“อ้าวนั่นจะรีบไปไหนกัน เฮ้ จำกันไม่ได้หรือไง...คุณ” ผมหันไปตามเสียงแล้วก็ก้าวต่อไปข้างหน้า คิดในใจว่า คนเขาทักทายกัน นอกนั้นแถวประตูน้ำผมไม่เคยมีเพื่อนฝูงกับเขาเลย
          “เฮ้ย เป็นยังไงบ้าง...” เสียงเดียวกันนั้นพูด ขณะเดียวกันกับที่มือหนักๆ ของใครมาตบบ่าผม “แหม เดี๋ยวนี้ได้ดิบได้ดีแล้วลืมเพื่อนฝูงเชียวนะ” เจ้าของมือที่ตบบ่าผมพูดต่อ ผมรีบหันมามองขยับแว่นตา “อ้าวนี่มันอ้ายกุ้งแห้งนี่นา...” ผมเผลอปากพูดออกมาอย่างลืมตัว... “นี่มันกี่ปีแล้วนะที่เราไม่ได้พบหน้าค่าตากัน” ผมยิงคำถามใส่พลางเกาหัวคล้ายจะคุ้นความจำเก่าๆ ที่อยู่ท้ายสมองให้ผลุดขึ้นมาใหม่  “ก็ตั้งแต่จบ ม.ศ 3 นั่นแหละ...” เจ้ากุ้งแห้ง หรืออีกนัยหนึ่ง พัฒนา เพื่อนผมตอบใบหน้าสงสัย คงจะไม่แน่ใจว่าผมจำเขาได้หรือไม่ หรือว่าผมแสร้งทำเป็นจำได้ “เออ...และอ้ายนักบุญล่ะ เคยพบหน้าค่าตาบ้างหรือเปล่า”  ผมถามต่ออยากจะให้เพื่อนเก่าเขาแน่ใจ จะได้หายสงสัย “เอ้ย นั่นเขาจะไปเป็นพ่อพิมพ์ของชาติอยู่ต่างจังหวัด มันก็สมแล้ว สงสัยอีกหน่อยคงจะถูกแต่งตั้งเป็นนักบุญ...” พัฒนาพูดพลาง ยิงฟันทิ้งท้ายเป็นปริศนา
          ครับ สิบสี่ปีแห่งความหลัง ย้อนหลังไปมองในบรรดาเพื่อนฝูงร่วมชั้นและร่วมโรงเรียน ผมสนิทกับหลายคน แต่พอแยกย้ายจากกันไปหลังจากจบม.ศ. 3 แล้ว เพื่อนแต่ละคนก็หายไปจากความทรงจำอย่างภาษิตฝรั่งเขาว่า “ห่างกายไปก็จะห่างใจในไม่ช้า”
          แต่เพื่อนสองคน อยู่ในความทรงจำของผมอย่างไม่มีวันเลือนลาง จะบอกว่าเขาทั้งสองเป็นเพื่อนสนิทกับผมมากก็ไม่เชิง เห็นจะเป็นเพราะว่าทั้งสองคนมีลักษณะ และบุคลิกบางอย่างที่สะดุดใจผมมาก จนทุกครั้งที่หวนไปคิดถึงโรงเรียนเก่า เพื่อนทั้งสองคนนี้ เป็นผลุดขึ้นมาในความทรงจำของผมทุกครั้งไปทีเดียว...
          พัฒนา หรืออีกสมญาหนึ่ง “กุ้งแห้ง”  เราตั้งสมญาที่สองนี่ให้เพราะรูปร่างและทรวดทรงอันผอมกร่องของเขา “นี่กลับไปบอกแม่ลองซื้อยาถ่ายพยาธิมาทานบ้างซิ” ครูประจำชั้นผมพูดบ่อยๆ เป็นต้นในชั่วโมงสุขศึกษา “พยาธิคงเยอะนะเธอ กินเท่าไรไม่เห็นอ้วนกับเขาสักที” พวกเราหัวเราะฮา “นักเรียนต้องพยายามมีงานอดิเรก หรือฮ้อบบี้คนละอย่าง” ครูหัตถศึกษาแนะ เลือกตามถนัด เพราะงานอดิเรกช่วยให้เราเพลิดเพลินไม่เกียจคร้าน... พัฒนา ครูชี้หน้าเมื่อเห็นพัฒนากำลังคุยกันเพลินอยู่ “เธอนะมีงานอดิเรกอะไร” “เพาะพยาธิครับ” สุชาตินั่งถัดไปรีบตอบแทน เรียกเสียงหัวเราะได้ทั้งห้อง แม้แต่พัฒนาเองยังอดหัวเราะไม่ได้
          พัฒนาเข้าร่วมกับเราตอนเราเรียน ป.7 พอเข้ามาอยู่ได้วันที่สองก็เริ่มมีเรื่องแล้ว “ครูครับ พัฒนาเอายางยิงหัวผมครับ” นั่นเป็นการเริ่มต้นต่อจากนั้นมา ประโยคว่า “ครูครับ...พัฒนา...” ดังอยู่ไม่ขาดสายเพราะความซนและความแก่นของแก “อาทิตย์หน้าถ้าเธอไม่แก้ไข ครูจะเรียกผู้ปกครองเธอ...” ไม่กี่วันหลังจากนั้น เราก็เห็นบิดาของพัฒนามาหาครูใหญ่ การมาหาบ่อยขึ้นเรื่อยๆ จนคนที่เห็นอาจจะหลงคิดไปว่า ครูใหญ่และบิดาของพัฒนาคงจะเป็นเพื่อนสนิทไปมาหาสู่กันบ่อยเหลือเกิน
