรรยาร้องเรียก “เกือบลืมไป เอาเงินไปคืนน้าเขาด้วยพี่” ว่าพลางก็จัดแจงปลิ้นเข็มขัดเงินเส้นใหญ่ คลี่ปลายผ้าถุง ดึงห่อผ้าเช็ดหน้าสีมอๆ ออกมา แก้ห่อ เตรียมจะนับเงินส่งให้สามี หารู้ไม่ว่าขณะที่กำลังดึงห่อผ้าเช็ดหน้าออกมา ธนบัตรร้อยบาทใบหนึ่ง ที่ถูกทับไว้เสียแบนเรียบร่วงหล่นออกมา ทว่าในความรีบร้อน ไม่มีใครสังเกต
          “เอ้า เร็วหน่อยครับ” กระเป๋ารถเร่ง
          “เดี๋ยวเดียวครับ ขอเอาตังค์ก่อนครับ”
          ไม่ใช่ผมคนเดียวที่เห็นเงินหล่น กระเป๋ารถอีกคนที่ยืนอยู่บันไดหน้าก็เห็นด้วย           เขารีบเดินเข้ามาที่ธนบัตรใบนั้นซุกอยู่ในกอหญ้าเตี้ยๆ ริมทาง ผมคิดว่าเขาคงจะบอกเจ้าของให้รู้           แต่เขากลับยืนเฉย คงจะรอให้รถออกแล้วก็คว้าเงินวิ่งตามขึ้นรถไป
          ใจผมรู้สึกสงสาร
          เงินในห่อผ้าเช็ดหน้าสีมอๆ นั้นมีแต่ธนบัตรสิบบาทไม่กี่ใบ
          ฐานะทั้งสองบ่งให้เห็นชัดเจนว่า เงินร้อยบาทนั้นมีความหมายต่อเขาทั้งสองแค่ไหน           กว่าจะหามาได้คงจะต้องเป็นผลงานของแรมเดือน แรมปี
          เงินร้อยบาทสมัยนั้น สามารถบันดาลสวรรค์น้อยๆ ให้ใครก็ตามที่ได้มาเป็นกรรมสิทธิ์
          ผมจะทำอย่างไร ถ้าผมนิ่งอยู่ เงินร้อยบาทนั้นจะตกไปเป็นของคนที่ไม่มีสิทธิ์จะได้มันมาครอบครอง
          “น้า น้า” ที่สุดผมตัดสินใจ “เงินน้าตกนั่น” พูดพลางผมก็ชี้มือไปที่เงินร้อยบาทนั้น
          ชายคนนั้นมองผม แล้วก็มองไปตามที่ผมชี้ เขารีบก้มลงเก็บเงินขึ้นมาคล้ายจะกลัวว่าเงินนั้นจะวิ่งหนีไปเสียก่อน
          “ขอบใจหลานเน้อ เจ้าหนู” ทั้งสามีและภรรยาพูดขึ้นเกือบพร้อมกัน “ขอบใจมาก เกือบสูญไปแล้วไม๊ละ แกมันสะเพร่าจัง” ประโยคหลังเขาหันไปติภรรยา
          เขาตรงเข้าคว้ามือผมไปกุมไว้อย่างทะนุถนอม แล้วก็ยกขึ้นแตะหัว ปากก็พร่ำขอบใจผม ผมตะลึงไม่คาดฝัน ผมตกเป็นจุดสนใจของผู้โดยสารไม่รู้ตัว หน้าผมแดงกล่ำด้วยความอาย อยากจะมุดหัวไปแอบเสียใต้ที่นั่ง
          ผมเหลือบไปมองกระเป๋ารถคนที่เพิ่งเดินมาจากบันไดหน้า สายตาเขาบ่งให้เห็นชัดว่าเสียดายแล้วก็แวบหางตามาทางผม คล้ายกับอยากตะโกนใส่หน้าผมว่า “เสือก”
          รถแล่นต่อไป ผู้หญิงคนนั้นยังคงยืนจ้องผมด้วยความเอ็นดู
          “พี่ อย่าลืมซื้อขนมเลี้ยงไอ้หนูเน้อ” เขาตะโกนใส่หลังรถมา
          “ขอบใจมากๆ เจ้าหนู” เสียงชายคนนั้นดังขึ้นมาจากด้านหลังผม ขณะที่เขาเดินเบียดตัวเข้ามานั่งข้างๆ ผม
          “โอเลี้ยงสองถุงซิ” เขาสั่งโอเลี้ยงเมื่อรถของเราจอด
          ผมกลับถึงบ้านเต็มตื้นด้วยความสุขใจ ครับ ผมสุขใจที่ได้ช่วยใครบางคน ใครจะไปรู้ จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าสามีภรรยาคู่นั้นมารู้ตัวว่าเงินร้อยบาทนั้นหายไป ร้อยบาทที่มีความหมายมากสำหรับฐานะของเขา ใครจะไปรู้ สามีอาจจคิดระแวงสงสัยในความไม่ซื่อของภรรยา เมื่ออยู่ดีๆ เงินที่หามาได้ด้วยน้ำเหงื่อน้ำแรงหายไปอย่างไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ เขาอาจจะโมโหสุดขีด เมื่อซักถามภรรยา แล้วไม่ได้รับคำตอบสมเหตุสมผล อาจจะถึงกับลงไม้ลงมือ แล้วเรื่องอาจจะบานปลายไปถึงกับบ้านแตกสาแหรกขาดไปเลยก็ได้ โอ้โฮ...นี่ผม...  นี่ผมประกอบกิจการดีใหญ่หลวงถึงเพียงนี้เชียวหรือ... ผมคิดตามประสาเด็ก... งั้นผมก็เป็นพลเมืองดีไปโดยไม่รู้ตัวนะสิ... แต่ แต่สีหน้าขุ่นๆ ของกระเป๋ารถคนนั้นยังทำให้ผมอดคิดไม่หาย... การทำดีนั้นไม่ใช่ว่าทุกคนจะเห็นชอบด้วย ถ้าต้องขัดผลประโยชน์ของใครเข้าละก็... ครับการทำดีนั้นไม่ใช่ของง่ายเลย... •

 



-TOP-