เรื่องสั้น
................................................................................................................................................................................................................................................................................................

 

รักให้จริง

 

        “คุณพ่อคะ หวัดดี”
          เสียงกระดิ่งเลิกเรียน เด็กๆ ต่างถือกระเป๋า วิ่งร่ากลับบ้านด้วยความยินดี โล่งใจที่เรียนผ่านไปอีกวันหนึ่ง
          “คุณพ่อค๊า...หวัดดีค่า...”
          เสียงเดียวกันทักผมอีกครั้ง เมื่อเห็นว่าผมยังไม่ทักตอบ
          “แหม คุณพ่อนี่ นอกจากสายตาไม่ดี ยังหูหนวกอีกด้วย”
          นั่นเข้าให้ ผมรีบเงยหน้าจากโต๊ะทำงาน
          “อ้อ หวัดดีปุ๊ เป็นไง วันนี้ท่าทางตื่นเต้น มีอะไรหรือ... หนีเรียนคำสอนอีกแล้วซี”
          ใบหน้ากลมของปุ๊ยิ้มแย้ม ตาเป็นประกายแฝงไว้ซึ่งความตื่นเต้น ริมฝีปากบางๆ เผยยิ้มอย่างมีความหมาย ไฝเม็ดเขื่องๆ บนริมฝีปากด้านบนบอกให้รู้ว่าปุ๊เป็นเด็กช่างพูด ทีท่าการเดินเหินของปุ๊ส่อให้เห็นเป็นคนว่องไว ร่าเริง
          เลิกเรียนปุ๊มักจะผ่านมาทักทาย และพูดคุยกับผมบ่อยๆ
          แม้ปุ๊จะเรียนแค่ชั้น ม.ศ.1 ทว่าความหลักแหลม ฉลาดปราดเปรียว นั้นหาตัวจับได้ยาก
          ผมรู้จักปุ๊ได้ไม่นานนัก ทว่านิสัยใจคอของปุ๊สะดุดใจผมมาก เป็นต้นนิสัยตรงไปตรงมาของปุ๊ ปากกับใจตรงกัน คิดอะไรก็พูดออกมาอย่างนั้น หลายครั้งเลยออกจะขวานผ่าซากไปด้วยซ้ำ
          เพราะนิสัยตรงไปตรงมาของปุ๊นี่เอง เพื่อนจึงได้เกรงปุ๊นัก และก็นิสัยนี่อีกแหละที่ทำให้ปุ๊เป็นผู้นำเพื่อนๆ
          “ม่ายใช่...เรื่องมันยาวค่ะ...แต่ สงสัยคุณพ่อจะไม่เชื่อ...”
          ปุ๊พูดพลางวางกระเป๋าหนังสือ ลากเก้าอี้มานั่งหน้าผม
          “วันนี้...หนู...เอ จะว่ายังไงดีน้อ...”
          ว่าแล้วก็ยกมือเกาหัว ตาก็มองมาที่ผมคล้ายจะถามความเห็นแต่แล้วก็รีบพูดต่อไปประสาเด็กช่างพูด
          “วันนี้หนูทำพลีกรรมครั้งใหญ่” ปุ๊พูดแล้วก็หยุดดูปฏิกิริยาจากผม “ใหญ่จริงๆ” ปุ๊เน้น
          ผมทำหน้าสงสัย เอ เด็กตัวเท่านี้รู้จักทำพลีกรรมด้วยรึ...ผมกำลังจะอ้าปากถาม
          “คุณพ่ออย่าเพิ่งพูด ฟังหนูให้จบก่อน”
          เจอไม้นี้ผมรีบหุบปาก เปิดหูฟังเต็มที่
“วันนี้ ตอนปล่อยพัก ยายเด็กคนนั้นจ้องหน้าหนูอีก ทำท่ากวนๆ หนูก็จ้องตามันมั่ง...แหมคันปากอยากจะด่า...”           ปุ๊พูดอย่างตื่นเต้นแทบจะไม่รอหายใจ
          ปุ๊เคยบอกผมเหมือนกันว่า ไม่ถูกชะตากับเด็กหญิงคนหนึ่ง มักจะมีปากเสียงกันบ่อยๆ ตามประสาเด็ก
          “แต่กลัว” ปุ๊รีบพูดต่อ “หนูคิดถึงพระเยซูเจ้า” ท่าทางและสีหน้าของปุ๊เอาจริงเอาจัง “พระองค์สั่งให้เรารักกัน รักแม้ศัตรู หนูเลยหักใจหันหน้าไปทางอื่น”
          ช่างน่ารักจังเลย ผมเชื่อว่าสิ่งที่เล่ามาเป็นความจริง ผมบอกแล้วปุ๊เป็นคนมีนิสัยตรงไปตรงมา
          “ยังไม่จบค่ะคุณพ่อ” ปุ๊พูดต่อเมื่อเห็นผมเตรียมท่าจะพูดชมเชย
          “แต่นี้ยังไม่พอ ตอนเดินแถวขึ้นห้อง เค้าจ้องหน้าหาเรื่องหนูอีก...แหม...เรารึอุตส่าห์ข่มใจไปครั้งหนึ่งแล้วนะ ยังจะมาหาเรื่องอีก...แต่หนูคิดถึงพระเยซูเจ้าอีก คราวนี้หนูไม่หันหน้าหนี แต่หนูยิ้มให้เขาอย่างสวยที่สุด...เขาหน้าแดงรีบหันหน้าหนี...”
          ปุ๊พูดเสร็จก็ยิ้มเยี่ยงผู้มีชัย ดวงตาเป็นประกาย เผยถึงความสุขและความยินดีที่เอ่อล้นอยู่ภายใน
          ครับ ชัยชนะของปุ๊เป็นชัยชนะสองต่อ ชนะตนเอง และชนะใจเพื่อนคนนั้น ผมนั่งอั้น อยากจะกล่าวชมปุ๊ แต่สรรหาคำพูดไม่ได้ ได้แต่นึกชมดวงใจอันงามของปุ๊
          “แต่คุณพ่อคะ” ปุ๊พูดต่อเมื่อเห็นผมนั่งงง “การรักทุกคนอย่างที่พระเยซูเจ้าสั่งให้รักนั้นไม่ใช่เป็นของง่ายๆ เลยนะคะ”
          ผมถูกเด็ก 13 ขวบสอนเข้าให้แล้วซี
          จบปีการศึกษานี้แล้ว ผมไม่ได้พบกับปุ๊อีกเลย
          แต่นั่นแหละ คำพูดของปุ๊ในวันนั้นยังคงฝังแน่นอยู่ในความทรงจำของผม
          “แต่คุณพ่อคะ การรักทุกคนอย่างที่พระเยซูเจ้าสั่งให้เรารักนั้น ไม่ใช่ของง่ายๆ เลยนะคะ”
          ปุ๊พูดถูก ไม่ใช่ของง่าย
          ผมยอมรับ
          แต่นั่นไม่หมายความว่า เป็นไปไม่ได้
          เพราะพระเยซูเจ้าคงจะไม่สั่ง หรือขอร้องอะไรจากเราที่เหลือบ่ากว่าแรงของเรา หรือที่เป็นไปไม่ได้
          ปุ๊เองก็ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าทำได้
          รักและทำดีให้คนน่ารักนั้นใครก็ทำได้
          แต่รักและทำดีให้คนที่จงเกลียดจงชังเรานี่ซิ “วีรกรรม” •