          วันเดือนปีผ่านไป ความประทับใจของผมก็ทวีขึ้น ประทับใจที่เห็นว่า แม้ว่าพัฒนาจะแก่นและซุกซน แต่ทุกครั้งที่ถูกตักเตือน ลงโทษ เขาจะรับอย่างดีและพยายามแก้ไข นี่แหละครับ ความประทับใจอันไม่รู้เลือนที่ผมมีต่อเจ้ากุ้งแห้ง
“เฮ้ย วันนี้ทำไมมาเป็นโกล์ ทำไมไม่ไปบุกกองหน้าล่ะ” ครูพละถามพัฒนากองหน้าเพชฌฆาตแห่งทีมประจำห้อง “ผมกลัวว่าจะโมโห เดี๋ยวมีเรื่องอีก อยู่เป็นโกล์นี้ดี ไม่โมโหใคร” พัฒนาพูดพลางยิ้มแห้งๆ
          เพื่อนอีกคนหนึ่งซึ่งยังฝังแน่นอยู่ในความทรงจำของผม ก็คนที่ผมถามหาตอนเจอกับพัฒนาที่ประตูน้ำแหละครับ  (ที่เราให้สมญาว่า “นักบุญ” ) นี้คือประวิทย์ เพื่อนร่วมห้อง สมญาที่เราตั้งให้นั้นดูจะไม่เกินควมจริง เพราะประวิทย์เป็นเด็กดีราวกับผ้าพับไว้ วันแรกที่เข้ามาเรียนกับเรา ครูประจำชั้นเห็นก็ยังอดชื่นชมไม่ได้ การเดินเหิน อากัปกิริยา และการพูดจา  ทำให้ประวิทย์เด่นขึ้นมาและเราๆ ด้อยลงไปถนัด “เวลาผ่านโต๊ะครู ให้ก้มหัวแสดงความเคารพ ไม่ใช่เดินคอแข็งทื่อ” ครูประจำชั้นเตือนเมื่อเรียนวิชาศีลธรรม “เอาอย่างประวิทย์บ้าง เวลาเข้ามาหาครูยังรู้จักพนมมือไหว้...” พูดแล้วครูหันสายตาอันปรานีไปที่ประวิทย์นั่ง...
          กับเพื่อนฝูงประวิทยไม่รู้จักคำว่าโมโห หรือเสียอารมณ์ จะถูกล้อเลียนหรือพูดเหน็บแนม เขายิ้มให้เฉย ราวกับได้รับคำชมเชย “ไม่มันเลยว่ะ” เสียงสุรชาติตัดพ้อกับเพื่อนๆ “ยั่วมันเท่าไรไม่ยอมโมโหสักที...”
          เพื่อนสองคนมีนิสัยใจคอตรงกันข้าม อาจจะเป็นเพราะเหตุนี้กระมัง ที่ทำให้ผมลืมสองคนนี้ไม่ลง คนอื่นๆ เขาดีบ้าง ซนบ้าง ก็ธรรมดา แต่สองคนนี้ผิดกันราวฟ้าและดิน... ทุกครั้งที่หวนไปคิดถึงสองคนนี้ผมมักจะถามตัวเองว่า “ใครในสองคนนี้เป็นเด็กดีจริง” หลายคนคงจะช่วยผมตอบว่า ไม่ต้องสงสัย คนชื่อประวิทย์ ส่วนพัฒนาอย่าให้พูดถึงเลยชื่อก็ไม่อยากจะเอ่ย... แต่ผมว่าพัฒนาเขาดีกว่าประวิทย์ ทำไม...
          คนเรามักจะตัดสินคนอื่นๆ จากความสำเร็จ ไม่ใช่จากความพยายาม ใครทำอะไรสำเร็จเรายกย่องชมเชย แต่อีกคนหนึ่งใช้ความพยายามเป็นอย่างมากเพื่อทำงานชิ้นเดียวกัน แต่ไม่สำเร็จ เพราะขาดอะไรบางอย่าง เรามักจะมองเขาไปในทางดูถูกดูแคลน เราลืมไปว่าทั้งสองใช้ความพยายามเท่ากัน บางทีคนที่ทำไม่สำเร็จ อาจจะใช้ความพยายามมากกว่าเสียด้วย แต่แล้วความพยายามของเขากลับถูกมองข้าม เพราะเขาทำไม่สำเร็จ...
          เพื่อนของผมสองคนนี้ก็เหมือนกัน คนหนึ่งเกิดมาราวกับผ้าพับไว้ไม่ต้องออกแรงพยายามเพื่อเป็นคนดี แต่อีกคนหนึ่งเกิดมามีนิสัยเกเรซุกซน ทว่าพยายามแก้ไขดัดแปลง พยายามเป็นคนดี จะไม่ให้ผมชมเชยเขาได้อย่างไร... ใครดีกันแน่
          คนที่เชื่อว่าตนเป็นคนดีไม่ใช่เพราะว่ารัก แต่เพราะเกลียดชังหรือโมโหใครไม่เป็น
          คนที่เชื่อว่าตนเป็นคนดีไม่ใช่เพราะว่าไม่ผิดพลาด แต่เพราะว่าไม่กล้าเสี่ยงริเริ่มทำอะไรเลย ด้วยกลัวจะผิดพลาด
          คนที่เชื่อว่าตนเป็นคนดี เพราะเชื่อว่ามีคนอื่นที่เลวกว่าตน
          ครับ ลองช่วยกันคิดดูอีกสักหนเถอะครับ ใครดีกันแน่!! •

 



-TOP-